2 ทศวรรษการต่อสู้ไม่สิ้นสุด 'เหมืองหินดงมะไฟ'

December 11, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

กว่า 20 ปีของการต่อสู้เพื่อปกป้องผืนป่าและชุมชน สิ่งที่สูญเสียคือชีวิตและทรัพยากร ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับเป็นการต่ออายุสัมปทานอีก 10 ปี

HIGHLIGHTS

  • คุ้มกันหรือไม่กับการให้สัมปทานแก่เอกชนทำเหมืองแร่แลกกับการระเบิดภูเขาทำลายป่าต้นน้ำและธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทำลายสิ่งแวดล้อม ทุ่งนา แหล่งอาหารของชาวบ้านจนเกิดความขัดแย้งถูกสังหาร 4 คน ติดคุก 2 คน ชาวบ้านเรียกร้องให้ภาครัฐหันมาสนใจปัญหานี้ ด้วยการฟังเสียงประชาชน

เสียงระเบิดหินยังดังก้องในโสตประสาท ตลอด 25 ปีของการต่อสู้เพื่อคัดค้านการทำเหมืองแร่ ณ ภูผาฮวก ผาจันได  ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ในนาม ‘กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได’ พวกเขาหวังเพียงความสงบสุขในชีวิตและสิทธิการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลมั่นคงยั่งยืน

 ฮ (8)

2 ทศวรรษ...เหมืองหิน

โดยสภาพภูมิศาสตร์ของชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได มีเขาหินปูนสวยงาม สูง 260-300 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งต้นน้ำ มีความอุดมสมบูรณ์ของภูเขาหลายลูก อาทิ ภูผาฮวก ผาจันได ภูผายา ผาโขง และผาน้ำลอด อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลาง เป็นต้นกำเนิดของลำห้วยปูน ลำห้วยสาวโฮ ลำห้วยคะนาน เชื่อมโยงเป็นป่าผืนใหญ่ ที่ชาวบ้านใช้น้ำทำนา เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ที่ภูผายา ด้านทิศตะวันออก มีถ้ำพระ ถ้ำเสือ มีภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ มีชิ้นส่วนพระพุทธรูปสมัยล้านช้าง พ.ศ.22-24 ชุมชนจึงสร้างสำนักสงฆ์ไว้ปฏิบัติธรรม ที่ถ้ำเลียงผา ถ้ำหินแตก ถ้ำน้ำลอด ถ้ำศรีธน กรมศิลปากรพบโบราณวัตถุ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา เครื่องถ้วยเขียนสีน้ำเงินใต้เคลือบ ระบุได้ว่าเป็นที่อยู่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ บางส่วนมีพื้นที่ทับซ้อนในเขตทำเหมืองหินปูน

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2536 บริษัทเอกชนยื่นขอสัมปทาน ‘ภูผายา’ เพื่อทำเหมืองหินอุตสาหกรรม แต่ชุมชนไม่เห็นด้วย รวมตัวกันคัดค้าน ปี 2537 บริษัทย้ายไปขอประทานบัตรทำเหมืองที่ ‘ภูผาฮวก’ ชาวบ้านก็รวมตัวคัดค้านอีก ปี 2538 บุญรอด ด้วงโคตะ และ สนั่น สุขวรรณ ถูกยิงเสียชีวิต, ปี 2541 ชาวบ้านยื่นหนังสือคัดค้านการขอสัมปทาน ขณะที่บริษัทเอกชนเดินหน้ารังวัดขอบเขตเหมืองไม่สนใจการคัดค้าน, ปี 2542 กำนันทองม้วน คำแจ่ม และ สม หอมพรมมา ถูกยิงเสียชีวิต, ปี 2543 อุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู อนุญาตให้ประทานบัตรเหมืองหินแก่บริษัทบนภูผาฮวก 10 ปี (กันยายน 2543-กันยายน 2553) ปี 2544 ชาวบ้านประท้วงปิดถนนเส้นทางขนเครื่องจักรกลของคนงานเหมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมจนขนเครื่องจักรกลเข้าสู่พื้นที่ได้ ชาวบ้านยื่นฟ้องศาลปกครองขอให้เพิกถอนประทานบัตรทำเหมืองหิน ทำให้แกนนำถูกจับกุมดำเนินคดี 12 คน ศาลตัดสินจำคุก 2 ราย

ปี 2547 ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาเพิกถอนคำขอประทานบัตร แต่ปี 2553 ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษา คืนประทานบัตรให้บริษัททำเหมืองหิน อายุประทานบัตรหมดลงพอดี บริษัทขอต่อใบอนุญาตเข้าทำเหมืองอีกครั้งปี 2553 และได้รับการต่อใบอนุญาตครั้งที่สอง (กันยายน 2553 – กันยายน 2563) ปี 2555 ชาวบ้าน 78 ราย ยื่นฟ้องศาลปกครองอุดรธานี ให้มีคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตฯ, ปี 2558 ชาวบ้านได้รับพระราชทาน ‘ธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต’ ตามโครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) จากการอนุรักษ์ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

ปี 2561 ศาลปกครองอุดรธานี มีคำพิพากษา (14 มีนาคม 2561) เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้บริษัทเข้าทำประโยชน์ และเพิกถอนใบอนุญาตต่ออายุประทานบัตร ที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ออกให้บริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา แต่บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด แล้วระเบิดภูเขา ทำเหมืองโรงโม่หิน เรื่อยมา ล่าสุดปี 2562 บริษัทยื่นขอต่อใบอนุญาตทำเหมืองอีก 10 ปี ถ้าได้รับอนุญาตก็จะได้ทำเหมืองถึงปี 2573

 ฮ (2)

หายนะ...ประทานบัตรภาค 2

การต่อสู้ของชาวบ้านที่นี่ มีทนายความแมกไซไซ ทองใบ ทองเปาด์ มาให้ความรู้เรื่องกฎหมายและสิทธิในปี 2536 การคัดค้านขอประทานบัตรครั้งแรก ปี 2542 ชาวบ้านถูกยิงตาย 2 คน ชุมชนแห่ศพไปที่หนองบัวลำภู มีการต่อสู้รุนแรงจนเสียชีวิตอีก 2 คน ทุกวันนี้ยังจับใครไม่ได้ ช่วงต่อประทานบัตรโรงโม่ครั้งที่สอง ชาวบ้านที่คัดค้านถูกจับ 12 คน ติดคุก 2 คน หนึ่งในนั้นบอกว่า ทนเห็นคนแก่ถูกขังไม่ได้ก็เลยอาสาติดคุกเสียเอง

ฮ (6)

“ผมขันอาสาไปอยู่ในเรือนจำแทนพี่น้องเพราะว่าตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยลดละ นำพาพี่น้องคัดค้านกันโดยตลอด แม้จะโดนกระทำหลายๆ อย่างคนที่โดนหมายจับทั้ง 12 ท่านนั้น ล้วนแต่คนที่ีมีอายุแล้ว เป็นปราชญ์ชาวบ้านทั้งหมด สุดท้าย ผมกับนายสุภัทรเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ผมอยากให้พี่น้องหลานๆ ได้รู้ว่าเราไม่ได้ทรยศพื้นที่ของเรา เรารักผืนป่า เรารักธรรมชาติ เราภูมิใจที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ” เอกชัย ศรีพุทธา พูดถึงเหตุผลของการตัดสินใจครั้งนัั้น อาณาเขตของโรงโม่รุกคืบเข้ามาใกล้มากขึ้น สิ่งที่บ่งบอกได้คือ ‘หลักหมุด’

ฮ (4)

“ถ้าเอาตามหลักหมุด พื้นที่เหมือง 175 ไร่ 3 งาน 65 ตารางวา ตรงหมุดที่ 8 ใต้เข้าไปคือถ้ำน้ำลอดกับถ้ำเมืองบาดาล เราถึงได้รู้ว่ามันมาถึงนี่ การทำเหมืองส่งผลกระทบมากมาย หนึ่ง แหล่งอาหาร ฝุ่นละออง สอง การสัญจรไปมา รถใหญ่วิ่งวันละ 20-30 เที่ยว สาม เสียงระเบิด สี่ ที่ทำกินเสียหาย เขาจะระเบิดเวลา 16.00-17.00 น. เปิดหวอเตือน 3 ครั้ง ถ้าไม่ออกไปเกิดอะไรขึ้นเขาไม่รับผิดชอบ คนที่อยู่ได้ก็อยู่ไป ที่ติดเขามีอยู่ 40 ครอบครัว ตอนนี้มีคนโดนคดี 2 ล้านบาท 9 คน คดีอยู่ในศาลปกครอง ระหว่างอุทธรณ์ ถ้าศาลตัดสินว่าสิ่งที่ชาวบ้านพูดเป็นเรื่องจริง 2 ล้านก็จบไป” สมควร เรียงโหน่ง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กล่าวถึงสถานการณ์ และว่าการที่โรงโม่บอกว่าได้รับอนุญาตจาก ‘ประชาคม’ เป็นเรื่องปลอม

ฮ (5)

“มีการเอารายชื่อชาวบ้านที่เข้าประชุมไปอนุมัติการขอใช้พื้นที่ป่า ชาวบ้านรู้ก็คัดค้านไปที่ผู้ว่า รัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่าเป็นหลักฐานปลอม มีการฟ้องศาล ศาลตัดสินให้สมาชิก อบต.คนหนึ่ง กับ ชาวบ้านคนหนึ่งในคดีอาญาปลอมแปลงเอกสารให้รอลงอาญา หลังจากที่ศาลตัดสินแล้ว กระทรวงทรัพยฯ กรมป่าไม้ ก็ใช้หลักฐานเท็จนี้ไปอนุมัติการใช้พื้นที่ป่า พอชาวบ้านฟ้อง ศาลก็ยกฟ้องบอกว่าชาวบ้านไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย กระทรวงอุตสาหกรรมก็ใช้หลักฐานนี้ไปอนุมัติประทานบัตรรอบนี้ (ที่กำลังระเบิดอยู่) ชาวบ้านก็สู้ต่อจนศาลปกครองเพิกถอนประทานบัตรแต่ไม่คุ้มครองชั่วคราว ยังมีการระเบิดอยู่ ณ วันนี้ เขากำลังสู้ให้ได้ครั้งที่สาม” สุนี ไชยรส ผอ.ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรม ม.รังสิต กล่าวในงานเสวนา ‘20 ปีปัญหาประทานบัตรโรงโม่ภูผาฮวก-ผาจันได : ทางออกก่อนการต่อประทานบัตรอีก 10 ปี’ โดย วิทยาลัยวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งการจะเข้ามาทำอะไรในพื้นที่ป่าจะต้องมีการทำรายงานผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมก่อน

“การขอต่อใบอนุญาต ต้องมีการทำ EIA ใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน รวมถึงรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผลพิพากษาศาลชั้นต้นผูกพันว่าใบอนุญาตเดิมไม่ชอบ หนึ่งยังไม่ถูก จะมาต่อสองได้อย่างไร การทำเหมืองมีการระเบิดไปทุกวัน ทรัพยากรถูกทำลายไป ไม่อาจกลับคืนมาได้ มติ อบต.ที่มีปัญหาทางจังหวัดทางอำเภอสั่งให้ระงับไว้แล้ว และในการต่อครั้งนี้มีเพิ่มขึ้นมาจากเดิม 175 ไร่เหมืองหิน แล้วยังมีอีก 50 ไร่ เป็นพื้นที่กองแร่ด้วย เราขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองให้บริษัทเอกชนหยุดชั่วคราว แต่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย” สุรชัย ตรงงาม มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กล่าวเสริม

“การต่อประทานบัตรต้องมีรายงานสิ่งแวดล้อม คือการบอกพื้นที่ รายละเอียดการทำเหมือง ผลกระทบ แล้วข้อร้องเรียนของชาวบ้าน การฟื้นฟู ซึ่งรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) จะเป็นตัวบอกได้ว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาต โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่ เหมืองหิน โรงโม่หิน บริษัทต้องไปจ้างนักวิชาการมาศึกษาผลกระทบ แล้วต้องเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นว่าจะทำอะไรแบบไหน พี่น้องคิดเห็นยังไง ความเห็นนี้จะถูกนำไปให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้นักวิชาการดูอีกที  ตั้งแต่ปี 43 มา ที่นี่ไม่เคยทำ 

 พอเหมืองทำงานแล้วก็ต้องทำรายงานผลกระทบว่า บริษัทมีมาตรการอย่างไรที่จะลดผลกระทบ ต้องทำรายงานติดตามการดำเนินงาน มีการติดตั้งที่วัดฝุ่นไว้ตรงไหนกี่จุด มีค่าตัวเลขฝุ่น เกินหรือไม่เกินเท่าไร แต่ที่นี่ไม่เคยมี มาตรา 11 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 บอกไว้ว่า ถ้าชุมชนมีความห่วงกังวลต่อโครงการหรือนโยบายสาธารณะใดๆ สามารถมีสิทธิ์ร้องขอให้ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพได้” สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการ Community Health Impact Assessment (CHIA) กล่าวถึงทางออกของประชาชนที่พอจะทำได้

 ฮ (3)

ทบทวน...สัมปทานแหล่งแร่

จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า จุดเริ่มต้นของปัญหานี้เกิดขึ้นมาจากการประกาศแหล่งหินทำเหมืองทั่วประเทศในปี 2538 ว่ามี 318 แปลง (1 แสน 4 หมื่นไร่) ปริมาณแร่หินสำรองในประเทศไทยมี 8000 ล้านเมตริกตัน ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือ 118 แปลง (45,000 ไร่) อันดับสองอยู่ที่ภาคอีสาน 43.000 ไร่ ปริมาณแร่มากสุดอยู่ที่ภาคกลาง สระบุรี ลพบุรี 3,200 ล้านตัน ภาคอีสานมีไม่ถึง 800 ล้านตัน

“หนองบัวลำภู มีการขอสัมปทานแหล่งแร่มากที่สุด 11 แปลง (1,500 ไร่) อยู่ที่ ภูผาฮวก 300 ไร่ ผาจันได 200 ไร่ เท่ากับ 500 ไร่ คือ 1 ใน 3 ของ จังหวัดอยู่ที่นี่ เขาเลยมีความต้องการ แร่ที่ภูผาฮวกมีประมาณ 20 ล้านเมตริกตัน ผาจันได 7-8 ล้านเมตริกตัน แสดงว่าเหมืองจะไม่หยุดในปีหน้าแต่จะทำต่อไปจนหมดภูเขา 

ความขัดแย้งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่เริ่มต้นขอสัมปทานจนถึงวินาทีที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ มีการสังหารแกนนำต่อสู้ถึง 4 คน ชาวบ้าน 1 ในนี้ติดคุก แต่ผู้ประกอบการยังทำเหมืองได้ทั้งๆ ที่ ระเบียบกรมป่าไม้ในการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติต้องมีหลักเกณฑ์ในการเข้าใช้พื้นที่ข้อ 8 วงเล็บ 5 ว่า ‘ต้องไม่มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาตำบลหรือ อบต.ในพื้นที่ป่านั้นตั้งอยู่’ แต่ผู้ประกอบการไปเอามติที่ อบต.ยกมือให้ผ่านไปใช้ ปัญหาความขัดแย้งกับราษฎรยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้ไม่ได้รับการแก้ไข ผมอยู่ที่นี่ ตรงนี้มีหน่อไม้ได้กินทุกวัน ได้ปีละ 70,000 กิโลกรัม มีเห็ด ไข่มดแดง หนู สมุนไพร คำนวณได้ปีหนึ่ง 113 ล้านบาท 

ฮ (7)

ข้อมูลคนทำเหมืองบอกว่าเขาได้ตลอดอายุโครงการ 4,800 ล้านบาท แล้วให้ภาคหลวง 194 ล้านบาท ขณะที่ชาวบ้านปีหนึ่งก็ได้ 113 ล้านบาทแล้ว นี่คือความคุ้มค่าของเขา กฎหมายแร่ยังบอกไว้ว่าห้ามทำเหมืองใน มาตรา 17 วรรค 4 ว่า หนึ่ง พื้่นที่สำคัญด้านโบราณคดี โบราณวัตถุ สอง พื้นที่แหล่งต้นน้ำ ป่าน้ำซับซึม เราค้นพบถ้ำหินแตก ถ้ำเลียงผา ที่นั่นมีหมุดที่ 8 เขตประทานบัตร ปักอยู่ตรงนั้นเลย เหมืองก็ยังทำอยู่ คนเป็นประธานคืออุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการไม่เคยมาถามชาวบ้าน การมีส่วนร่วมไม่ได้เกิดขึ้นจริง ถ้าเกิดขึ้นจริงจะไม่เกิดความขัดแย้ง เกิดปัญหามาถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านเดือดร้อนมา 25 ปีแล้ว ก่อนดำเนินการใดๆ ชุมชนต้องมีส่วนร่วม” เดชา คำเบ้าเมือง นักวิชาการอิสระ ผู้อยู่ในพื้นที่แสดงความคิดเห็น

การได้มาซึ่งแร่อุตสาหกรรมแต่ต้องแลกกับการทำลายป่า มีผลกระทบต่อระบบนิเวศ ขณะที่รายได้ตกแก่เอกชนรายเดียวกับการจ่ายให้รัฐเพียงเล็กน้อย ไม่คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ...คุ้มกันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบ สังคมจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข