ผู้หญิงยืนหนึ่ง 2019 สตรีที่โลกยอมใจ

December 31, 2019
by กนกวรรณ เกิดผลานันท์

ไม่ใช่เพราะความเป็นผู้หญิง แต่เพราะผู้หญิงเหล่านี้คือต้นแบบและแรงบันดาลใจของคนทั่วโลก

HIGHLIGHTS

ปี 2562 ผ่านพ้นไปอีกปีด้วยพลังของผู้หญิงที่มีส่วนขับเคลื่อนโลกใบนี้ครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงคนเล็กคนน้อย หรือระดับคนดังที่สังคมรู้จัก พวกเธอล้วนมีส่วนสร้างความก้าวหน้าให้กับโลกใบนี้ด้วยพลังที่ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้

 ‘จุดประกาย’ ภูมิใจนำเสนอผู้หญิงแห่งปี 4 คนจาก 4 วงการ ที่เรื่องราวของเธอสร้างแรงบันดาลใจสำหรับปี 2563 ต่อไป

  • สาวน้อยมหัศจรรย์ ‘เกรต้า ทุนเบิร์ก’

นิตยสารไทม์ยกย่องให้ เกรต้า ทุนเบิร์ก เป็นบุคคลแห่งปี 2562 เธอเคลื่อนไหวต้านโลกร้อนอย่างเอาจริงเอาจัง ปลุกพลังให้คนนับล้าน

1577090895825

ทุนเบิร์ก วัย 16 ปี ชาวสวีเดน เริ่มต้นรณรงค์ต้านโลกร้อนตอนอายุ 15 ปี ด้วยการโดดเรียนวันศุกร์ ไปนั่งประท้วงที่นอกรัฐสภาสวีเดน ผลักดันให้รัฐบาลควบคุมการปล่อยคาร์บอนให้ได้ตามเป้า

นิตยสารไทม์ระบุว่า 16 เดือนนับตั้งแต่เริ่มประท้วง ทุนเบิร์กได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าประมุขแห่งรัฐในยูเอ็น เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา เถียงกับประธานาธิบดีสหรัฐ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน 4 ล้านคนทั่วโลกร่วมประท้วงต้านโลกร้อน ถือเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่ได้รับการยกย่องในตำแหน่งนี้จากไทม์

สิ่งที่โลกจดจำทุนเบิร์กในปีที่ผ่านมา คือวาทะร้อนแรงที่เธอกล่าวต่อหน้าผู้นำโลกในเวทีประชุม UN Climate Summit 2019 ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562

“นี่มันผิดไปหมด ฉันไม่ควรมาอยู่บนเวทีนี้ ฉันควรกลับไปเรียนหนังสือ ในอีกฟากฝั่งของมหาสมุทร แต่พวกคุณก็เดินทางมาหาความหวังจากพวกเรา เยาวชน คุณกล้าดีอย่างไร คุณขโมยเอาความฝันและวัยเด็กของเราด้วยความพูดจอมปลอม”

การเดินทางมาประชุมในเวทีนี้ ทุนเบิร์กเลือกวิธีที่จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แทนที่จะนั่งเครื่องบินเธอกลับล่องเรือใบข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาแทน เรือลำนี้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และกังหันใต้น้ำเป็นเครื่องผลิตไฟฟ้า เดินทางออกจากเมืองพลีมัธในสหราชอาณาจักร ใช้เวลา 2 สัปดาห์ถึงสหรัฐ เดิมทีเธอกะจะอยู่ที่สหรัฐรอไปร่วมประชุม COP25 ที่ชิลี แต่เหตุประท้วงรุนแรงทำให้สหประชาชาติย้ายสถานที่ไปประชุมที่สเปนแทน ทุนเบิร์กจึงเดินทางด้วยเรือใบข้ามแอตแลนติกกลับไปยุโรปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อประชุม COP25 ที่กรุงมาดริดเสร็จ ทุนเบิร์กเลือกนั่งรถไฟกลับบ้านที่สวีเดน ด้วยความมุ่งมั่นระดับนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่สาวน้อยได้รับเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีของไทม์

อดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ ของสหรัฐ นักสิ่งแวดล้อมตลอดกาล ชื่นชมทุนเบิร์กกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า นิตยสารไทม์เลือกบุคคลแห่งปีได้ยอดเยี่ยมมาก

“ทุนเบิร์กรวบรวมข้อเรียกร้องจากขบวนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวให้เป็นรูปธรรม ให้เราแก้ไขวิกฤติโลกร้อนอย่างจริงจัง เธอสร้างแรงบันดาลใจให้ผมและคนทั่วโลก”

  • สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะแห่งญี่ปุ่น

ปี 2562 เป็นปีที่น่าชื่นชมยินดีสำหรับชาวญี่ปุ่น เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชบัลลังก์ ในวันที่ 30 เมษายน วันรุ่งขึ้นมกุฎราชกุมารสืบทอดราชบัลลังก์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทันที พร้อมกันนั้นโลกก็ได้ต้อนรับ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ อดีตนักการทูตผู้งามสง่า

1577090826057

อดีตนางสาวมาซาโกะ โอวาดะ ประสูติเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2506 เป็นธิดาของฮิซาชิ โอวาดะ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศ ด้วยความเป็นธิดาทูต เมื่อทรงพระเยาว์สมเด็จพระจักรพรรดินีต้องติดตามบิดาไปใช้ชีวิตอยู่ในสหภาพโซเวียตและสหรัฐ ปี 2528 ทรงจบการศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปีถัดมาทรงศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโตเกียว แต่เมื่อสอบเป็นนักการทูตได้ทรงลาออกเพื่อเข้ามาทำงานที่กระทรวงต่างประเทศในปี 2530

ปี 2531 กระทรวงส่งพระองค์ไปทรงศึกษาต่อที่ Balliol College มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

กลับมาทรงงานอีกครั้งในปี 2533 ตำแหน่งนักการทูตระดับปฏิบัติการ พระองค์ทรงงานยาวนานหลายชั่วโมง เตรียมเอกสารสรุปด้านการค้าและเอกสารแปล ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท พระองค์ทรงได้รับการเคารพอย่างกว้างขวางถึงภูมิรู้ในเทคนิคการทูตระดับสูง และความสามารถในการสื่อสารได้หลายภาษา

สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะทรงพบกับสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ขณะดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารครั้งแรกในปี 2529 ที่งานเลี้ยงน้ำชา เจ้าชายหนุ่มทรงประทับใจนักการทูตสาวทันที แต่ฝ่ายหญิงไม่ได้สนใจ เพราะในเวลานั้นผู้หญิงญี่ปุ่นมีอิสระอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หากสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงตัดสินใจมีครอบครัว พระองค์ทรงต้องละทิ้งอาชีพนักการทูตเพื่อไปใช้ชีวิตในราชสำนัก ไร้แล้วซึ่งอิสระและความเป็นส่วนตัว แต่ท้ายที่สุดพระองค์ทรงรับคำขอแต่งงานจากสมเด็จพระจักรพรรดิในเดือนธันวาคม 2535

แน่นอนว่าชีวิตในรั้วในวังสำหรับหญิงสามัญชนต้องเผชิญกับแรงกดดันมากมาย หนึ่งในนั้นคือความจำเป็นต้องมีโอรส ในขณะที่พระองค์ทรงมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวคือเจ้าหญิงไอโกะ ความเครียดทำให้พระองค์ทรงยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยู่นานหลายปี การก้าวขึ้นมาเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีทำให้หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าพระองค์จะแบกรับภาระหนักหน่วงนี้ได้แค่ไหน

เนื่องในโอกาสวันประสูติ 9 ธันวาคม 2561 ก่อนได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงตรัสว่า

“ข้าพเจ้าต้องการอุทิศตนเพื่อความสุขของประชาชน ดังนั้นข้าพเจ้าจะพยายามอย่างที่สุด พร้อมๆ กับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่มากขึ้น” เหมือนเป็นสัญญาประชาคมในการปฏิบัติหน้าที่ของพระองค์

ครั้นถึงวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเริ่มยุคสมัยเรวะ สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงเบิกบานแจ่มใส ปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างมีชีวิตชีวา พิสูจน์ให้เห็นว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ คือเพชรยอดมงกุฎคู่บุญบารมีสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งบัลลังก์เบญจมาศ

  • ซานนา มาริน นายกฯ หญิงฟินแลนด์

ซานนา มาริน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมฟินแลนด์ วัย 34 ปี ได้รับเลือกจากสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 3 ของประเทศ หลังจากนายกฯ คนเก่า หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยของเธอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค มารินกลายเป็นนายกฯ อายุน้อยที่สุดของประวัติศาสตร์ฟินแลนด์ และของโลกในขณะนี้ โดยอายุน้อยกว่า โอเล็กซีย์ ฮอนชารุก นายกรัฐมนตรียูเครนซึ่งปัจจุบันอายุ 35 ปี และ จาซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ วัย 39 ปี

ความอายุน้อยของเธอกลายเป็นข่าวหน้า 1 ไปทั่วโลก แต่เจ้าตัวไม่ได้สนใจ

1577091151407

“ดิฉันไม่เคยคิดเรื่องอายุหรือเพศ คิดถึงแต่เหตุผลที่มาลงเล่นการเมือง และสิ่งที่จะทำให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งไว้เนื้อเชื่อใจ”

การที่มารินก้าวหน้ามาถึงระดับนี้ได้ภูมิหลังครอบครัวก็มีส่วน เธอเติบโตมากับแม่และคู่รักหญิงของแม่ เจ้าตัวยอมรับว่า ‘ครอบครัวสีรุ้ง’ สอนให้เธอเห็นความสำคัญของ ‘ความเท่าเทียมกัน ความเสมอภาค และสิทธิมนุษยชน’

บทสัมภาษณ์เมื่อปี 2558 มารินกล่าวว่า สมัยเด็กเธอรู้สึกเหมือนไร้ตัวตน เพราะไม่สามารถพูดคุยอย่างเปิดเผยเรื่องครอบครัวของตนได้ แต่วัยเด็กนี่ล่ะที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการให้ความสำคัญกับนโยบายการเมืองของเธอ ทั้งการปกป้องระบบสวัสดิการอย่างถ้วนทั่วของฟินแลนด์ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

“ดิฉันมาจากครอบครัวยากจน จะไม่มีทางประสบความสำเร็จและก้าวหน้าได้เลยถ้าไม่มีระบบการศึกษาและรัฐสวัสดิการอันเข้มแข็งของฟินแลนด์”

มารินมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน เธอเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เรียนมหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนเคยทำงานเป็นผู้ช่วยเซลส์มาก่อน หลังเป็นนายกฯ อายุน้อยสุดได้เพียง 1 สัปดาห์ มาร์ต เฮลม์ รัฐมนตรีมหาดไทยเอสโตเนีย ผู้นำพรรคขวาจัด ‘อีเคอาร์อี’ วัย 70 ปี ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุพาดพิงถึงการเมืองฟินแลนด์

“ตอนนี้เราได้เห็นเซลส์เกิร์ลเป็นนายกฯ นักเคลื่อนไหวข้างถนนและพวกไร้การศึกษาเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี”

ความเห็นจาก รมว.มหาดไทยรุนแรงถึงขนาดที่เคิร์สตี คัลจูเลด ประธานาธิบดีหญิงของเอสโตเนียต้องออกแถลงการณ์ขอโทษในนามของประเทศ บอกว่าเธออับอายกับความเห็นเหล่านั้น

“ดิฉันภูมิใจมากที่ในประเทศฟินแลนด์ เด็กๆ จากครอบครัวยากจนสามารถให้การศึกษาตนเองได้ และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในชีวิต แคชเชียร์ก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้” นี่คือคำตอบจาก ซานนา มาริน นายกรัฐมนตรีหญิงคนล่าสุดของฟินแลนด์

  • โซซิิบินิ ทุนซี นางงามจักรวาล

โซซิบินิ ทุนซี นางงามแอฟริกาใต้ วัย 26 ปี คว้ามงกุุฎนางงามจักรวาลปีนี้ไปครอง ในการประกวดครั้งที่ 68 ที่เทย์เลอร์ เพอร์รี สตูดิโอส์ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจียของสหรัฐ เธอเข้ารอบ 3 คนสุดท้ายมากับนางงามจากเปอร์โตริโกและเม็กซิโก

บนเวทีทุนซีได้รับเสียงเชียร์อย่างล้นหลานเมื่อพูดถึงความต้องการเพิ่มพลังให้หญิงสาวได้รู้สึกถึงความเชื่อมั่น

“ฉันเติบโตขึ้นมาในโลกที่ผู้หญิงหน้าตา สีผิว และผมแบบฉันไม่เคยถูกมองว่าสวย ฉันคิดว่าถึงเวลาที่ต้องหยุดความคิดแบบนี้อยากให้ทุกคนมองมาที่ฉัน มองหน้าฉันและได้เห็นทุกคนที่เป็นเหมือนฉัน ให้สะท้อนตัวตนทุกคนเมื่อได้มองหน้าฉัน”

ทุนซีเกิดที่เมืองโซโล จังหวัดอีสเทิร์นเคป ของแอฟริกาใต้ ในครอบครัวของนักการศึกษา มารดาเป็นครูใหญ่ บิดาทำงานที่กระทรวงการศึกษาระดับสูงและฝึกอบรมในกรุงพริทอเรีย เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 จาก 3 คน

จบการศึกษาปริญญาตรี 2 ใบ ได้แก่ สาขาประชาสัมพันธ์และการจัดการภาพลักษณ์ และสาขาเทคโนโลยีการจัดการการประชาสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเคปเพนนินซูลา

หลังจากประวัติของทุนซีปรากฏบนเว็บไซต์ทางการของมิสยูนิเวิร์ส ภาพถ่ายเต็มหน้าของเธอที่ใช้เข้าประกวดขโมยซีนใครทั้งหมด เพราะเธอเป็นผู้เข้าประกวดเพียงคนเดียวที่โพกผมตามธรรมเนียมแอฟริกา

1577091057662

เว็บไซต์กัลฟ์นิวส์รายงานว่า สาวงามผู้นี้ชื่นชมกับความเข้ม ตลอดเวลาการประกวดทุนซีสวมเสื้อผ้าในสีสันตามวัฒนธรรมของเธอ อวดทรงผมที่เป็นธรรมชาติแทนที่จะสวมวิกหรือผมถัก

เจ้าตัวเผยกับนิตยสารอินไซเดอร์หลังได้รับตำแหน่งว่า รู้สึกลำบากใจเพราะแม้แต่คนสนิทอย่างเพื่อนๆ ก็ขอให้เธอสวมวิกหรือผมถัก

“เพื่อน เรารักเธอนะ แต่อยากบอกว่า เธอน่าจะสวมวิกหรือผมถักขึ้นเวที”

“โอ๊ย ไม่ล่ะ ฉันต้องเป็นอย่างที่ฉันเป็น ก็ไว้ผมทรงนี้มาตั้ง 3 ปีแล้วทำไมจะต้องเปลี่ยนล่ะ”

นี่คือบทสนทนาเรื่องทรงผมระหว่างทุนซีกับเพื่อนฝูง ซึ่งถือว่าเธอตัดสินใจถูก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางงามผิวสีจากแอฟริกาใต้ที่ได้ครองตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ แต่ยังเป็นครั้งแรกที่นางงามมาในทรงผมสั้นแบบแอฟริกาแท้ๆ อีกด้วย

จะว่าไปแล้วทุนซีเป็นนางงามมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เมื่อแม่จับเธอเซ็นสัญญาเข้าประกวดหวังช่วยให้ลูกสาวขี้อายคนนี้เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งเธอก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะได้ตำแหน่งหรือไม่ได้ ทุนซีกล่าวว่ายังคงอุทิศตัวให้กับชีวิตที่เต็มไปด้วยจุดมุ่งหมายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“ฉันคิดว่าแค่เป็นตัวของตัวเอง ยืนหยัดในทุกสิ่งที่เชื่อ ทำทุกสิ่งที่เห็นว่าดีนี่ก็เพียงพอแล้ว แค่เป็นตัวของตัวเองก็ทำงานสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง”