ทีมชาติแผ่นดินไหว จัดทัพรับภัยพิบัติ

December 25, 2019
by นิธิปรียา จันทวงษ์

ขณะที่นักฟุตบอลทีมชาติไทย ‘เล่นไม่เลิก’ ทีมชาติแผ่นดินไหวก็กำลังใช้แผนที่เสี่ยงภัยรายจังหวัดเตรียมจัดการภัยพิบัติจากรอยเลื่อนที่ ‘เลื่อนไม่เลิก’

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเริ่มทวีความรุนแรงและน่าหวาดกลัวมากขึ้น หนึ่งในเหตุการณ์ภัยพิบัติร้ายแรงที่หลายคนยังไม่ลืม คือ แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2557 และล่าสุดที่ ส.ป.ป.ลาว เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งแรงสะเทือนทางนั้นสั่นสะท้านมาถึงทางนี้

ในการหารือความร่วมมือทางวิชาการด้านแผ่นดินไหว ระหว่างนักวิจัยกับผู้บริหารและนักวิชาการของกรมทรัพยากรธรณีล่าสุด ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ได้นำเสนอข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ 2 ประเด็น คือ การจัดทำโครงการนำร่องการสำรวจความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวในพื้นที่มีรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่าน รวมถึงความเสี่ยงของอาคารบ้านเรือนต่างๆ เพื่อวางแผนเสริมกำลังในพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรตามแนวรอยเลื่อน โดยให้กรมทรัพยากรธรณีเป็นแกนนำร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน เป็นต้น เพื่อสำรวจรอยเลื่อนมีพลังที่พาดผ่านหมู่บ้านหรือเมือง รวมถึงพื้นที่ใกล้เขื่อน เพื่อวางแผนบริหารจัดการออกมาเป็นแผนปฏิบัติการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

80571166_2716479045077557_2253338915215769600_o

นอกจากนี้ยังได้เสนอแนะให้จัดทำแผนที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวของประเทศไทยตามสภาพดินรายจังหวัด ซึ่งในหลายประเทศดำเนินการแล้ว แต่ในประเทศไทยมีเพียงแผนที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวระดับประเทศ ที่ยังไม่เหมาะสมต่อการออกแบบสิ่งก่อสร้างหรือการวางผังชุมชนในระดับเมือง เนื่องจากมีความละเอียดไม่เพียงพอ เช่น ในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานครมีสภาพเป็นดินอ่อน ดังนั้นการออกแบบสิ่งก่อสร้างจึงต้องแตกต่างจากพื้นที่อื่น หรือพื้นที่ที่มีโอกาสเป็นดินทรายเหลวจะต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างไร พื้นที่เชิงเขาลาดชันที่อาจเกิดดินถล่มจากแผ่นดินไหวได้ เหล่านี้จะต้องมีการให้ข้อมูลรายละเอียดเพื่อให้ทราบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร พื้นที่ใดอันตราย ต้องมีมาตรการพิเศษอย่างไร

“ข้อเสนอแนะดังกล่าวครอบคลุมกับสิ่งที่ทางกรมทรัพยากรธรณีอยากทำ โดยเฉพาะการศึกษารอยเลื่อนมีพลังทั้งระยะเร่งด่วนที่มีผลกระทบกับเขตเมืองใหญ่ และระยะจำเป็นซึ่งมีรอยเลื่อนอื่น ๆ ที่อยู่ข้างเคียงและอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนเป็นอย่างมาก เช่น รอยเลื่อนที่ซ่อนตัวอยู่ในแอ่งในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ต่อไป ทั้งนี้ ผลจากการรวบรวมข้อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมทรัพยากรธรณี เพื่อใช้ในการจัดทำแผนแม่บทป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากแผ่นดินไหวและอาคารถล่ม พบว่าข้อมูลอาคาร ประเภทอาคาร เช่น อาคารสาธารณะ อาคารเพื่อการพาณิชย์ บ้านเรือนประชาชน ที่จำเป็นสำหรับจัดทำแผนแม่บทป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากแผ่นดินไหวและอาคารถล่มยังไม่มีความชัดเจน” ดร.วีระชาติ วิเวกวิน นักธรณีวิทยาชำนาญการ กรมทรัพยากรธรณี กล่าว

80195728_2716479108410884_482493172878934016_o_1

ขณะที่ยังไม่มีการจำแนกพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวรายจังหวัดที่มีความละเอียดเพียงพอต่อการวางผังเมือง ข้อมูลรอยเลื่อนมีพลังที่ใช้กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวนั้นครอบคลุมทุกกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังแต่ยังไม่ครบถ้วนทุกรอยเลื่อนย่อย และขาดการขับเคลื่อนจากอนุกรรมการแผ่นดินไหว ในอนาคตจำเป็นต้องเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิหรือเชิญธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทประกันภัย สภาอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุมในวาระที่เกี่ยวข้องตามสมควร

“งบประมาณในการทำวิจัยของกรมทรัพยากรธรณีไม่เพียงพอ จึงต้องทำวิจัยร่วมกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยระดมสหสาขาวิชาการ เช่น ธรณีฟิสิกส์ วิศวกรรมแผ่นดินไหว ธรณีวิทยา ฯลฯ เพื่อเป็น ‘ทีมชาติแผ่นดินไหว’ ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งนี้ งานวิจัยด้านแผ่นดินไหวไม่ได้เน้นนวัตกรรมมากแต่เป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็น และนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำกฎหมายรวมถึงการเฝ้าระวังรับมือภัยพิบัติ”

นักธรณีฟิสิกส์อย่าง ผศ.ดร. ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการ ‘การศึกษาสภาวะความเค้นของธรณีภาคบริเวณประเทศไทยและการตรวจสอบรูปทรงของรอยเลื่อนมีพลังแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ จากแผ่นดินไหวขนาดเล็กมาก เพื่อการลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวของประเทศไทย’ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สกว. เผยว่าทีมวิจัยกำลังประเมินบริเวณที่มีความเค้นสะสมตัวของแผ่นเปลือกโลกในบริเวณประเทศไทยจากสภาพธรณีวิทยาและธรณีแปรสัณฐาน โดยพบว่าบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ มีความเค้นสะสมที่ค่อนข้างสูงพอที่จะทำให้มีโอกาสกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวได้ในอนาคต ขณะที่ในบริเวณเมืองใหญ่หลายเมืองของไทยมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีรอยเลื่อนวางตัวซ่อนอยู่ใต้เมือง และอาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนสูงมาก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษารอยเลื่อยมีพลังและรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเร่งด่วน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนรับมือแผ่นดินไหวต่อไปในอนาคต

เช่นเดียวกับ ผศ. ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่นำเสนอเรื่องการกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของค่าความเร่งสูงสุดของแผ่นดินไหว โดยจำเป็นต้องใช้ข้อมูลรอยเลื่อนมีพลัง เช่น ค่ามุมเอียงเทของรอยเลื่อน อัตราการเลื่อนตัว ความยาวของรอยเลื่อน คาบอุบัติซ้ำ และขนาดแผ่นดินไหวสูงสุดที่สามารถเกิดได้จากรอยเลื่อนนั้นๆ หากข้อมูลรอยเลื่อนมีพลังมีจำนวนมากเพียงพอและถูกต้อง จะทำให้พื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวมีความถูกต้องตามไปด้วย ส่วนข้อมูลรอยเลื่อนมีพลังในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีไม่เพียงพอจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม

นอกจากแผ่นดินไหวแล้วยังมีอีกหนึ่งภัยพิบัติที่ยังอยู่ในความทรงจำของคนไทย และฝันร้ายของชาวใต้มาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว นั่นคือ ‘สึนามิ’ แต่การเตรียมความพร้อมเพื่อลดภัยพิบัติยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่ง นักวิจัยได้สะท้อนภาพให้เห็นปัญหาได้ชัดเจนที่สุดหลังการลงพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ตเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อพบว่าในหลายพื้นที่ประสบภัย เช่น หาดป่าตอง และหาดกมลา ป้ายแสดงเส้นทางหนีภัยและอาคารหลบภัยสึนามิอยู่ในสภาพเสียหายชำรุด มีขนาดเล็ก และไม่เพียงพอต่อจำนวนนักท่องเที่ยว ไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว รวมถึงป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มีการแสดงแผนที่การอพยพไปในพื้นที่ปลอดภัยจากสึนามิ

“เป็นที่น่าแปลกใจว่าทั้งที่จังหวัดภูเก็ตมีรายได้ด้านการท่องเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และเคยประสบเหตุการณ์มาแล้วก็ตาม แต่เรายังพบเห็นสภาพความไม่พร้อมอยู่ ปัญหาใหญ่กว่านั้นก็คือการที่เรายังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเหล่านี้จนถือเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่เราพยายามขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ทว่าปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ยังไม่ได้แก้ไข หรือว่าเราละเลย และเชื่อว่าเราจะไม่มีปัญหาเหล่านี้อีก ถึงแม้ว่าภัยธรรมชาติที่สามารถแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า เช่น พายุโพดุล ซึ่งทำให้จังหวัดอุบลราชธานีประสับภัยน้ำท่วมเป็นเวลามากกว่า 1 เดือน ชาวบ้านและผู้ประสบภัยยังไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า และไม่มีสถานที่อพยพที่ปลอดภัยอย่างเพียงพอ”

20151110163939857

คำตอบที่อาจจะเป็นไปได้คือ 1. หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการภัยพิบัติขาดความรู้ในการจัดการ 2. ขาดการสนับสนุนที่เพียงพอจากทั้งภาครัฐและเอกชน 3. ขาดการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัดการปัญหา และ 4. ไม่มีเจ้าภาพในการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้วส่วนมากไม่ได้หนีปัญหาแต่จะส่งเสริมการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติ ช่วงระหว่างเกิดภัยพิบัติ และช่วงหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่งประเทศไทยนั้นได้ผ่านภัยธรรมชาติมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ละครั้งสร้างความเสียหายหลายพันล้านบาท

ด้าน ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน หัวหน้าโครงการประเมินความเสี่ยงภัยสึนามิในประเทศไทยและการจำลองการอพยพหนีภัยของผู้คนเพื่อศึกษาหามาตรการลดความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เผยผลการรวบรวมข้อมูลแผ่นดินไหวที่ทำให้เกิดสึนามิจากแหล่งข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ตั้งแต่ ค.ศ.1533 จนถึงปัจจุบัน พบว่ากว่า 500 ปีที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณมหาสมุทรอินเดียส่วนใหญ่เกิดตามแนวมุดตัวซุนดาบริเวณสุมาตรา เช่นเดียวกับเหตุการณ์สึนามิที่ไทยในปี พ.ศ.2547 อย่างไรก็ดีบริเวณทางตอนเหนือของแนวมุดตัวซุนดาตั้งแต่หมู่เกาะอันดามันจนถึงบริเวณอาระกันเลียบชายฝั่งของเมียนมา ซึ่งมีการเคลื่อนตัวประมาณ 20 มิลลิเมตรต่อปี เป็นบริเวณที่นักวิจัยกำลังให้ความสนใจศึกษาโอกาสที่จะเกิดสึนามิในอนาคต เนื่องจากแผ่นดินไหวบริเวณอาระกันในปี ค.ศ.1762 และแผ่นดินไหวบริเวณหมู่เกาะอันดามัน ปีค.ศ.1941 ทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดเล็ก แม้ว่าเราจะสร้างแบบจำลองความเสี่ยงภัยสึนามิที่มีการพิจารณาความไม่แน่นอน แต่ก็ไม่สามารถทำนายได้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ความรุนแรงเท่าใด

81375696_2716479055077556_4086144040448294912_n

ประเทศไทยมีความแตกต่างจากญี่ปุ่นและอินโดนีเซียในเรื่องเวลาสำหรับการอพยพ เรามีทุ่นตรวจจับคลื่นสึนามิก่อนเข้าถึงชายฝั่งอันดามันไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง และสามารถเชื่อมต่อกับระบบเตือนภัยต่างๆ โครงการวิจัยนี้จึงเน้นไปที่การศึกษาการอพยพหนีภัยของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมที่สุดเพราะไม่ต้องลงทุนสูง การรับรู้ถึงปัญหาและจุดอ่อนของมาตรการลดความเสี่ยงที่มีอยู่ในปัจจุบันจะทำให้แก้ไขและปรับปรุงมาตรการการอพยพอย่างถูกวิธี ซึ่งนักวิจัยหวังว่าองค์ความรู้และความตระหนักที่ได้สร้างจะถูกส่งผ่านรุ่นต่อรุ่น เพื่อเสริมสร้างความตระหนักของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

  จะดีกว่าไหมหากเราทำความเข้าใจ หาวิธีรับมือแต่เนิ่นๆ เพราะการเตรียมการป้องกันก่อนเกิดภัยพิบัตินั้นลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้มากกว่าการรอถุงยังชีพ หรือการจัดการหลังภัยพิบัติอย่างแน่นอน