จิวเวลรี ดีไซเนอร์ชาวไทยที่ 'ไดแอน' แห่งแบรนด์ DVF อยากเจอตัว

March 11, 2019
by ปานใจ ปิ่นจินดา

ชวนคุยกับดีไซเนอร์ "ศรัณญ อยู่คงดี" เจ้าของแบรนด์เครื่องประดับ SARRAN บนเส้นทางที่ไม่ได้มาเพราะความฟลุก

ชื่อของ ศรัณญ อยู่คงดี แม้จะไม่ได้ดังหรือเป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไป แต่สำหรับสาวๆ แฟชั่นนิสต้าทั้งหลาย อาจเคยผ่านตากันมาบ้าง กับ ต่างหู “ดอกรัก” อันเป็นงานที่สร้างชื่อให้กับเขา ที่แม้จะไม่ได้ผลิตจำนวนมาก แต่ก็สวยสะดุดตาจนถูกก๊อปไปวางขายกันทั่ว 

“เข้าไปดูใกล้ๆ ไม่คุ้นแฮะ อ้อ.. ดอกรักพลาสติก ตรงแน๋วเลย 5 ดอก (หัวเราะ) แต่ไม่ได้โกรธเขานะ รู้สึกว่า ดีจังที่ทำให้คนได้รู้จักดอกไม้ไทย ดีจังที่ทำให้คนกล้าใส่ดอกไม้ที่มาจากศาลพระภูมิ” เจ้าตัวเอ่ยขำๆ เมื่อคุยกันถึงงานชิ้นที่เป็นซิกเนเจอร์

ถ้าเป็นแฟนกันจริง จะรู้ว่า ความโดดเด่นของเครื่องประดับแบรนด์ SARRAN ไม่ใช่แค่การมีดอกไม้ไทยเป็นต้นทางของงานดีไซน์เท่านั้น เพราะในแง่ของวัสดุที่จะว่าผ้าก็ไม่ใช่ กระดาษก็ไม่เชิง แถมยังมีกลิ่นหอมที่อบร่ำตามตำรับไทย ทั้งหมดล้วนเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ SARRAN ไม่เหมือนใคร

วันที่ 'จุดประกาย' พบเขา ศรัณญกำลังตระเตรียมอุปกรณ์สำหรับเวิร์กชอป ‘อบกลิ่นเครื่องประดับ’ บนเข็มกลัดที่ออกแบบพิเศษในงาน Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2019 และก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน เจ้าตัวก็เพิ่งกลับจากนิวยอร์กหลังจากนัดหมายกับ ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก ผู้ก่อตั้งแบรนด์ DVF และเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลในแวดวงแฟชั่นโลก ซึ่งการนัดพบในครั้งนี้ มี ต่างหู “ดอกจำปี” ชักนำไป

“ดอกจำปีเป็นเชพที่ทำเพื่องานประกวดบนเวทีโว้กเมื่อสองปีที่แล้ว แล้วผมก็ทำมาแค่ 10 ชิ้น ปรากฏว่า หนึ่งในนั้นหลุดไปวางอยู่บนโต๊ะของไดแอนได้อย่างไรไม่ทราบ แล้วเธอก็ถามกับพี่อาร์ม (พรเดช จันทวานิช) ผู้นำเข้า DVF ของไทยมาตลอดว่า รู้ไหมใครทำ ไปสืบมาให้ที แล้วพี่อาร์ม ใช้เวลาสองปี กว่าจะเจอผม (หัวเราะ)”

12027239_1057014750975795_8844757324806582646_o

ผลจากนัดหมายครั้งดังกล่าว ศรัณญแย้มว่า น่าจะมีเห็นความร่วมมือระหว่าง SARRAN และ DVF ให้คนไทยได้ตื่นเต้นกัน 

“ก็ต้องดูละครับว่า ผมจะทำงานได้ถูกใจเขาหรือเปล่า” เขาบอก

แต่ระหว่างรอลุ้นไปกับโปรเจคใหม่ เราขอพาไปทำความรู้จัก ดีไซเนอร์ที่บอกว่า ตัวเองเป็นศิลปิน และ ศิลปินที่บอกว่า ตัวเองเป็นคนธรรมดา กันได้ที่บรรทัดต่อไป..

11933480_1067803003230303_8109592771001751995_n
(ภาพจากFacebbok @sarran1982)

  • ดูเหมือนว่า คุณเป็นคนมีความลึกซึ้งกับเรื่องกลิ่น

ผมอยู่กับเรื่องกลิ่นมาตั้งแต่เกิด เพราะคุณยาย คุณแม่ ทุกคนชอบความหอม แต่ขณะที่บ้านอื่นเขาฉีดน้ำหอมกัน คุณยายผมทำน้ำปรุงเอง แล้วก็เอามาแตะตามเสื้อผ้า เอามาอบใส่กระดาษแล้วทำเป็นการ์ดหอมเอาไว้ใส่ในตู้ เพราะสำหรับบ้านเรา น้ำหอมเป็นเรื่องสิ้นเปลืองก็เลยทำเอง อย่างตอนที่ลำบาก คุณแม่ก็ทของชำร่วยแบบไทยๆ ขาย อย่างเช่น ผ้าเช็ดหน้าพับเป็นหงส์ เป็นเรือ เป็นกระต่าย แล้วใส่ดอกไม้แห้งไว้ข้างใน ก็เป็นบุหงารำไป ซึ่งก็ทำกันเอง เอาดอกไม้ไปอบในหีบ

  • เลยกลายเป็นต้นทุนที่ทำให้ตัวคุณไม่เหมือนใคร ?

ทุกคนที่เป็นนักออกแบบ ก็มักจะค้นหาความเป็นตัวตน สมัยแรกผมก็ทดลองไปเรื่อย แล้วก็พบว่า สิ่งที่มีค่าที่สุด คือ การได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัว เลยหันกลับมามองสิ่งใกล้ตัว ตั้งแต่ชื่อแบรนด์ที่ใช้ชื่อตัวเอง แต่จะอ่านอีกแบบว่า ‘สราญ’ ซึ่งก็เป็นความสุขในแบบฉบับไทย

แล้วความที่โตมาในบ้านคหกรรมตั้งแต่คุณยาย มาจนถึงคุณแม่ พอเข้าเรียนอาชีวะ เขาให้เรียนศิลปะ แต่ผมอุตริไปจีบเด็กคหกรรม แล้วปรากฏว่า ผมทำอาหารอร่อยกว่าเด็กคหกรรม อาจารย์เลยเรียกไปช่วยงานบ่อยๆ แล้วก็เริ่มไปประกวดโน่นนี่ ผมไปล่ารางวัล ปีเดียว ผมได้รางวัลจาก 20 เวที เพราะความไม่เหมือนใคร ที่ผมเอางานศิลปะไปใส่ในงานคหกรรม

  • ได้ความรู้จากโรงเรียนอาชีวะมาเยอะมากเลยไหม

ก็ไม่เชิง เนื่องจากที่บ้านเรามีปัญหาจากพิษเศรษฐกิจ ผมเลยทำงานตั้งแต่เด็ก งานชิ้นแรกของผมทำตอนอยู่ ม.2 เป็นงานตกแต่งโรงแรมที่แม่ริมซึ่งเป็นของเพื่อนคุณแม่ คือ ผมเป็นเด็กปากเปราะ บ่นว่า ไม่เห็นจะสวยเลย เพื่อนคุณแม่เลยเอาเงินให้ 5 หมื่น บอกให้ไปซื้อของมาแต่งห้องกินข้าวของโรงแรม ผมก็ไปซื้อของ ใช้เวลาประมาณ 2 วันแต่งเสร็จ ปรากฏว่า เขาชอบ ก็เลยให้แต่งอย่างอื่นต่อ จำได้ว่า ตอนนั้น ได้เงินค่าขนมมาแสนกว่าบาท

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมาทางสายศิลปะ สอบติดที่ มศว แล้วก็ยังทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เป็นที่ปรึกษาของร้านอาหารสีลม วิลเลจ ทำโรงเรียนสอนดนตรี ออกแบบร้านอาหาร แล้วก็ทำงานคหกรรมจริงจัง ทั้งจัดดอกไม้ ตระเวนประกวดโน่นนี่ ผมเป็นแชมป์นักแกะสลักติด 1 ใน 5 ของประเทศไทยในรุ่นจูเนียร์นะครับ (ยิ้ม) แล้วผมก็จบด้วยธีสิส คือ การทำภาพยนตร์สั้นหนึ่งเรื่อง

21167727_1638048902872374_8980325574537668724_o
(ภาพจากFacebbok @sarran1982)

เราได้เห็นบริษัทขนาดใหญ่ มีรายได้หลายสิบล้าน เขามีคนอยู่ 7 คน
เจ้าของบริษัทยังมีความสุขกับการนั่งพับกล่อง
และเอาปากกาแท่งเล็กๆ ใส่เข้าไปข้างใน
ทำให้เรารู้ว่า ความสำเร็จของงานออกแบบหรือการทำศิลปะ
มันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ หรือขนาด
แต่มันอยู่ที่ความเอาใจใส่

  • จบมหาวิทยาลัยแล้วก็เริ่มงานออกแบบเต็มตัวเลยหรือเปล่า 

ตอนแรกไปทำงานด้านเขียนบทภาพยนตร์ก่อน ทำได้ปีนึง พอโดนโกงค่าบทปุ๊บ ผมก็ออกจากวงการ มาเป็นนักออกแบบให้กับฝ้ายซอคำ และยิงยาวการเป็นนักออกแบบตั้งแต่ตอนนั้น เริ่มที่การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ได้เข้าโครงการทาเลนต์ไทย ของกรมส่งเสริมการส่งออก ได้รู้จักการทำธุรกิจ แต่พอทำไปสักพัก เริ่มรู้สึกไม่อยากเป็นนักออกแบบที่ทำงานทีละหนึ่งพันชิ้นเพื่อขายคนทั่วโลก  ผมอยากทำงานที่เป็นคราฟท์แมนชิป อยากทำอะไรที่มันยูนีค แล้วมีความสุขเวลาได้เห็นลูกค้าเราใช้งาน ส่วนผลกำไรเป็นอีกเรื่องนึง เพราะรู้ว่า ถ้าเราทำงานหนัก เราก็จะได้เงิน แต่เราก็อยากได้เงินแล้วมีความสุขด้วย

ทีนี้จุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ ตอนที่มีโอกาสได้ทุนไปอยู่ที่ญี่ปุ่นประมาณ 4 เดือน ตอนนั้นล้มวิธีการคิดที่มีทุกอย่างเลย จากที่เคยคิดว่า เราต้องเปิดบริษัท ต้องทำธุรกิจ ต้องมีคนกี่สิบคน แต่ที่นั่น เราได้เห็นบริษัทขนาดใหญ่ มีรายได้หลายสิบล้าน เขามีคนอยู่ 7 คน เจ้าของบริษัทยังมีความสุขกับการนั่งพับกล่อง และเอาปากกาแท่งเล็กๆ ใส่เข้าไปข้างใน ทำให้เรารู้ว่า ความสำเร็จของงานออกแบบหรือการทำศิลปะ มันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ หรือขนาด แต่มันอยู่ที่ความเอาใจใส่ และเรื่องราวที่เราใส่เข้าไปในสินค้านั้นๆ

  • ญี่ปุ่นสอนอะไรเราอีกบ้าง

ความเป็นญี่ปุ่นอีกหนึ่งสิ่งที่หยิบมาใช้ คือ ความถ่อมตัว ซึ่งผมใช้เวลา 4 ปีในการสร้างแบรนด์จิวเวลรี SARRAN ขึ้นมา แล้วมันก็ไปเร็วมาก จนบางทีตั้งรับไม่ทัน ผมได้รางวัลเยอะมาก และทุกเวที คือ ได้รางวัลที่หนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าเรายังอยู่กับอีโก้โง่ๆ ของตัวเองจากการได้รับการเยินยอ เราก็จะไม่สามารถไปไหนได้ไกล ไม่สามารถสร้างงานชิ้นใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ สิ่งที่ผมบอกตัวเองเสมอ คือ เมื่อมันดังได้ เดี๋ยวมันก็จบได้ 

ตอนที่ได้รับรางวัลจากโว้ก (VOGUE Who’s on Next, The Vogue Fashion Fund 2016) ซึ่งเป็นรางวัลที่น่าจะสูงที่สุดในประเทศแล้ว หลังจากได้รางวัล ผมบวชเลย ทั้งๆ ที่ผมสามารถฉวยโอกาสนั้นออกอีเวนท์ โกยเงินได้มากมาย แต่สิ่งที่ผมทำคือหนีไปบวชหนึ่งเดือน พอสึกออกมาก็ล้างไพ่ กลับมาสร้างงาน และมีความสุขในแบบที่ตัวเองชอบ คือ นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ คิดอะไรอยู่ตัวคนเดียว ทำได้สักพัก ก็มาเปิดออฟฟิศที่ซอยสมคิด และเริ่มมีทีมงาน แต่เราก็เป็นทีมเล็กๆ มีกันแค่ 3 คน

 04

  • ช่วงที่เป๋ไปกับอีโก้ เป็นอย่างไรบ้าง

โชคดีมาก ที่ช่วงที่ผมหลงไปกับซูเปอร์อีโก้ เป็นช่วงที่ผมอยู่ในวงการ Home Decoration ซึ่งได้รางวัลเยอะมาก แต่สุดท้ายเริ่มรู้สึกว่า มันปลอม เราเกิดคำถามว่า ในเมื่อมันสวยขนาดนี้ ทำไมถึงเข้าไปอยู่ในชีวิตคนไม่ได้ ก็ได้คำตอบว่า ของสวยไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สาระสำคัญคือการที่เรามองเห็นความต้องการใช้งานของผู้บริโภคมากกว่า เพราะฉะนั้น ไม่ว่าของจะดีที่สุด หรือได้รางวัลมาจากกี่ประเทศก็ตาม แต่ถ้ามันไม่มีประโยชน์ นั่นคือ คุณยังมีอีโก้อยู่ เพราะเมื่อคุณยังมีอีโก้ คุณจะไม่สนใจประโยชน์

พอมาทำจิวเวลรี ในบางครั้ง วิธีคิดแบบคอนเทมโพรารี จะมีกรอบคิด เช่น ต้องใส่กับเสื้อคอเต่าสีดำเท่านั้น แต่เราไม่อยากอยู่ในโลกแบบนั้น ซึ่งโชคดีมากเพราะตอนที่มาทำจิวเวลรี เราหลุดออกจากซูเปอร์อีโก้แบบนั้นแล้ว

  • แต่ก็ยังชอบล่ารางวัลอยู่ ?

ผมเป็นหนึ่งในมนุษย์ล่ารางวัลในยุคนั้น ไปไหนก็มีแต่คนบอกว่า แกเป็นเด็กล่ารางวัล แล้วผมก็จะบอกว่า I don’t care! เพราะเงินรางวัลที่ได้มา มันเยอะกว่ารายได้หลักจากการทำงานอีกนะ แล้วผมก็เอาเงินส่วนหนึ่งให้คุณแม่ ผมมองว่า มันก็เป็นวิธีการกตัญญูในรูปแบบหนึ่งของผม แต่วิธีการนี้มันไม่จีรัง เพราะเราก็ได้แค่การประกวดไปเรื่อยๆ แล้วโล่หรือโทรฟี ก็ไม่ได้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของเรา เป็นได้อย่างมากก็เอาไว้ให้คุณแม่เอาไปอวดเพื่อนๆ (หัวเราะ) แต่มันไม่เป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ผมได้รางวัลเยอะมาก และทุกเวที คือ ได้รางวัลที่หนึ่ง
แต่ถ้าเรายังอยู่กับอีโก้โง่ๆ ของตัวเอง
เราก็จะไม่สามารถไปไหนได้ไกล

  • ดูเหมือนว่า ศรัณญ อยู่คงดี จะเป็นศิลปินที่ไม่เขินถ้าต้องคุยเรื่องเงิน

หืมม.. ไม่เลยครับ (หัวเราะ) เราต้องหาเงินนะ แต่การหาเงินของเรา ต้องทำด้วยความสุข เพราะการทำงานจิวเวลรีมันพิเศษอย่างนึงคือ เมื่อใดก็ตามที่เราต้องทำเครื่องประดับ เราต้องแฮปปี้กับมัน คนอาจจะคิดว่า ทำจิวเวลรีแล้วช่วยให้เราผ่อนคลาย แต่เราไม่สามารถเอาเอเนอร์จีความเครียดของเราไปลงกับเครื่องประดับได้

ผมเชื่อเรื่องพลังงาน นี่ไม่ได้พูดเรื่องผีนะ(ยิ้ม) แต่ผมเป็นคนสะสมของเก่า เพราะเขาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน แล้วผมก็เชื่อว่า ของบางอย่าง สมมติว่าเป็นเก้าอี้หนึ่งตัว ถ้ามันอยู่ในบ้านที่มีความสุข มันก็จะเป็นเก้าอี้ที่มี positive energy อยู่ภายใน แต่ถ้ามันอยู่ในบ้านที่มีแต่ทะเลาะตบตี ถ้าเราได้เก้าอี้มา เราต้องล้างพลังงานเก่านั้นออกก่อน

ฉะนั้น ถ้าเราจะขายของสักชิ้นนึงให้ลูกค้า เราต้องมอบของที่เต็มไปด้วยความสุข

  • จากงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ย้ายมาทำเครื่องประดับได้อย่างไร

อันนี้ ต้องย้อนกลับไปสมัยที่ไปปารีสเพื่อแสดงงานเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นงานชิ้นสุดท้ายของผม คือ ทำแพลทิชั่นที่เป็นโฮมเดคคอเรชั่น และต้องหาวัสดุเอาท์ดอร์ที่ทนน้ำ ทนอากาศ ทนต่อกรดเกลือได้หมด เราก็ทดลองอัดผ้าจากหลากหลายชนิดและวิธีการ จนได้ออกมาเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า Fabric felt โดยการใช้เศษผ้าและวัสดุเส้นใยมาอัดผ่านความร้อนสูงให้เป็นแผ่นบางคล้ายกระดาษ ซึ่งสามารถกันน้ำ น้ำหนักเบา ทนกรดเกลือ ทนรังสียูวี ไม่กรอบ แถมยังสามารถเก็บและดูดซับกลิ่นได้ดี

ถ้าเราทำผัดกระเพรา กลิ่นกระเพราก็จะเข้าไปอยู่ในนี้ แต่ถ้าเราอบกลิ่นเรียบร้อยแล้ว ก็จะไม่สามารถมีกลิ่นอื่นเข้าไปแทรกได้ อย่างเดียว ห้ามเผาไฟ (ทำหน้าตาจริงจัง) 

วัสดุนี้ เราใช้เวลาพัฒนาปีกว่าๆ พอได้เอาไปทำโฮม เดคคอเรชั่นแล้ว ก็มีเศษเหลืออยู่เยอะมาก เก็บในห้องนี่สูงเท่าเพดาน เต็มสามห้องเลย แล้วมันเป็นวัสดุที่แพงด้วย ประมาณหนึ่งตารางฟุตนี่ราคาหลักร้อยแล้วนะ รวมๆ แล้วหลายล้านบาท ก็เลยลองเอาทำเป็นจิวเวลรีสำหรับเป็นของที่ระลึกให้ลูกค้าที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ของเรา เอาไปแจกในงานที่ปารีส แล้วทำไปแค่ 5 ชิ้น บังเอิญลูกค้าชอบ ปรากฏว่า จบงานนั้น มียอดสั่งจองจิวเวลรีเยอะกว่ายอดเฟอร์นิเจอร์เสียอีก

..เปลี่ยนอาชีพเลยครับ (หัวเราะ)

อีโก้ของคนธรรมดา คือ เขามักจะบอกตัวเองว่า
ฉันเป็นคนธรรมดา
และฉันก็ต้องพยายามทำอะไรที่ "ไม่ธรรมดา" ขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง

03

  • แล้วไอเดียเรื่องกลิ่นนี่เกิดขึ้นตอนไหน

มันเกิดขึ้นพร้อมกับการคิดค้นวัสดุตัวนี้เลย เพราะโจทย์คือเรามองหาวัสดุที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง และต้องจัดการเรื่องกลิ่นได้ แต่ตอนนั้นเราทำแพลทิชั่นยังไม่ได้เอามาใช้กับดอกไม้ จนพอมาทำจิวเวลรี มันชัดมากกว่า กลิ่นดอกไม้ไทยต้องอยู่ในจิวเวลรีของเรา

ความที่ทุกอย่างในชีวิตของผมมันคือต้นทุน จำได้ว่า วันหนึ่ง ผมกำลังเล่นละครเวทีอยู่ที่เซ็นเตอร์พอยท์ เพื่อนโทรมาบอกให้ช่วยมาจัดดิสเพลย์ที่ร้านในสยามพารากอนหน่อยเพราะทำไม่ทันแล้ว ผมก็เข้าไปช่วย แล้วเขาถูกใจผม เลยชวนทำงานด้วย นั่นคือบริษัท ฝ้ายซอคำ ซึ่งทำเทียนหอม แล้วสิ่งที่ผมต้องเรียนวันแรก คือ การเทสติ้งเรื่องกลิ่น จากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนเรื่องกลิ่น หลังจากนั้นก็ส่งผมไปเรียนทอผ้ากับชุมชน ส่งไปทำเทียน

เวลาเรามีไดเร็คชั่นให้เลือกหลายๆ ทาง
บางคนอาจจะบอกว่า คุณต้องเลือกทางที่ดีที่สุด
แต่สำหรับผม พูดอย่างไม่อายเลยว่า
ผมเลือกทางที่ได้เงินเร็วที่สุด

  • เหมือนข้างบนกำหนดเส้นทางให้เรามาแล้ว?

ผมคิดว่า ถ้าผมไม่เจอเรื่องกลิ่น ผมก็จะไปเจออย่างอื่น เช่น ผมอาจจะทำจิวเวลรีที่มาจากการทอผ้าที่ผสมกับแมททีเรียลของผม มันเหมือนกับเวลาเรามีไดเร็คชั่นให้เลือกหลายๆ ทาง บางคนอาจจะบอกว่า คุณต้องเลือกทางที่ดีที่สุด แต่สำหรับผม พูดอย่างไม่อายเลยว่า ผมเลือกทางที่ได้เงินเร็วที่สุด แต่ต้องเป็นทางที่ดีด้วยนะ แต่บางครั้งเราก็จะงก เช่น ทำมันทุกอย่าง แต่ผมก็ยอมเหนื่อย

สมัยเรียนมหา’ลัย สามปีแรก เพื่อนๆ บอยคอตผมหมด เพราะไม่เคยเข้าห้องเรียนเลย รับโจทย์อาจารย์ปุ๊บ หนีไปทำงานข้างนอก เช่น ถ้าอาจารย์บอกให้ทำงานเฟรมเมตรคูณเมตร ผมก็ไปหาลูกค้าผม โอเค.. ผนังโล่งใช่มั้ย เดี๋ยวผมเพิ่มภาพวาดเมตรคูณเมตรให้ พอวาดเสร็จก็เอาไปส่งอาจารย์แล้วเอากลับมาขายลูกค้าต่อ มันจะเป็นแบบนี้ จนผมแทบไม่มีงานสมัยเรียนอยู่กับตัวเลย เพราะขายหมด ต้องทำงานหาเลี้ยงที่บ้านด้วยไง

จนปีสี่ เราทำงานเก็บเงินได้มากพอเลี้ยงทั้งบ้านได้โดยไม่ต้องทำงานทั้งปี ปรากฏว่า ทำธีสิสเสร็จในสองวัน เวลาที่เหลือคือนั่งเล่นไพ่กับเพื่อน และได้เพื่อนกลับมา ไม่งั้นผมไม่มีเพื่อนสนิทเลย

ผมจึงเชื่อว่า ถ้าผมปฏิเสธความเหนื่อยยากในวันนั้น เราจะไม่มีวันนี้ เพราะเรามีประสบการณ์เยอะมากจากทุกอย่าง ผมทำแม้กระทั่งเคยใส่ชุดคาแรคเตอร์ลูนีตูนส์ ถูกส่งไปเรียนแอคติ้งที่สิงคโปร์เพื่อที่จะเป็นซิลเวสเตอร์ให้สมจริง ผมเคยเป็นพรีเซนเตอร์ของซีเมนส์ โมบาย เมื่อประมาณปีหนึ่ง ได้รองอันดับสาม มิสเตอร์แอนด์มิสยูนิเวอร์ซิตี้ ไม่ได้ที่หนึ่งเพราะเตี้ย (หัวเราะ)

ตอนนั้น คือ ทำทุกอย่างเพราะอยากได้เงิน แต่ตอนนี้เราเริ่มคัดกรอง เช่น ตอนนี้เริ่มวางมือจากอินทีเรีย เพราะถึงจะสนุก ได้เงินง่าย แต่มันไม่ตอบรับสิ่งที่เรากำลังจะไป

  • ถ้าอย่างนั้น ศรัณญ อยู่คงดี ในวันนี้คือใคร

ผมพูดเสมอและไม่เคยเปลี่ยนว่า ศรัณญ อยู่คงดี คือคนปกติที่ทำของที่มีความสุข ผมพูดว่าตัวเองเป็นอาร์ติสท์เพราะผมไม่ใช่นักออกแบบ แต่ผมก็ไม่ได้บอกตัวเองตลอดเวลาว่า เราเป็นอาร์ตติสท์ ผมคิดว่า ถ้าผมพยายามย้ำว่า เป็นอาร์ติสท์บ่อยๆ เราก็จะมีอีโก้ของความเป็นอาร์ติสท์เกิดขึ้น แต่อีโก้ของคนธรรมดา คือ เขามักจะบอกตัวเองว่า ฉันเป็นคนธรรมดา และฉันก็ต้องพยายามทำอะไรที่ไม่ธรรมดาขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง!