กวีวุฒิ 'ความล้มเหลวไม่น่ากลัว'

June 22, 2018
by เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

ไปเรียนอเมริกา แรกๆ ก็เอาแต่เรียน มาคิดได้ภายหลังว่า ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องนัก คนเราต้องลงมือทำก่อน ผิดพลาดก็จะเป็นบทเรียน และได้คิดใหม่ ทำใหม่ นี่คือ นวัตกรรมทางความคิด

แม้จะร่ำเรียนทางด้านวิศวกรรม กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ก็สนใจด้าน MBA เมื่อทำงานด้านแผนกลยุทธ์ในปตท.มาเกือบ 10 ปี จึงมีโอกาสไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Stanford และได้รู้จักวิธีทำงานใน Silicon Valley รวมถึงเรียนเรื่อง Design Thinking ที่ Stanford d.School และที่นั่นได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้เขา

ปัจจุบันเขาเป็น หัวหน้าทีม Express Solutions กลุ่มปตท.ดูแลเรื่อง Innovation ที่เกี่ยวข้องกับธูรกิจใหม่ของปตท. และยังเป็นอาจารย์พิเศษวิชา Design Thinking ที่คณะวิศวะ จุฬาฯ รวมถึงเป็นวิทยากรรับเชิญ และคอลัมนิสต์ที่เขียนเรื่อง นวัตกรรมทางความคิด เขาเปิดเพจ 8 บรรทัดครึ่ง มีผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ 8 บรรทัดครึ่ง,ธุรกิจพอดีคำ ,คิดใหญ่ เริ่มให้เล็ก และเห็นได้ก่อนใครใน 1 ย่อหน้า   

เขากล้าที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยทำในชีวิต เพราะอาจารย์ที่นั่น สอนเขาว่า

     “อย่ากลัวความล้มเหลว แต่จงกลัวเสียโอกาส”

 

เรื่องใดที่เปิดโลกทัศน์คุณ ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

ก่อนหน้านี้ ผมก็ไม่ใช่คนคิดสร้างสรรค์อะไรมากมาย ผมจบด้านวิศวะ จนผมมีโอกาสไปเรียน MBA ได้เรียน Design Thinking เพราะเห็นว่า น่าสนใจ (คศ. 2011-2013 ) อาจารย์ที่นั่นจะเน้นเรื่องการลงมือทำมากกว่าการพูดคุย ให้ลองทำสิ่งที่เราไม่รู้ก่อน แล้วจะรู้เอง แม้จะทำผิดพลาดแต่นำไปสู่สิ่งที่สำเร็จได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนที่นั่นคุยกันเยอะ และทั้งมหาวิทยาลัยก็เป็นอย่างนั้น

ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการลงมือทำ ?

นั่นทำให้ผมหันมาทบทวนตัวเอง ตอนนั้นผมไม่ค่อยทำอะไร นอกจากเรียนหนังสือ ซึ่งตรงข้ามกับคนที่โน้น พวกเขาจะให้ความสำคัญกับคนที่ลงมือทำ แม้จะล้มเหลวก็ยังลงมือทำ

การเรียนที่นั่น ทำให้ทัศนคติคุณเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด

เปลี่ยนเยอะเลย และตอนนี้ Design Thinking ค่อนข้างบูมในเมืองไทย สิ่งที่ผมได้คือ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และลงมือทำ หมายถึงลองใช้ทักษะใหม่ๆ คิดนอกกรอบ ทำต้นแบบง่ายๆ ด้วยมือ ทดลองคุยกับคน แล้วทำให้เราเข้าใจลูกค้าจริงๆ ไม่เหมือนวิธีการตลาดที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะไม่ใช่ความรู้ ทักษะเป็นสิ่งที่ต้องฝึก ถึงจะทำได้ จึงเป็นเรื่องยาก ต่างจากความรู้เมื่อมีคนมาเล่าให้ฟังก็เข้าใจ แต่ลงมือทำไม่ได้ เพราะเราแค่เข้าใจ

อยากให้ยกตัวอย่างการใช้ Design Thinking เป็นรูปธรรมสักนิด ?

ผมเป็นอาจารย์สอนด้านนี้ที่จุฬาฯ ผมก็ทำเหมือนที่ผมเรียนที่นั่นคือ สอนวิชานี้โดยไม่สังกัดคณะ ทำเป็นสหวิชา สอนมาสองเทอม นักศึกษาสมัครเข้ามา ก็จะคัดเลือกจาก 200 คนเหลือ 30 คน มี 13 คณะ เรียนรวมกัน

นวัตกรรมแบบนี้ต้องการความแตกต่างของคนเรียน ไม่ว่าปี 1 หรือปี 4 ก็เรียนรวมกัน ไม่มีการให้เกรด จะให้ทำงาน ซึ่งนักศึกษาชอบมาก เพราะเปลี่ยนความคิดพวกเขาได้เยอะ เราก็ใช้วิธีการที่เรียนในอเมริกามาสอน เป็นการเรียนรู้แบบใหม่ มีผลกระทบต่อคนเรียนอย่างแน่นอน

นำ Design Thinking มาแก้ปัญหาในองค์กรอย่างไร

ผมเองก็ทำงานในองค์กรปตท. ทำให้เข้าใจองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน รู้ว่าปัญหาอะไร องค์กรในเมืองไทยส่วนใหญ่คิดเยอะ ทำน้อย พรีเซ็นต์ดูดี แต่สุดท้ายไม่กล้าลงมือทำ ผมเป็นวิทยากรในนามตัวแทนปตท. อยู่หลายแห่ง

ส่วนงานที่ปตท. เราทำทีมงานใหม่ขึ้นมา โดยคุณเทวินทร์ วงศ์วานิชผู้บริหารเป็นคนริเริ่ม เรียกว่า Express Solutions เป็นทีมที่ทำเรื่องใหม่ๆ โดยเอา Design Thinkingมาใช้ ซึ่งไม่ใช่การคิดอย่างเดียว ยังหมายถึงการปรับทัศนคติด้วย

ถ้าอย่างนั้นคนไทย ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกยุคใหม่อย่างไร

โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงตลอด ไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะฉะนั้นการวางแผน ณ ตอนนี้ อาจไม่ตอบโจทย์ในอนาคตได้ว่าถูกหรือผิด จึงต้องมีวิธีการทำงานแบบใหม่ การที่เราอยู่กับสิ่งที่เราไม่รู้และทำงานต่อไปเรื่อยๆ มันก็คือ Design Thinking เน้นเรื่องการคิดนอกกรอบ คิดให้ใหญ่แต่ลงมือทำเล็กๆ โดยไม่ต้องประชุมภายในองค์กรเยอะๆ เพราะคนที่ไม่รู้อนาคต คือ คนในองค์กร แต่คนที่รู้อนาคตคือ ลูกค้า ต้องคุยกับลูกค้าเยอะๆ ซึ่งต่างจากการทำแผนใหญ่ๆ 20 ปี 

ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเรื่องการลงมือทำสักนิด ?

บริษัทใน Silicon Valley เป็นแบบนี้ทั้งหมด เฟซบุ๊คมีวัฒนธรรมองค์กร ที่เชื่อว่า ถ้าคุณเคลื่อนที่รวดเร็ว มันจะมีของที่ไม่ Perfect (สมบูรณ์แบบ) แต่องค์กรในเมืองไทยจะมีเรื่องสวยหรู คือ “เคลื่อนที่รวดเร็ว แต่ต้องรอบคอบ” กลายเป็นแค่คำประชาสัมพันธ์ เหมือน Thailand 4.0

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจมนุษย์ก่อน เหมือนปรัชญาการทำงานของเฟซบุ๊คที่ว่า“เคลื่อนที่รวดเร็วนะ ของพังไม่เป็นไร” ถ้าเน้นการลงมือเยอะๆ ก็จะความผิดพลาดอยู่เยอะ พวกเขาคิดว่าไม่เป็นไร เพราะโลกยุคนี้จะ Perfect ไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นตามไม่ทัน เขาเลือกความไม่ Perfect  และความเร็ว

เมื่อโลกเปลี่ยน วิธีการต้องเปลี่ยน ?

พวกเขาก็เลยทำผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อทำออกมาแล้ว ก็ให้ลูกค้าสะท้อนความคิดให้รู้ว่าดีหรือไม่ดี โดยมีทัศนคติว่า ความล้มเหลวคือ การเรียนรู้ แต่ถ้าเป็นคนไทยก็จะไม่ชอบเห็นอะไรที่ไม่ Perfect

แสดงว่า องค์กรในเมืองไทย ยังติดอยู่กับกรอบเดิมๆ ?

ทำไมคนไทยเล่นเฟซบุ๊คเยอะ เพราะเป็นประเทศที่ชอบออกความเห็น แต่ไม่ลงมือทำ คนที่คิดริเริ่มเพื่อลงมือทำ มีน้อย ขณะที่ชาติอื่นลงมือทำ การลงมือทำสิ่งใหม่เป็นคนละเรื่องกับการออกความเห็น

ยกตัวอย่างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทีมงานคุณคิดให้องค์กรสักนิด?

ปตท.มีทีมงานที่ทำเรื่องใหม่ๆ โดยพนักงานรุ่นใหม่อย่างพวกผม ตอนนี้ผมอายุ 34 เยอะสุดในทีมน้องๆ พวกเราคิดว่าลองสร้างของใหม่ดีกว่าแก้ปัญหาเรื่องเก่า เราตั้งทีมใหม่บริหารแบบใหม่ มีงบประมาณอิสระในการคิดและทำ ปีสองปีที่ผ่านมา ก็สร้างสิ่งใหม่ๆ หลายอย่าง

ใช้เวลาในการเปลี่ยนองค์กรนานไหม

ถ้าถามว่า ประสบความสำเร็จหรือยัง ต้องรอ ผมมองว่า สิ่งสำคัญคือต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดทำระหว่างทาง 

ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทย ต้องทำอย่างไร

ต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาก่อน ไม่เฉพาะการศึกษาไทย การศึกษาทั่วโลกก็ทำลายความคิดสร้างสรรค์ ผลิตคนเป็นแพทเทิร์นเดียวกัน เหมือนป้อนของเข้าโรงงาน ตอนนี้โลกเปลี่ยน เราต้องมีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ 

มนุษย์เรามีทักษะในเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ชอบลงมือทำและคิดนอกกรอบ แต่เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาก็เหมือนกันหมด ชอบคิด แต่ไม่กล้าทำ บ้าเรื่องคะแนน ตอนนี้องค์กรใหญ่ต้องการคนอีกแบบ อย่างผมไปสอนเรื่องนี้ในมหาวิทยาลัย สามสี่เดือนนักศึกษาเปลี่ยนได้ จากไม่กล้าทำก็ลงมือทำมากขึ้น ถ้าทำแล้วล้มเหลว ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้

แม้อนาคตจะคาดการณ์ยาก ก็อยากให้คุณลองคาดการณ์สักนิด?

ตอบยาก สิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ความไม่แน่นอน ข้อมูลทุกอย่างจะเชื่อมโยงถึงกัน ในเรื่องบิ๊กดาต้า ใครที่จัดการข้อมูลและสังเคราะห์ข้อมูลได้ดี ก็จะสร้างโมเดลธุรกิจแบบใหม่ได้ นี่คือ โมเดลธุรกิจที่จะเปลี่ยนในอนาคต

ถ้าจะรับมือให้ทัน ต้องหาความรู้ให้ตัวเอง มีความรู้เรื่อง Design Thinking สตาร์ทอัพ คำเหล่านี้ต้องรู้ จะรอให้ใครมาสอน มีอยู่ในยูทูบ ความรู้มีอยู่เยอะ ฟรีด้วย เราไม่กระหายความรู้ มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน เราต้องมีความสามารถในการเรียนรู้  คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบเสิร์ชหาข้อมูล การศึกษาทำให้เราคิดเป็นแพทเทิร์นเดียวกัน ไม่สงสัยอะไร ทั้งๆ ที่โลกยุคใหม่ต้องการคนขี้สงสัย ทักษะแบบนี้ต้องดึงกลับมา ถ้าเราขี้สงสัย เราก็จะเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ