ฟื้นใจด้วย ‘ศิลปะ’

November 6, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

ศาสตร์การรักษาที่ค้นลึกเข้าไปในความเจ็บป่วย แล้วเยียวยา‘ใจ’ให้สมดุลกับ‘กาย’เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพ

HIGHLIGHTS

  • ศิลปะบำบัดเป็นสหวิชาชีพที่รวมศาสตร์หลายๆ ส่วนไว้ด้วยกันโดยมีแพทย์เป็นแกนนำ
  • บางสิ่งบางอย่างฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกไม่สามารถใช้ตรรกะในการคลี่คลาย จึงต้องใช้ศิลปะช่วยออกแบบให้เหมาะกับเขา
  • มนุษย์มีกายและจิตที่มีลำดับขั้น ศิลปะก็มีลำดับขั้นเช่นเดียวกัน 

กายป่วยต้องให้แพทย์รักษา ถ้าใจป่วยต้องพึ่งพาจิตแพทย์ ทว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะบางทีโรคทางกายที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากความผิดปกติทางด้านจิตใจ ซึ่งการดูแลแบบองค์รวมทั้งกายและใจถือเป็นสิ่งสำคัญ และหนึ่งในทางเลือกที่ถูกนำมาใช้อย่างได้ผลก็คือ Art Therapy หรือ ศิลปะบำบัด ที่หลายคนคุ้นหูแต่ไม่รู้ว่าแนวทาางนี้มีกระบวนการทำงานอย่างไร

 

'ศิลปะบำบัดคืออะไร

ศิลปะบำบัด เป็นสายธารสุขภาวะเพื่อการดูแลที่เหมาะที่ควรให้ออกมาเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ผู้บำบัดจะต้องเรียนเป็นนักการศึกษาบำบัดก่อน แล้วมีประสบการณ์ในการสอน ทำชุมชนบำบัด ใช้ศิลปะในการดูแลบุคคล ในต่างประเทศมีเปิดการเรียนการสอนเรื่องศิลปะบำบัดในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในประเทศไทยตอนนี้กำลังมีการยกระดับนักวิชาชีพบำบัดกับกระทรวงสาธารณสุขในประเทศไทย คนจะมาทำงานด้านนี้ได้นั้นจะต้องมีความรู้ในหลายศาสตร์ด้วยกัน

“ดิฉันทำงานที่อเมริกา 8 ปี เป็นนักการศึกษาศิลปะบำบัดแล้วต่อยอดเป็นนักจิตวิทยาครอบครัว รวมๆ แล้ว 20 กว่าปีกว่าจะกลับมาเมืองไทย คนชอบถามว่าบำบัดได้จริงหรือ ในการทำงานนั้นจะต้องมีการประสานงานกับแพทย์ตลอด แม้เราจะทำงานอยู่คนละที่ แต่เราจะมีเครือข่าย ถ้าทำงานกับเด็กๆ ก็จะแชร์กับโรงเรียน สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือเราต้องเรียนรู้ภาษาของวิชาชีพอื่น ในการพูดคุยกับแพทย์ ในการให้คำปรึกษาเราต้องมีความรู้ด้านยา รู้พอที่จะทำงานกับแพทย์ได้” อาจารย์ปิยฉัตร เรืองวิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์ไทรศิลป์ ผู้ศึกษาเรื่องนี้และนำมาใช้ในการทำงานอธิบายให้ฟัง

ศิลปะบำบัดจึงเป็นสหวิชาชีพที่รวมศาสตร์และคนหลายๆ ส่วนมาช่วยกัน ซึ่งบุคคลสำคัญที่สุดที่เป็นแกนนำในการรักษาด้วยวิธีนี้ก็คือแพทย์นั่นเอง

“เราจะมีการปรึกษาหารือกัน ทุกอย่างอยู่ในทีมที่ทำการบำบัดด้วยกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายยาตลอดเวลา สิ่งที่ผมประสบในการทำงานกับนักศิลปะบำบัดคือ มีคุณค่าในเชิงของการเข้าใจคนไข้ในอีกมิติหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่หมอจะเรียนมาเพื่อเข้าใจคนไข้ทางกาย เรื่องอวัยวะต่าง สารเคมีที่ไม่สมดุล ตรวจเลือด พอมาถึงเรื่องของจิตใจและความคิด เราก็ซักประวัติทั่วไปก็ได้ข้อมูลมาบ้าง แต่พอทำงานกับนักศิลปะบำบัดก็ได้รู้มากขึ้น 

อย่างเคสหนึ่ง เขามาด้วยภาวะซึมเศร้าและหอบหืดมาตลอด เป็นผู้ชายอายุ 25 ปี รักษาด้วยกระบวนการทางยาปกติก็แล้ว ต้องพ่นยาตลอดเวลา เคสนี้มีภาวะจิตใจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการหอบหืดขึ้นมา หลังจากเขาไปทำศิลปะบำบัด หลายเดือน งานปั้น งานวาด พอเราประชุมได้ฟีดแบคกลับมาว่า เอกลักษณ์ในการวาดรูปของคนนี้แปลกมาก เมื่อให้วาดรูปทะเล ภาพของคนคนนี้คือ แทนที่จะเป็นมุมของคนที่ยืนบนพื้นโลกอย่างมั่นคง กลับกลายเป็นภาพมุมสูง แล้วมองลงไปเห็นเรือ ทิศทางแทนที่จะออกจากฝั่งไปหาปลา กลับเป็นเรือที่หันเข้าสู่ผืนแผ่นดิน 

ผมก็เลยได้คำตอบว่า ตอนวัยเด็ก อายุ 9 ขวบพ่อเสียชีวิตกะทันหัน เป็นวันที่เขาต้องไปสอบเข้าโรงเรียน ตอนที่พ่อมีปัญหาเรื่องหัวใจ คุณแม่รู้แล้วว่าให้เขารู้ไม่ได้ เพราะถ้ารู้เขาไม่น่าจะสอบเข้าโรงเรียนได้ เขาก็เลยปิดเรื่องราวไว้ส่งโรงพยาบาลแล้วส่งเขาไปสอบจนเสร็จ วันรุ่งขึ้นคุณแม่บอกเขาว่าคุณพ่อได้จากไปแล้วนะ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เขาติดใจมาตลอดชีวิต เขารู้สึกว่าช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตของพ่อเขา สอบนี่สอบเมื่อไรก็ได้ แต่ทำไมเขาไม่ได้รับโอกาสที่จะไปร่ำลาหรือดูใจคุณพ่อซึ่งเข้าโรงพยาบาล หลังจากนั้นเขาก็มีภาวะเก็บตัวแล้วก็ซึมเศร้า เกิดภาวะเรื่องของหอบหืดต่อเนื่องตลอด 

พอมาดูงานศิลปะของเขาก็เหมือนกับเรือลำหนึ่งที่อยากจะออกไปเผชิญโลกกว้างแต่ไม่กล้าออกไป ต้องกลับมาอยู่กับตัวเอง มันมีเรื่องของความเศร้า เรื่องของการยึดติดอะไรบางอย่าง ส่งผลต่ออาการทางปอด" นายแพทย์ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล Venita Clinic เล่าถึงผู้ป่่วยรายหนึ่งที่การทำงานในลักษณะทีมเวิร์คสะท้อนกลับมาในเชิงการวินิจฉัย จนทำให้แพทย์สามารถจำเพาะเจาะจงลงไปได้ว่าควรวางแผนการรักษาอย่างไรต่อไป  

"นักศิลปะบำบัดก็ค่อยๆ นำพาเขาทำศิลปะเพื่อจะคลี่คลายสิ่งเหล่านี้ เคสนี้่ได้คุยมาเป็นสิบปีที่มันยังปรากฏอยู่ เพราะมันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกแล้วไม่สามารถใช้เชิงตรรกะในการคลี่คลาย ทางศิลปะจึงต้องออกแบบ เมื่อเราให้เขาใช้สีสดใส เขาบอกว่ามันสร้างความอึดอัดขัดข้อง เราไม่สามารถให้เขาทำแบบฝึกหัดที่ไม่ใช่ตัวเขาได้ ตัวเขายังอยู่ในสภาพของสีที่มีความมืด ทึบทึม ก็ต้องค่อยๆ จากสีชาโคล หลังๆ ก็เริ่มมีสีเย็น สีน้ำเงิน เขาก็บอกว่ามันยังสว่างเกินไปอยากใช้สีดำ เขาก็นำพากลับไปสู่จุดเดิม เราก็ให้เขาวาดถ้ำมันก็ยังมืดอยู่ แล้วบอกว่าลองให้มันมีแสงเข้ามาหน่อยได้ไหม จุดเล็กๆ ก็ได้ จากนั้นแล้วค่อยๆ ขยายขึ้น

มันน่าแปลก พอหมอมาเจอเขาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนั่งประชุมทีม อาการหอบของเขาดีขึ้นเยอะ ก็เลยสงสัย ถามนักศิลปะบำบัด วันนี้ให้เขาวาดรูปทะเล ตอนนี้เป็นเรือที่เดินทางออกจากท้องทะเลกว้างใหญ่ เริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว ตรงกับที่ผมสังเกตว่าเขาดีขึ้น นี่คือการทำงานร่วมกัน ทั้งเรื่องยา และนักศิลปะบำบัด และทำงานร่วมกับนักสหวิชาชีพ” 

 2

ศิลปะบำบัดมี อะไร’ บ้าง

ก่อนจะมีการบำบัดนั้น ทุกครั้งจะต้องมีการประเมินก่อนด้วยแบบทดสอบ อาจจะมีโจทย์ให้เลือกจากบัตรคำมาสี่คำแล้วแต่งเป็นนิทานสั้น แล้วขอคติสอนใจ เพื่อมารวบรวมดู การวางภาพ การวาดภาพ การต่อเติม วาดเหมือนกันหรือต่างกัน การลงรายละเอียด ความตั้งใจทำหรือทำให้มันเสร็จๆ ไป สิ่งเหล่านี้จะบอกได้ว่าคนคนนั้นรู้สึกอย่างไร

ครูมอส อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี นักศิลปะบำบัดแนวมนุษย์ปรัชญา และภัณฑารักษ์นิทรรศการศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด อธิบายว่าศิลปะที่นำมาใช้บำบัดนั้นมาจาก 7 แขนง คือ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม ระบายสี ดนตรี การเคลื่อนไหว ภาษา ดรามา

“ตอนฝึกงานที่เยอรมัน เรามีสถาบันที่ทำศิลปะบำบัดอยู่ข้างโรงเรียน บางปัญหา นักเรียนก็จะถูกส่งมา เราไม่เห็นเด็กในโรงเรียน เราเห็นแต่ภาพที่เขาเดินมาหาเรา แพทย์ประจำโรงเรียนก็เป็นผู้ได้เห็น สิ่งเหล่านี้ก็เอามาประมวลกันทำให้เห็นภาพ เด็กบางคนอาจจะทำกับนักบำบัดแผนกอื่นในศูนย์นี้ เราก็ได้แลกเปลี่ยนกัน เป็นความสัมพันธ์ของสหวิชาชีพ ไม่ใช่ศิลปะบำบัดอย่างเดียว พอกลับมาเมืองไทย ทำในโรงพยาบาล มีแพทย์ส่งมา ผมทำในศูนย์เด็กวัยรุ่น เวลามีอะไรติดขัดก็ไปปรึกษาแพทย์ ถ้าเราเห็นองค์ประกอบ การปรึกษากับนักจิตวิทยา เราก็นำสิ่งเหล่านี้มา ทำให้เราติดสินใจบางสิ่งบางอย่างได้แม่นยำ 

การอยู่กับทีมก็ทำให้งานของเรามีประสิทธิผลมากขึ้น แล้วก็มีกลับกันเหมือนกันคือแทนที่จะเป็นแพทย์ส่งมา บางคนเขาไม่อยากไปหาแพทย์ เขาติดต่อมาหานักศิลปะบำบัดก่อน พอทำศิลปะบำบัดไป เราก็มองเห็น ก็อยากให้เขาได้พบกับผู้เชี่ยวชาญต่อไป ได้ไปพบแพทย์ด้วยเหมือนกัน ในทางมนุษยปรัชญา แพทย์คือผู้ดูความเหมาะสม บางทีนักศิลปะบำบัดคนนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับคนที่มาบำบัดเสียทีเดียว แพทย์จะเป็นผู้ดูทั้งบุคลิกแล้วก็แขนงของศิลปะบำบัด ที่อาจจะเชื่อมจุดที่เขายังขาดอยู่ แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจ เราอาจจะหันไปหาเพื่อนของเราที่เป็นนักละครบำบัด โทรคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน” ครูมอสเล่าถึงการทำงานในลักษณะสหวิชาชีพ

1 

ศิลปะบำบัดได้อย่างไร

มนุษย์มีทั้งกายและจิตและมีลำดับขั้น เช่นเดียวกับศิลปะที่มีลำดับขั้นเช่นกัน การทำงานกับแต่ละช่วงในจิตก็จะแตกต่างไปด้วย เช่น การระบายสี การเล่นดนตรี การร้องเพลง เป็นการทำงานที่ต่างสภาวะกัน การแดนซ์หรือการออกไปเคลื่อนไหวก็แตกต่างจากการปั้น การวาด เหล่านี้ในทางมนุษยปรัชญามีการจัดไว้เป็นช่วงลำดับชั้นต่างๆ สอดคล้องกับความไม่สมดุลในตัวของผู้รับบำบัดแต่ละคนไป ซึ่งหมอจะเป็นผู้วินิจฉัย

“บางคนหมออาจจะเห็นว่าคนนี้ต้องทำงานกับพลังชีวิต นั่นหมายถึงว่าสิ่งที่เข้าไปได้ง่ายที่สุดเลยในช่วงเวลานี้ก็อาจจะเป็นเรื่องของการปั้น หรือคนนี้ต้องการทำงานไปทั้งสามส่วนในร่างกาย หรือว่าทำงานในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เราเรียกว่า ตัวตน หรือ Self ของเขา คุณหมอก็อาจจะตัดสินใจให้เขาไปพบกับนักเคลื่อนไหวบำบัด ก็จะเห็นได้ว่านักบำบัดในแต่ละแขนง จะเทรนเฉพาะทาง ที่แตกต่างกัน แต่ก็จะมีอะไรที่สอดคล้องกันอยู่ ในการทำงานก็เป็นไปได้ว่าคนหนึ่งคนอาจจะเจอนักศิลปะบำบัดสองแขนง ก็เลยเป็นที่มาของการแบ่งแขนง อะไรเกิดประสิทธิผลกับเขาในช่วงเวลานี้ได้ดี 

ผมว่าในบางกรณีเขาอาจจะปฏิเสธการทำศิลปะบางอย่าง ก็อาจจะเอื้อให้ไปเจอศิลปะในแบบอื่นได้ อย่างในเด็กเล็ก ก็ไม่ถึงกับปั้นตลอดเวลา จะมีสิ่งที่เด็กทำได้ด้วย คือการระบายสี หรือการวาดรูป นักศิลปะบำบัดมีเครื่องมือในการวาดคือดรออิ้ง สองคือเพนท์ติ้ง สามคือเคลย์ เราก็ตัดสินใจว่าคนนี้ควรจะเคลย์หรือดรออิ้ง ช่วงเวลานี้แล้วค่อยขยับไปทางอื่นๆ ได้เหมือนกัน” ครูมอส อธิบายเพิ่มเติม

ทั้งนี้ทั้งนั้น นิยามการมีสุขภาพดีในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนอยากมีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วยแต่จะทำได้อย่างไร นายแพทย์ทีปทัศน์แนะนำว่า ต้องดูแลทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ ถึงจะดีที่สุด

“จากการทำงานการแพทย์องค์รวมมาสิบปี การที่จะบอกว่าเราสุขภาพดี มันไม่มีจุดที่สมบูรณ์ มันมีแต่จุดว่าเราอยู่ในสมดุลหรือเปล่า สมดุลในทางสุขภาพมีหลากหลายมาก ที่พูดได้ง่ายที่สุด คือการสมดุลระหว่างกายและจิต เรารักษาคนไข้เรื่องปวดหัว ถ้าเรามองแต่เรื่องร่างกาย เนื้อเยื่อ สรีระวิทยา สารเคมี สมอง ความดัน เป็นเรื่องทางกาย เราก็มีแนวโน้มรักษาฮาร์ดแวร์เป็นหลัก อันไหนเสียถอดทิ้งซื้อฮาร์ดไดรฟ์อันใหม่มาเสียบเข้าไป จบแล้ว หายแล้ว แต่หลายๆ กรณีไม่จบ ที่ฮาร์ดไดร์ฟมันเสียมันเกิดจากซอฟท์แวร์ ตัวระบบปฏิบัติการติดไวรัส ถ้าเราไม่ลงแอนตี้ไวรัส หรือเปลี่ยนระบบ การโปรเซสยังเหมือนเดิม เดี๋ยวฮาร์ดไดร์ฟอันนั้นก็เสียอีก 

ผมเป็นหมอทางกาย รักษาแต่บอดี้ คนปวดหัวก็สั่งจ่ายยา รักษาแต่ทางกาย แต่ Mind จิตใจ ความคิด ไม่ได้เปลี่ยน ยังเหมือนเดิม เป็นคนขี้โกรธเหมือนเดิม สักพักเขาก็ปวดหัวใหม่ ถ้าเราอยากจะแก้สมดุล ก็ต้องมีแอคติวิตี้ใหม่ๆ กระบวนการเหล่านี้ ผมถือว่าศิลปะเป็นกระบวนการที่เปิดกว้าง บางคนมีความทุกข์ ปวดหัวทุกทีที่มีความขัดแย้ง แต่ไม่มีความคิดหรือระบบตรรกะมันเปลี่ยนไป ยังคงเจอสิ่งเดิมๆ ทุกวัน เราก็ล้มเหลวตลอดเวลา สิ่งที่ให้คำปรึกษาไปไม่ได้สร้างความคิดหรือต่อยอดอันใหม่ ตรงกันข้าม ถ้าเราให้เขาทำศิลปะในแบบที่ถูกที่ควร ศิลปะไม่ได้ถูกตัดสิน มันเป็นเซฟโซน ใครๆ ก็ทำศิลปะในแบบของตัวเองได้ เขาก็จะค่อยๆ คลี่คลาย สำแดงออกซึ่งปัจเจกหรือตัวตนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ และได้สร้างการเชื่อมโยงอันใหม่ 

บุคลิกภาพ แม้ว่าเราจะมีทฤษฎีว่าเขาต้องทำอย่างนี้ แต่ก็มีบางคนบอกว่า ฉันไม่ร้องเพลง ฉันไม่วาดภาพ นั่นเพราะเขาปฏิเสธสิ่งนี้ มันก็เลยเป็นสิ่งที่เขาขาด ที่เขาไม่เคยมีโปรเซสนี้เขามาในตัว ทำให้เขาเสียสมดุล อาจจะต้องจูงมือเขาไปทำในจริตของเขาก่อน พอเริ่มมีโปรเซส เขาก็จะเริ่มพูดว่า หมอเคยแนะนำว่าให้ผมไปร้องเพลง ตอนนี้ผมอยากร้องเพลงแล้วล่ะ เมื่อสมอง บอดี้ จิตใจ บาลานซ์แล้วเราก็มีสุขภาพที่ดี” 

ศิลปะบำบัด จึงเป็นศาสตร์ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้คนยุคนี้