‘สื่อ’ อย่างไร ให้ ‘แมส’

October 17, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

เมื่อโลกเปลี่ยน คนทำสื่อต้องปรับ หากไม่อยากตกขบวนเพราะ Digital Disruption

HIGHLIGHTS

  • การเปลี่ยนแปลงปีต่อปี ทำให้ทุกสื่อต้องปรับตัว ก่อนที่จะถูก Digital Disruption
  • ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ ด้วยความคิดและการสร้างสรรค์
  • สื่อไม่ควรถูกจัดกลุ่มตามประเภท เพราะสื่อปัจจุบันคาบเกี่ยวไปหลายแพลทฟอร์ม

โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำสื่อที่นำเสนอให้ผู้คนเห็นโลกจึงต้องเปลี่ยนตาม และต้องก้าวนำอย่างน้อยหนึ่งก้าว สื่อกระดาษหายไป สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า นั่นเพราะทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ สมาร์ทโฟนในมือเราเป็นได้ทุกสิ่งแล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ การแก่งแย่งแข่งขันช่วงชิงผู้คนและเวลาให้มาสนใจในสื่อที่ตัวเองทำจึงเป็นความลับ เทคนิค ที่แต่ละแห่งจะต้องคิดค้นกันขึ้นมา

ถ้าเป็นเมื่อก่อนการเปลี่ยนแปลงอาจใช้เวลาสัก 5 ปี 10 ปี แต่ในปัจจุบันนี้ แค่ปีต่อปี ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือได้แล้ว

ok2

 

“ในช่วง 3 ปีนี้ เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วขึ้น ชีวิตคนเปลี่ยนเร็ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนเร็วตาม ไม่ใช่แค่เรื่องสื่อ แต่ทุกๆ เรื่อง สื่ออาจจะเห็นชัดเพราะอยู่ใกล้ตัวเรา สื่อกระดาษหายไปเพราะพฤติกรรม เราอยู่กับกระดาษน้อยลง อยู่กับหน้าจอมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยค่อนข้างรุนแรง

ที่อื่นเขาไม่ค่อยเป็นนะ ยุโรป อเมริกา คนเขาไม่ได้อยู่กับมือถือตลอดเวลา เขาใช้ชีวิตของเขาไปปกติ แต่บ้านเมืองเราใช้มือถือ ติดมือถือกันเยอะ พอสายตาคนเปลี่ยนจากกระดาษมาสู่หน้าจอทุกอย่างก็เลยโอนย้ายตามมา

ส่วนสื่อกระดาษก็เปลี่ยนจากสิ่งพิมพ์มาเป็นฟรีก๊อปปี้ก่อน คิดว่าคนไม่ซื้อหนังสือก็ย้ายมาแจกฟรี แต่ภายใน 2-3 ปีก็ตาย พิสูจน์ว่าต่อให้แจกฟรี ถ้ามันไม่ดี ไม่คุยกับคุณ มันก็อยู่ไม่ได้ ขนาดแจกฟรี เขายังไม่เอา 

เราอยู่ในยุคที่ทุกคนเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊กได้ ทำเว็บไซด์บนบล็อกได้ คนก็แห่ตามมา เราได้เห็นเคสดังๆ มากมาย มีเพจนั้นเพจนี้เกิดขึ้น ขณะเดียวกันเพจที่ไม่ดังก็มี ผมว่ามันเป็นการไหลของสื่อมาสู่พฤติกรรมคน” ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้ง นิตยสารออนไลน์ The Cloud พูดถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อสารมวลชนในงานเสวนา ‘Media Change for Chance สื่อยุคใหม่ สร้างสรรค์ Content อย่างไรให้รอด’ ที่จัดโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ขณะที่ วิรัตน์ เฮงคงดี Creator & Producer รายการ The Rapper ช่อง Workpoint เห็นว่าโทรทัศน์ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

 

ok3

“มันเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีของการรับสื่อ เมื่อก่อนเราเสพอะไรได้ง่ายสุด คือเปิดทีวีในบ้าน ฟังวิทยุ ป๋าเต็ด พี่อ้อย พี่ฉอด พูดอะไรมาเราก็เชื่อ แล้วก็ดูละครทีวี ดูหนัง จากสื่อนั้น ถ้าจะอ่านก็ต้องไปยืนหน้าแผง หนังสือพิมพ์ การ์ตูน ตอนนี้พอมันเปลี่ยนไป จากที่เจอเพื่อนในโรงเรียนเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง สิ่งนี้ก็มาเกิดขึ้นในกรุ๊ปไลน์ทุกวัน บางทีไม่มีเวลาไปเสพสื่อเลยแค่อ่านกรุ๊ปไลน์ก็หมดวันแล้ว เผลอปิดมือถือวันหนึ่ง เปิดมา 5,000 ข้อความ ช่องทางสื่อมันเยอะ แค่อ่านที่แม่ส่งมาก็เยอะแยะแล้ว ยังต้องคอยบอกแม่ว่านี่ข่าวเก่าอีก” 

เมื่อโลกหมุนไป เราต้องหมุนตาม ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแพลทฟอร์ม ตอนนี้สื่อเกิดการรวมกันในหลายแพลทฟอร์ม การแยกการจัดประเภทจึงเป็นเรื่องยาก เพราะทุกสื่อคาบเกี่ยวกันไปหมด

"สื่อไม่ควรจะถูกจัดประเภทตามผลลัพธ์ของมัน เป็นทีวี เป็นหนังสือพิมพ์ มันควรจะถูกจัดกลุ่มว่า คนทำสื่อคือผู้เชี่ยวชาญในด้านหนึ่ง ซึ่งเข้าใจมันมาก พร้อมจะเล่าสิ่งนี้สู่ผู้คนด้วยความรวดเร็ว ด้วยความน่าเชื่อถือ

ใครก็ตามที่มองสื่อในนิยามนี้เราจะเห็นว่ารอดเสมอ เพราะเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนสถานะเขาเองให้กลายเป็นอะไรก็ได้ เป็นทวิตเตอร์ ยูทูบ เป็นอีเวนท์ก็ได้ ยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ผู้ที่ปรับตัวได้ อยู่รอดได้ คงความเชี่ยวชาญของตัวเองเอาไว้แล้วปรับตัวเองตามบริบทของสังคม ณ ขณะนั้น พูดง่ายๆ ว่าเมื่อไรก็ตามที่เรายังคุยกับคนอ่านรู้เรื่อง ก็สามารถจะอยู่ได้ แต่ถ้าเมื่อไรคุยกับเขาไม่รู้เรื่องแล้วก็คงต้องจากไป 

เมื่อก่อนถ้าเราเป็นหนังสือพิมพ์ คู่แข่งของเราก็จะมีหนังสือพิมพ์เล่มไหนบ้าง เช่นเดียวกับนิตยสาร หมวดเดียวกันมีอะไรบ้าง คู่แข่งอยู่บนเวทีเดียวกัน แต่ตอนนี้คู่แข่งเราไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว คู่แข่งเราคือแอดมินเพจ คือยูทูบเบอร์ คือทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ว่ารู้ดีมากๆ ถ้าเราไม่สนใจเขา เขาก็ชนะเราได้ในหลายๆ ด้าน แต่ถ้าแข่งเร็ว ไม่สามารถแข่งทวิตเตอร์ได้ เพราะเขาอยู่ในที่เกิดเหตุแล้ว แต่เราแข่งในเกมอื่นได้ ต้องทบทวนว่าคู่แข่งไม่ใช่สื่อแต่เป็นทุกคนที่เป็นสื่อใหม่ เราไม่ได้แย่งพื้นที่สื่อ แต่เราแย่งเวลากัน ในมือถือมีทุกอย่าง มีความบันเทิง มีงาน มีกรุ๊ปไลน์ มียูทูบ เราจะแย่งเวลากับเขาได้ยังไงในมือถืออันเดียว เป็นเกมที่ต้องคิดเยอะหน่อย 

อย่างแรกสุดเราต้องเข้าใจว่า เว็บคอนเทนท์มันคืออะไร อะไรคือสิ่งที่เป็นกรอบข้อจำกัดจริงๆ อะไรคือสิ่งที่ไม่ใช่ บางทีเราก็เข้าใจผิดในกรอบปลอมๆ ทำให้เราไม่สามารถทำสิ่งที่แตกต่างออกไปได้ ถ้าเรารื้อกรอบออกไปก่อน เช่น บางคนบอกว่ามันต้องสั้น จริงๆ แล้วยาวก็ได้ บางคนบอกว่ามันต้องเร็ว มันช้าก็ได้ ปรากฏว่าทุกอย่างได้ แล้วมองหาว่ามีใครทำอะไรไปแล้วและไม่ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ยุคนี้เขาชอบพูดศัพท์เท่ๆ ที่แปลไม่ค่อยออกค่อนข้างเยอะ อย่างคำว่า สื่อใหม่ คืออะไร แล้วก็จะมีเทคนิคลูกเล่นต่างๆ แต่ผมคิดว่าไม่เห็นใหม่เลย สื่อใหม่คือคุณเอาสิ่งที่ไม่ใช่สื่อไปสื่อต่างหาก

เดอะคลาวด์จะดึงเอาสิ่งที่ไม่ใช่สื่อมาเป็นสื่อ อย่างวอล์คกิ้งทัวร์ ทริป มื้ออาหาร คลาสเรียน พวกนี้เป็นสื่อการเล่าเรื่อง แทนที่จะต้องอ่านตาม คุณไม่ต้องอ่าน คุณเข้าไปอยู่ในสิ่งนั้น มันก็กลายเป็นเดอะคลาวด์ที่มีทั้งออนไลน์ออฟไลน์ แต่จริงๆ แล้วเราแค่เล่าเรื่องผ่านสื่อประเภทต่างๆ ที่เขาไม่ใช้เท่านั้นเองครับ" ทรงกลด พูดถึงสื่อที่ตัวเองทำ

ส่วนทีวี ที่คนมักจะคิดและพูดว่า ไม่มีใครดูทีวีแล้ว แต่ความเป็นจริง ทุกบ้านยังมีทีวี และมีคนดูอยู่ เพียงแต่ว่า เปิดทีวีไป แล้วก็ดูมือถือไปด้วย ก็เท่านั้นเอง

“ทุกวันนี้ยังมีคนดูทีวีอยู่ คนดูทีวีไม่น้อยลง แต่ไปเสพสื่อออนไลน์มากขึ้น ทีวีที่ปิดไปเยอะ มันไปส่งเสริมว่าทีวีกำลังจะตาย จากที่มีทีวีอยู่ 6-7 ช่อง งบโฆษณา 7-8 หมื่นล้านบาท เค้กก้อนนั้น แบ่งกันอยู่ 5-6 ช่อง พอมาเปิดประมูลเป็น 20 กว่าช่อง เค้กก้อนเดิมก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ 20 กว่าช่องนั้นอยู่ได้ กฎธรรมชาติก็ต้องมีผู้สูญเสีย ล้มหายตายจากไป แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนไม่ดูทีวี คนรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนอยู่มี 10-15 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไม่มีกำลังซื้อ วัยเยอะที่สุดของประเทศคือ 35-40 ปีเป็นผู้มีกำลังซื้อ เขามีรสนิยมในการเสพยังไง คอนเสิร์ตคาสเซ็ท ขายบัตรเกลี้ยงเลย ก็ต้องมาดูว่าสิ่งที่คนชอบคือ กิเลส รัก โลภ โกรธ หลง รุนแรง เพศ คลิปรถชน คนตีกัน คนหยุดดู คนตักบาตรพระ เราไม่หยุดดู 

กิเลสทำให้คนหวั่นไหวและตามไปดูอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุผลว่าทำไมคอนเทนท์ที่ดีที่สุดทุกเดือนจึงมีแต่ข่าวใครเลิกกับใคร ความอยากรู้อยากเห็น นี่คือกิเลส ถ้าจะเรียกร้องความสนใจนี่คือสิ่งที่ต้องคำนึง ส่วนเรื่องศีลธรรมนั่นแล้วแต่ว่าเขาจะอยู่ตรงไหน ผมว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาคือสิ่งที่อยู่ยาวนาน อย่างรายการชิงร้อยชิงล้าน อยู่มามากกว่าสิบปี ถ้าลงไปดูจริงๆ แล้วมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี มันเปลี่ยนอยู่ตลอด” วิรัตน์ กล่าว

ดังนั้น ถ้าไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก็ต้องวิ่งตามโลกไปให้ทัน นอกจาก ‘กิเลส’ แล้ว สิ่งที่คนต้องการมากที่สุดคืออะไร การคาดเดาล่วงหน้า ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น สิ่งที่คนชอบ นั่นคือคำตอบ

“แต่ละคนจะมีสิ่งที่ตัวเองอยากรู้อยู่ เช่น เรื่องที่เป็นกระแส มีข่าวนั้นข่าวนี้ เอ๊ะ เรื่องราวเป็นยังไง ใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง บางคนก็อยากจะเติมเต็มตัวเอง บางคนอยากจะหุ่นดีขึ้น อยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น อยากมีการเงินที่ดีขึ้น ก็จะหาทางพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ จะบริหารเงินยังไง ข้อมูลหรือพื้นที่สื่อไม่ควรจะมีแต่เรื่องพวกนี้ มีอีกหลายเรื่องที่เขาควรรู้ แต่เขาไม่รู้ว่ามันมีก็เลยไม่ได้สนใจ คนมักพูดกันว่าทำไมสื่อทำแต่ข่าวประเภทนี้ ก็จะมีคำตอบว่า อ้าว ก็เขาอยากรู้ยังไงล่ะ สื่อสะท้อนสังคมยังไงล่ะ ทำอย่างนี้ไม่ผิด แต่เราลืมไปว่าสื่อมีสองบทบาท หนึ่งคือสะท้อนสังคม สองมีหน้าที่ชี้นำสังคม 

เราควรจะเปิดประเด็นใหม่ๆ เรื่องใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยรู้ แต่ว่าเขาอาจจะชอบก็ได้ เช่นเรื่องการดูแลธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ใช้ถุงผ้า ไม่ใช่ปฏิเสธพลาสติก แต่ยังมีวิธีการดูแลโลกอีกร้อยวิธี เราสามารถเปิดประเด็นใหม่ๆ ให้กับสังคมให้ทุกคนควรรู้ได้ และเมืองไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เดอะคลาวด์จึงไปทำเรื่องต่างจังหวัดซะเยอะ คนในจังหวัดเองก็เพิ่งรู้ว่าจังหวัดเขามีสิ่งนี้ ผมว่าสื่อสามารถนำเสนอเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือไปก็ได้ 

คนชอบตัดสินว่ายอดวิวเยอะ แปลว่าดี ยอดวิวน้อยแปลว่าผิด ผมว่าไม่ใช่ ยอดวิวเยอะแปลว่ายอดวิวเยอะ ยอดวิวน้อยแปลว่ายอดวิวน้อย มีคนดูน้อย มีความหมายเท่านั้น คอนเทนท์บางประเภทยอดไม่เยอะหรอก

เมื่อเราเข้าใจสิ่งนั้นแล้วเราก็ควรทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ถ้าเรามีวิธีการหีบห่อให้มันดูกลมกล่อมขึ้น หาจุดระหว่างเรากับคนอ่านให้เจอ เรื่องก็สามารถละมุนละไมขึ้นได้ ไปถึงคนที่กว้างขึ้นได้” ทรงกลด กล่าว

ส่วนทีวี ก็ต้องปรับไปเหมือนกัน เพื่อเรียกร้องความสนใจและเอาคนดูให้อยู่ ด้วยการเปลี่ยนแปลงและคาดล่วงหน้าว่าคนจะสนใจในสิ่งนั้นๆ

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราทำอะไรใหม่ๆ อย่าง ‘Fight 10’ เอาพระเอกมาต่อยกัน ประกวดร้องเพลงก็เปลี่ยนไปร้องเพลงหันหลังฟัง หลับตาฟัง ความใหม่เป็นสิ่งที่ต้องมี ทีวีมีต้นทุนแพงในการทำ รายการไพร์มไทม์ ใช้เงินต่ำๆ 1 ล้านบาทต่อ 1 ชั่วโมง บางครั้งไม่มีสปอนเซอร์เลย 2 ชั่วโมงก็ 2 ล้าน แต่ทุกคนต้องการของใหม่ ใหม่บนพื้นฐานความเชื่อเดิมที่ทุกคนต้องการความสนุก ความบันเทิง ความน่าสนใจ มันจะเป็นแรงบันดาลใจหรืออะไรก็ได้ ไม่ใช่กระเพราไก่ไข่ดาวที่ต้องเหมือนเดิม คนดูจะบอกว่าสื่อบันเทิงอย่าเหมือนเดิมนะ เราต้องการของใหม่ จึงต้องผลิตของใหม่อยู่ตลอดเวลา 

ตอนนี้มียูทูบ เฟซบุ๊ก สามารถทำวิดีโอคอนเทนท์โดยที่ไม่เสียตังค์สักบาท มีกล้องหนึ่งตัว อยากเล่นเกมโชว์ก็เล่นไป ตีหัวกันเอง ตอบคำถาม ใช้ห้องที่บ้าน ทุกคนทำได้เลย เป็นโอกาสที่จะลองอะไรใหม่ๆ ได้อีกเยอะ แต่มีความแตกต่างกัน คนดูยูทูบจะดูสั้นๆ เร็วๆ ไม่ชอบก็เปลี่ยน แต่ถ้าเจอสิ่งที่ชอบก็ดูยาวเลย มากกว่าสิบนาที แล้วก็ดูต่อเรื่องแนวนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนทวิตเตอร์จะเป็นของวัยรุ่น สั้นๆ เพ้อๆ เร็วๆ อินสตราแกรม โชว์รูป ทีวีกับออนไลน์ต่างกันตรงที่ ออนไลน์เลือกได้ ทีวีเลือกไม่ได้ นอกจากเปลี่ยนช่อง” วิรัตน์ พูดถึงการปรับตัวของทีวี

การจะทำอะไรให้รอดจึงต้องรู้เขารู้เรา รู้ว่าคนดูเปลี่ยนไปยังไง เราเป็นใคร ไม่ใช่เห็นใครทำอะไรแล้วก็ทำตาม การสร้างความแตกต่างจึงสำคัญ

“ถ้าเราทำสื่อขึ้นมาหนึ่งสื่อ ท่ามกลางสื่อหมื่นกว่าสื่อ แล้วเราไม่แตกต่าง มันยากมากที่เราจะรอด จะแตกต่างได้อย่างไร ก็มองที่ตัวเรานี่ล่ะ มีอะไรเป็นจุดเด่น ที่ผู้อื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบเราได้ นี่ล่ะคือคาแรคเตอร์เรา เราก็เอาสิ่งนี้มาตั้ง แล้วดูว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร ทำยังไงให้มันแตกต่างออกไป แล้วก็ปรุงมัน ทำให้มันกลมกล่อม ถูกจริตคน ยิ่งเราปรุงมันได้กว้างแค่ไหน ก็ดึงคนได้มากเท่านั้น” ทรงกลด เสริม ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“ในทุกวิกฤตมันมีโอกาส เงินที่เคยรวมอยู่กับช่องทีวี หมื่นล้าน ตอนนี้อาจจะกระจายไปสู่หมื่นคน คนละล้านก็ได้ เด็กรุ่นใหม่คุ้นกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจะสบายกว่าเราเยอะ ซีอีโอของบริษัททั่วโลกก็เด็กๆ ทั้งนั้น 30 ต้นๆ

เป็นวิกฤติของคนรุ่นเก่าที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่วิกฤตสื่อ ถ้าเป็นอย่างนั้นคนก็จะไม่สนใจสื่อแล้ว นี่คนยังต้องการเสพสื่อ ต้องการอ่าน ต้องดู ต้องคุย แต่มันไปทางไหนล่ะ เราก็ไปทางนั้นที่คนเขาอยู่ หมู่บ้านนี้ไม่มีคนเขาอยู่แล้ว เราก็ต้องไป

ไม่ใช่เราต้องยึดมั่นให้คนกลับมาในหมู่บ้านนี้ มาสนใจสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา มันสวนทางกับการที่จะทำให้อยู่รอด เขาไปทางไหน ก็ดูเขาไปบ้าง แล้วก็ทำของที่เราอยากทำขึ้นมา ที่เขาจะสนใจ ก็น่าจะรอดได้ เราหนีตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว เราตัวเตี้ยไปเล่นบาสกับคนตัวสูงก็ต้องเล่นแบบเราให้ได้”

สุดท้าย คนจะเลือกเสพสื่อซึ่งตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ การเล่าเรื่องเก่ง การสื่อสารที่ดี ตรงกลุ่มเป้าหมาย สร้างฐานที่ดี มีตัวตน ทำสื่อด้วยความรักมากกว่าความเกลียด ถ้ามันดีจริง แล้วได้เจอกับคนที่อยากอ่านจริงๆ ก็จะอยู่รอดได้อย่างสบาย