หงส์แดง ความหวัง และหนังสือของ 'พริษฐ์ วัชรสินธุ'

October 8, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

เปิดหน้าคุย ถกความคิด เผยมุมมองและชีวิตของ ‘ไอติม – พริษฐ์’ ชนิดคำต่อคำ

HIGHLIGHTS

  • 'Why So Democracy ประชาธิปไตยมีดีอะไร' เป็นหนังสือเล่มแรกของ พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่เล่าถึงสารพัดคำถามและคำตอบเกี่ยวกับการเมือง ประชาธิปไตย สังคม ในมุมมองของเขา
  • นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว พริษฐ์ยังมีความสนใจอื่นๆ เช่น ฟุตบอล และทีมโปรดของเขาคือลิเวอร์พูล
  • ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และปัจจุบันได้ออกมาจากพรรคการเมืองแล้ว แต่เขายังมีแผนที่จะทำงานเพื่อสังคม และในอนาคตยังมีโอกาสที่จะกลับมาบนเส้นทางการเมือง

ระยะเวลาประมาณ 2 ปี ที่ชื่อของ ไอติม - พริษฐ์ วัชรสินธุ ถูกจดจำในฐานะนักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่ตั้งใจจะพลิกโฉมการเมืองไทยรูปแบบใหม่ในนามกลุ่มนิวเด็ม (New Dem) ทว่าผลลัพธ์กับบทบาทใต้ชายคาพรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นดังหวัง การหันหลังเดินออกมากลายเป็นอีกจุดเริ่มต้นของเขาได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ หนึ่งในนั้นคือการได้เป็นนักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือ ‘Why So Democracy ประชาธิปไตยมีดีอะไร’

  • หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร

คือต้องยอมรับว่านี่เป็นหนังสือเล่มแรกของผม ชีวิตนี้ไม่เคยได้มีโอกาสเขียนหนังสือมาก่อน พอทางสำนักพิมพ์ติดต่อมาถามว่าสนใจเขียนหนังสือไหม ผมตอบกลับไปว่าสนใจ พอถามว่าอยากเขียนเรื่องอะไร ผมก็เลยตัดสินใจว่าหนังสือเล่มแรกที่ผมอยากจะเขียนคือเรื่องประชาธิปไตย ส่วนตัวมันอาจจะมาจากการที่ผมสนใจด้านการเมืองเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แล้วผมก็เริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองมาได้ประมาณปีสองปี เราก็เล็งเห็นว่าในความเป็นระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยตอนนี้มันอยู่ในสภาวะที่ถดถอยค่อนข้างเยอะมาก ถึงแม้ว่าเราจะออกมาจากที่เราอยู่ภายใต้ในช่วงที่รัฐบาลรัฐประหารแล้วเนี่ย เราก็ยังเล็งเห็นว่ามันก็ยังมีหลายอย่างที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล อย่างเช่นภาพหนึ่งที่ถึงแม้คนไม่สนใจการเมืองก็จะเห็นติดตามากกับภาพที่มี ส.ว. 250 คน เข้ามาเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.ที่มาจากประชาชน อันนี้เป็นภาพที่แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคของ คสช.แล้ว ประเทศไทยก็ยังไม่กลับเข้าสู่ระบอบที่เป็นประชาธิปไตย

แต่ผมก็มองว่า นอกเหนือจากการเรียกร้อง หรือว่าพยายามพัฒนาประเทศให้ไปสู่จุดที่เป็นประชาธิปไตยแล้วเนี่ย ผมคิดถึงสิ่งที่สำคัญที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนเริ่มตั้งคำถามและทำความเข้าใจกับประชาธิปไตยมากขึ้น ผมมองว่าประชาธิปไตยมันไม่ได้เป็นอะไรที่ขาวดำ มันมีความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเป็นระดับๆ ไป ทำอย่างไรให้เราเข้าใจว่าแก่นแท้ของมันคืออะไร เพื่อที่ว่า เวลาเราพูดถึงการที่อยากจะได้ประชาธิปไตยมา เราพูดถึงสิ่งเดียวกัน อันนั้นคือแรงบันดาลใจเรื่องเนื้อหา

ทีนี้ ถามว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับประชาธิปไตย ผมก็นึกย้อนกลับไปถึงหนังสือที่ผมชอบในอดีตมีอะไรบ้าง ผมจำได้ว่าผมเริ่มจะสนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ จากการอ่านหนังสือ เช่น Undercover Economist ของ Tim Harford ซึ่งมันเป็นหนังสือที่พยายามอธิบายหลักการเศรษฐศาสตร์ที่ความจริงมันยากมาก ให้เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างชีวิตประจำวันเข้ามา เช่น เอ๊ะ ทำไมสตาร์บัคถึงขายกาแฟ 3 ขนาด ทำไมไม่สองหรือสี่ขนาด สมัยก่อนมันจะมีแค่แก้วเล็กกับแก้วใหญ่ เขานำเสนอแก้วขนาดกลางเข้ามาทำไม มันเป็นคำถามที่ใกล้ตัวมาก โดยเราจะเข้าใจกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ค่อนข้างซับซ้อนที่อยู่เบื้องหลังของมัน ผมก็เลยอยากจะนำตรงนี้เข้ามาใช้ใน

เรื่องของประชาธิปไตยว่าเป็นอย่างไร ทำอย่างไรให้ผมอธิบายประชาธิปไตยเป็นมุมที่ผมเข้าใจให้คนทั่วไปเข้าใจได้

  • ทำให้หนังสือเล่มนี้มีการยกตัวอย่างกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ตลอดแทบทุกบท?

ใช่ครับ เราพยายามจะยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุด อย่างเช่นเวลาเราพูดถึงความเท่าเทียม ผมก็จะเปียบเทียบถึงค่าตัวนักเตะว่าทำไมถึงต่างกัน เวลาพูดถึงเรื่องวิวัฒนาการของประชาธิปไตย ผมก็จะพูดถึงเรื่องโปเกมอนนิดหน่อย หรือว่าอะไรที่ผมมีประสบการณ์ส่วนตัวโดยตรง ผมก็พยายามมานำเสนอ เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว ประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว

แค่การเลือกหัวหน้าห้องตั้งแต่อยู่ประถม ผมว่านั่นเป็นสัมผัสแรกของเด็กหลายๆ คนกับประชาธิปไตย แต่จะเห็นว่าผมจะไม่พยายามบอกว่า หนังสือผมจะให้คำตอบ แต่แค่อยากให้หนังสือผมเป็นตัวจุดประกายในการตั้งคำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่ผมคิดว่าฟังตอนแรกอาจจะชะงักเหมือนกัน อาจจะงงเหมือนกันว่า เอ๊ะ คำตอบคืออะไร และถ้าอ่านสิ่งที่ผมเขียนมาก็ไม่ใช่ทุกบทที่ผมมีคำตอบ บางคำถามผมก็ยังไม่แน่ใจว่าคำตอบของผมคืออะไร แต่อย่างน้อยการที่เราให้คนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ผมคิดว่ามันช่วยในกระบวนการการเข้าใจเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองของเรามากขึ้น

  • เมื่อไม่ต้องการให้คำตอบ แล้วคาดหวังอะไร

ผมคาดหวังหลายอย่าง คือถ้าเกิดหนังสือผมทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจการเมืองหันมาศรัทธาและเชื่อมั่นในประชาธิปไตยมากขึ้น ผมคิดว่า ผมประสบความสำเร็จแล้ว เพราะว่าอย่างที่บอกคือ เราจะพูดกันเสมอว่าระบอบประชาธิปไตยมันถดถอย มีรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผมมีความเชื่อว่า ถ้าประชาชนทุกคนในประเทศไทยเชื่อมั่นในประชาธิปไตยจริงๆ รัฐประหารจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยู่ในจุดที่ทุกคนในประเทศสนใจการเมือง และเข้าถึงคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร มีดีอะไรก็จะทำให้เราพัฒนาระบบของประเทศเทศเราให้เข้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบได้

  • การทำงานกว่าจะออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้?

ก็ยอมรับว่าท้าทายกว่าที่ผมคิด ผมก็ไม่มีประสบการณ์การเขียนหนังสือมาก่อนเลย ส่วนมากที่เขียนก็มีเฟซบุ๊คบ้าง ซึ่งอาจจะโชคดีหน่อยตรงที่ผมเขียนอะไรลงเฟซบุ๊ค ฟีดแบคที่มักจะได้มาคือเขียนยาวไป ไปเขียนหนังสือดีกว่าไหม

ผมคิดว่ากระบวนการเขียนผมว่ามันมีคุณค่ามาก ไม่ใช่ว่าเราจะเขียนอย่างเดียวแต่เป็นการที่เราเขียนความคิดลงบนกระดาษ เพราะกระบวนการที่เรามานั่งเรียบเรียงคำพูด มานั่งจัดความคิดเรา มันเหมือนให้เราเช็คอีกทีว่า เอ๊ะ เราเชื่อในความคิดนี้จริงหรือเปล่า บางทีเรามีความเชื่ออย่างหนึ่ง เราอาจจะยังไม่ได้เรียบเรียงเป็นระบบเต็มที่ในสมองเรา แต่พอเราเขียนออกมา เพื่อให้คนมาเข้าใจในมุมมองของเรา เขียนมาสักพักนึง เฮ้ย ตรงนี้มันไม่เมคเซนส์นี่นา ตรงนี้ไม่จริงนี่นา ตรงนี้ย้อนแย้งนี่นา ก็เลยทำให้เราปรับความคิดเราไปเรื่อยๆ ผมเลยผมมีความสุขมากกับการที่ผมนั่งทบทวนความคิดของผมอีกครั้งหนึ่ง

  • ได้ทบทวนระหว่างบรรทัด เจอสิ่งที่เคยเชื่อแต่เปลี่ยนไปแล้วบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงขั้นเปลี่ยนความคิดนะครับแต่ว่ามันทำให้เราสื่อสารได้ชัดเจนขึ้น สมมติเราจะนำเสนอแนวคิดหนึ่ง แล้วพอเขียนออกมา ตรงนี้มันย้อนแย้งนี่นา ยังมีจุดบกพร่องอยู่นี่นา เราก็จะทำการบ้านหนักขึ้นว่าเราจะปิดจุดบกพร่องตรงนี้อย่างไร ถ้าคนแย้งเราเรื่องนี้เราจะตอบเขาว่าอย่างไร ผมเลยคิดว่ามันทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้นในความคิดผมด้วยและตื่นเต้นมากกับปฏิกิริยาหลังจากที่คนได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะบางประเด็นก็เป็นประเด็นที่ผมไม่เคยพูดมาก่อนเหมือนกัน อาจจะเห็นว่ามันมีประเด็นที่อาจจะดูแรงหน่อยกับคำถามที่ว่า เราควรรักชาติไหม? ผมก็พูดถึงความแตกต่างของการรักชาติกับการคลั่งชาติ มันก็จะมีเรื่องของรัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นอย่างไร ควรจะยาว ควรจะสั้น ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นใหม่ และเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาตื่นตัวมากขึ้นกับการเมืองในปัจจุบัน

72534135_2546372502088213_2590080264076001280_o

  • ในบทเกี่ยวกับความรักชาติ คุณเล่าถึงสถานการณ์ที่เจอคนเห็นต่าง คิดว่าควรรับมืออย่างไร?

คือผมคิดว่าเราต้องเริ่มต้นจากกลางๆ ก่อน ความเห็นต่างจริงๆ มันไม่ผิดแล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรที่แปลก ผมคิดว่าถ้าเราอยากเห็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตย เราต้องยอมรับได้ถึงความเห็นที่แตกต่างกัน พอเราเห็นในสิ่งที่แตกต่างกันแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เราหาจุดร่วมด้วยกันได้ ผมยกตัวอย่างนวัตกรรมอย่างหนึ่งที่ทางไต้หวันเขาใช้เพื่อแก้ปัญหา Grab เป็นปัญหาที่เห็นต่างกันสุดขั้วชัดเจน บางคนก็บอกว่าต้องถูกกฎหมายได้แล้ว เพราะเป็นเทคโนโลยีที่สร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนทั่วไปที่ต้องการเดินทาง อีกขั้วหนึ่งก็บอกว่าไม่ยุติธรรม คุณกำลังทำให้แท็กซี่ที่ต้องทำงานหนักเพื่อขอใบอนุญาต อยู่ดีๆ ก็ถูกแย่งงานโดยคนทั่วไป

ทางไต้หวันตอนแรกเขาก็ถามประชาชนถึงจุดต่าง ถามว่าคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย รวมกัน 50:50, 60:40 ก็ค่อนข้างครึ่งๆ เขาก็เลยเปลี่ยนวิธีการถามคำถาม เขาบอกว่า คนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เหมือนการที่เราไปบีบบังคับให้คนแตกแยกกัน ทำไมไม่ถามว่า หลักการ 10 ข้อ หลักการอะไรที่คนให้ความสนใจมากที่สุด เช่นความปลอดภัยของผู้โดยสาร เช่นไม่มีธุรกิจไหนผูกขาดโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง พอมันเป็นอย่างนั้นปุ๊บเราก็เริ่มเห็นแล้วว่าบางคนจากการที่ไม่อยากให้ Grab เป็นธุรกิจถูกกฎหมาย และอยากให้ Grab เป็นธุรกิจถูกกฎหมาย หรือว่านโยบายสำหรับ Grabใหม่ เช่น ไม่ว่าคุณจะชอบ ไม่ชอบ Grab ทุกคนก็เห็นด้วยว่าความปลอดภัยของผู้โดยสารสำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะชอบ ไม่ชอบGrab ถ้า Grab จะถูกกฎหมายอย่างไรก็ต้องห้ามผูกขาด พอมีแบบนี้ปุ๊บ มันก็จะเห็นจุดเริ่มต้นที่ดี รณรงค์ให้คนมาเห็น เริ่มต้นจากจุดที่เห็นร่วมกันมากกว่าจุดที่เห็นต่าง

  • ซึ่งบ้านเราขาดตรงนี้?

ผมไม่อยากจะบอกว่าขาดอย่างสิ้นเชิง ผมคิดว่าเราทำได้ดีกว่านี้ ต้องยอมรับว่า ผมเติบโตมาในยุคที่แบ่งสีเสื้อกันอย่างชัดเจน มันแทบจะพูดได้ว่าการที่ผมจะเห็นด้วยกับการกระทำของสีเสื้อใดสีเสื้อหนึ่ง ผมก็จะถูกตีตราว่าเป็นสีเสื้อนั้น พอผมเห็นด้วยกับสีเสื้อหนึ่ง ผมก็จะถูกตีตราว่าอยู่ฝั่งตรงข้าม มันเหมือนว่าผมเติบโตมาในสังคมที่ผมไม่สามารถพูดได้ว่าผมเห็นด้วยกับสีเสื้อนี้ และเห็นด้วยบางเรื่องกับสีเสื้อนี้ เหมือนกับว่าสังคมจะบีบบังคับให้ผมต้องเป็นสีเสื้อใดสีเสื้อหนึ่ง ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเราทำได้ดีกว่านี้ แล้วมิติใหม่ของความแตกแยกที่เราเห็น หลักๆ แล้วที่ผมเขียน คือเรื่องช่วงระหว่างอายุ เราจะเห็นว่า ด้วยโลกมันเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่ามันต่างกันเยอะกว่าสมัยก่อน เพราะฉะนั้นความไม่เข้าใจกันมันก็ง่ายขึ้น ลองคิดถึงประสบการณ์ของวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่เติบโตมาในโลกที่มีวิทยุ โทรทัศน์ กับวัยรุ่นที่เกิดมาในยุคที่มีทวิตเตอร์ ที่ได้รับข่าวสารผ่านโซเชียล พอประสบการณ์มันต่างกัน มันไม่แปลกที่ความคิดจะแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ แต่ทำอย่างไรเราจะสามารถหาจุดร่วมระหว่างคนทุกรุ่นได้ เพื่อที่จะนำประเทศไปข้างหน้า

  • หนังสือเล่มนี้มีความเป็นคุณอยู่เยอะมาก แต่ก็ยังมีข้อมูลเยอะเช่นกัน ต้องค้นคว้าเพิ่มแค่ไหน

คือความจริงถ้าเป็นในเรื่องของข้อมูลเนี่ย มันเป็นข้อมูลที่มันติดตัวผมมาตลอดอยู่แล้วจากการทำงานการเมือง คือผมมองว่าการทำอาชีพนักการเมือง มีจุดหนึ่งที่เป็นความท้าทายอยู่ เป็นความท้าทายที่ทำให้ผมชอบอาชีพนี้ ก็คือเหมือนกับว่าเราต้องรู้พื้นฐานทุกเรื่อง เพราะสมมติเราลงพื้นที่ไปเจอประชาชนที่เราจะอาสาไปเป็นตัวแทน เราไปบอกกับเขาไม่ได้นะว่า คุณมีปัญหาเรื่องสาธารณะสุขใช่ไหม ฉันไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ฉันทำแต่เรื่องของการศึกษา มันเป็นไปไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วคือต้องรู้พื้นฐานทุกๆ เรื่อง เพราะฉะนั้นการทำงานด้านการเมืองมันทำให้ผมต้องค้นหาข้อมูลพื้นฐานในทุกๆ ด้าน เพราะฉะนั้นส่วนมาก ข้อมูลที่นำมาใช้ในหนังสือก็จะเป็นข้อมูลที่ผมมีอยู่แล้วเสียส่วนมาก หรือว่าเป็นข้อมูลที่ผมอาจจะเก็บไว้แต่ไม่เคยพูดมาก่อน เพราะฉะนั้นเรื่องค้นคว้าอาจจะไม่ได้เยอะเท่ากับการเรียบเรียงความคิดให้มันแน่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้มากกว่า

  • ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเขียนเสร็จ

ผมมีเวลาไม่เยอะเพราะว่ามีเดดไลน์ที่บีบบังคับ ทั้งหมดก็ประมาณเดือนครึ่ง ซึ่งถือว่าเร็วมาก และผมก็มีงานประจำในช่วงเวลากลางวัน เพราะฉะนั้นผมก็พยายามจะเซ็ทเวลาว่า อย่างน้อยทุกวัน ต้องมีเวลาเขียนให้ได้วันละ 2-3 ชั่วโมง ผมต้องคำนวณตามภาษานักเศรษฐศาสตร์ เรามีเวลา 45 – 50 วัน มี 25 บท ก็เท่ากับว่า 2 วันต้องได้หนึ่งบท ผมก็ตั้งว่าบทหนึ่ง 3 หน้า หนึ่งวัน 1.5 หน้า เป็นระบบที่ต้องคุมไว้ให้ได้

71767145_2546372658754864_2404696444649865216_o

  • การลำดับเรื่องในเล่มนี้แต่ละบท?

คือผมก็เริ่มจากที่เราคิดก่อนว่า คำว่าประชาธิปไตยมีเรื่องอะไรบ้าง ในมุมหนึ่ง มีเรื่องของระบบเลือกตั้งเป็นอย่างไร ระบบรัฐสภาคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตย ประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งเกี่ยวข้องกันอย่างไร เรื่องของรัฐธรรมนูญ เรื่องของวุฒิสภา เรื่องของระบบทั้งหมด แล้วเราก็มาแตะเรื่องของความคิดด้วย เช่น ภายใต้ประชาธิปไตยมีหลายอุดมการณ์ เสรีนิยมคืออะไร สังคมนิยมคืออะไร คุณคิดอย่างไรเรื่องชาตินิยม คุณคิดอย่างไรเรื่องศาสนา เรื่องเทคโนโลยีเกี่ยวข้องอย่างไรกับประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผสมผสานทั้งหัวข้อที่เป็นหลักสำคัญ หรือว่าหัวข้อที่คนจะเห็นในหนังสือเรียนเกี่ยวกับรัฐศาสตร์มาบวกกับเรื่องที่น่าจะเป็นกระแสกับสังคมปัจจุบันด้วย เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องของช่องว่างระหว่างอายุ เรื่องของชาตินิยม ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันอยู่ในกระแสสังคมปัจจุบัน เราจะเห็นว่าทุกเรื่องมันไม่เป็นเรื่องที่มีคำตอบถูกหรือผิด นั่นก็อย่างที่บอก เรื่องเราควรรักชาติไหม ผมเชื่อว่าทำไมในเฟซบุ๊คถามคำถามนี้ก็มีคนมาตอบว่าควรไม่ควร มันเป็นเรื่องที่มันไม่มีอะไรถูกผิดในเชิงที่พิสูจน์ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ครับ

  • ความถูก-ผิด เป็นปลายเปิดอย่างนี้ นี่ก็คือประชาธิปไตย?

ใช่ครับ คือตอนที่ผมเป็นประธานสมาคมนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย หนึ่งในหน้าที่คือเราต้องจัดงานอภิปรายทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งตัวประธานต้องเป็นคนจัดหัวข้อ ผมก็จะนึกย้อนกลับไปสมัยนั้นว่า ผมเลือกหัวข้ออะไรบ้าง คือในฐานะที่ผมเป็นเด็กเศรษฐศาสตร์ หัวข้อมันก็จะไม่หลุดจากเรื่องของประชาธิปไตย ของการเมืองมาก ฉะนั้นผมจะตั้งหัวข้อที่มีทั้งคนเห็นด้วย และคนเห็นต่าง มีวิทยากรทั้งสองด้าน ที่จะมาให้ความรู้ได้ และมีความเปลี่ยนแปลง คือถ้าผมแพลนหัวข้อ ทำไมเชียร์ลิเวอร์พูลถึงดี ผมเชื่อว่าถึงเขียนหนังสือเล่มนี้ยาวแค่ไหน คนที่ไม่เชียร์ลิเวอร์พูลก็คงไม่เปลี่ยนมาเชียร์หรอก มันเป็นความคิดที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้แต่ผมอยากตั้งหัวข้อที่มีทั้งคนเห็นด้วย เห็นต่าง และมีความเห็นเป็นไปได้ว่าพอได้ยินข้อมูลต่างๆ ที่ผมเอามานำเสนอเนี่ย คนอาจจะมีความคิดที่เปลี่ยนไปกับเรื่องนั้น

  • คิดว่าคนไทยส่วนหนึ่งหรือส่วนมากยังคิดยังเชื่ออะไรผิดๆ เกี่ยวกับการเมืองหรือประชาธิปไตยบ้างไหม

ผมไม่อยากมองว่าคนบางคนเชื่อผิด แล้วมาเห็นแบบนี้อาจจะคิดว่าถูกต้องเสมอ เพียงแต่ว่าผมก็อยากให้มันไปจุดประกายมุมมองใหม่ๆ อย่างเช่นบทแรกที่ผมโยนไปเลยว่า ถ้าคนทั้งประเทศโหวดไม่เอาประชาธิปไตย เราควรจะทำอย่างไร มันก็จะไปจุดประกายความคิดที่ว่า ฉันอาจจะเคยนึกมาตลอดว่าประชาธิปไตยมันก็แค่การเลือกตั้ง แต่ถ้าเกิดมีการเลือกตั้งแล้วคนไม่เอาประชาธิปไตย แสดงว่าฉันก็ต้องไม่เอาประชาธิปไตยเหรอ เริ่มมีคนตั้งคำถามแล้ว หรือว่าประชาธิปไตยมันมีมากกว่าแค่การเลือกตั้ง

แม้กระทั่งนักวิชาการ นักปรัชญา นักรัฐศาสตร์ ทุกคนถกเถียงกันมาเป็นหลายร้อยปีแล้วยังตกลงกันไม่ได้ว่านิยามของคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร เพราะมันเป็นอะไรที่ถกเถียงกันในแวดวงวิชาการเยอะ แต่ผมแค่คิดว่าทำอย่างไรให้คนทั่วไปที่อาจจะไม่สนใจเรื่องวิชาการขนาดนั้น เข้าใจถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เขาถกเถียงกันอยู่

  • ในบรรดาเรื่องทั้งหมดที่เล่าผ่านหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องไหนบ้างที่อยากจะให้คนไทยเข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม

คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญคือเรื่องรัฐธรรมนูญ 60 ผมคิดว่าถ้าเราอยากให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะว่ามีหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอาจจะเป็นต้นตอความขัดแย้งในอนาคตได้ แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกาที่สำคัญที่สุดของประเทศเพราะฉะนั้นอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน คือรัฐธรรมนูญไม่ควรเขียนขึ้นมาเพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง มันควรเป็นกติกาที่เห็นพ้องต้องกันเหมือนกับกฎฟุตบอลครับที่มันไม่ควรเขียนให้ลิเวอร์พูลชนะทุกครั้ง มันควรถูกเขียนที่ทั้งลิเวอร์พูลและแมนยูโอเคกับมันแล้วค่อยมาแข่งกันอีกทีหนึ่งภายใต้กติกาที่เป็นกลาง เพราะฉะนั้นมันเป็นบริบทที่สำคัญมากของการเมืองไทย แล้วหลักการที่ผมนำเสนอไปคือเรื่องของวุฒิสภาเพราะคุณค่าอันหนึ่งที่ไม่ว่าจะเชียร์ฝ่ายไหนจะเห็นพ้องต้องกันคือทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากันในการบริหารประเทศ

แล้วอะไรเป็นอุปสรรคที่ขัดต่อหลักหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงมากที่สุดคำตอบคือวุฒิสภา ผมก็เลยนำเสนอเรื่องของตั้งคำถามว่า แทนที่จะถามแค่ว่า ส.ว. ควรมาจากการเลือกตั้ง ควรมาจากการแต่งตั้ง ส.ว. ควรจะมีอำนาจเท่าไร ทำไมมาย้อนถามจำเป็นไหมที่จะต้องมีวุฒิสภาในประเทศไทย เพราะหลายประเทศที่มีบริบทคล้ายๆ กับไทยที่มีรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่มีประธานาธิบดี ประเทศที่มีรัฐเดี่ยวที่ไม่ได้มีหลายรัฐ พื้นที่เยอะเกินไปปรับมาใช้ระบบสภาเดี่ยวกันส่วนมากแล้ว ข้อดีของการประหยัดงบประมาณความคล่องตัวในการออกกฎหมายให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก

  • นอกจากนี้มีเรื่องอะไรอีก

ก็เรื่องที่ผมผลักดันนอกจากหนังสือก็ตั้งกลุ่มให้ชื่อกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้าขึ้นมาเพื่อนำเสนอความคิดพวกเราให้กับสาธารณะ อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบสนใจเป็นพิเศษเรื่องอุดมการณ์ เพราะรู้สึกว่าบางคนเข้าใจผิดเรื่องของอุดมการณ์เหมือนกัน

  • อุดมการณ์เป็นนามธรรมมากนะ?

ใช่ บางคนถามว่าอุดมการณ์คืออะไร อุดมการณ์กินได้ไหมผมจะได้ยินคำถามนี้บ่อยผมก็อยากจะมาชี้แจงตรงนี้ว่า อุดมการณ์ก็เหมือนกับยา การรักษาคนไข้มีวิธีรักษาที่แตกต่างกันบางคนเชื่อว่าจะต้องให้ยาประเภทนี้ บางคนเชื่อว่าควรจะให้ยาประเภทนั้น แล้วก็ไปวัดกันว่าวิธีรักษาพยาบาลแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ คนไข้ก็มีสิทธิเลือกต่อไปที่จะเชื่อหมอคนนี้เพราะว่ายานี้ช่วยแก้ความเจ็บป่วยของฉันได้ ผมเลยพยายามบอกว่าอุดมการณ์ไม่ใช่อะไรที่กินไม่ได้ อุดมการณ์ก็เหมือนกับเมนูที่ประชาชนเลือกว่ายาประเภทไหนมันดีที่สุดสำหรับประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรเป็นยาที่ออกแบบประเทศควบคุมด้วยรัฐอย่างชัดเจนไหม หรือควรเป็นยาที่ปล่อยให้ประชาชนมีเสรีนิยมอยากจะทำอะไรก็ทำได้ไม่ต้องมีคนมาควบคุม หรือควรจะเป็นยาที่ต้องพึ่งระบบทุนนิยมเอกชนมามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

  • อุดมการณ์จริงๆ แล้วเป็นเรื่องปัจเจกไหม

ไม่ใช่นะครับ ผมมองว่าอุดมการณ์เป็นชุดความคิดว่าอะไรดีที่สุดของประเทศไทยหรืออะไรที่ดีที่สุดของประเทศนั้น ยกตัวอย่างเช่น อนุรักษ์นิยมบ้าง เสรีนิยม ทุนนิยม สังคมนิยม บางคนอาจมองไปถึงคอมมิวนิสต์ จะเห็นได้ว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยแต่ะละประเทศ อุดมการณ์ที่เป็นใหญ่หรือที่มีคนส่วนมากเห็นด้วยก็แตกต่างกัน อย่างช่วงสมัยก่อนเลยที่อเมริกาทุนนิยมก็เป็นอะไรที่มาแรง ถ้าย้อนกลับไปในสหภาพโซเวียตก็เป็นอุดมการณ์สังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ ผมก็แค่พยายามจะช่วยคนสร้างแมพหรือสร้างแผนที่ ว่าอุดมการณ์ที่ได้ยินที่ฟังดูซับซ้อนอนุรักษ์นิยมมันคืออะไรและมันแตกต่างจากอันอื่นอย่างไร จะเห็นได้ว่าผมพยายามวาดแผนที่สี่มิติที่แตกต่างกัน หัวซ้ายด้านเศรษฐกิจคืออะไร หัวขวาด้านเศรษฐกิจคืออะไร หัวซ้ายด้านสังคมคืออะไร หัวขวาด้านสังคมคืออะไร

72436955_2546372512088212_7905321585316200448_o

  • จริงๆ เรื่องการเมืองมันสำคัญกับคนไทยแค่ไหน

สำคัญ เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วการเมืองก็เป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนกำหนดทิศทางประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับมัน มันเหมือนไปลดความสำคัญของการมีสิทธิกำหนดว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าขั้นพื้นฐานที่สุด คือผมไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะลุกขึ้นมาแล้วอยากเป็นนักการเมืองแต่อย่างน้อยสนใจบ้านเมือง ในระดับที่เราออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ศึกษาข้อมูลดีๆ ว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับประเทศจริง แล้วไปใช้สิทธิตามความเชื่อของเราตรงนั้น เหตุอะไรที่เป็นความไม่ยุติธรรมเหตุอะไรที่ไม่เหมาะสมกับประเทศ ก็กล้าที่จะเรียกร้องที่เห็นแก่ประเทศ ผมคิดว่าอันนั้นเป็นสิ่งสำคัญทางการเมือง

  • ในหนังสือเล่มนี้ เล่าทั้งหมดที่อยากเล่าหรือยัง

ภายใต้กรอบของเวลาและพื้นที่ก็ระดับหนึ่งแต่ว่าผมต้องบอกว่าบทสนทนาทางการเมืองมันไม่มีจุดสิ้นสุด มันแลกเปลี่ยนกันไปได้เรื่อยๆ แต่สิ่งที่ผมตื่นเต้นตอนนี้คืออยากรู้ความคิดเห็นของคนที่หลังได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ใครที่เห็นด้วยกับผมด้านไหนใครที่เห็นต่างจากผมด้านไหน แล้วจุดนั้นอาจจุดประกายความคิดใหม่ๆ เข้ามาได้ จะเห็นผมเคยพูดถึงบทเสรีภาพในการแสดงความเห็น ที่ผมบอกว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยควรให้สิทธิทุกคนได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองโดยไม่ถูกปิดกั้นไม่ถูกเซ็นเซอร์ ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมากในการพัฒนาความคิด ผมจะไม่มีทางพัฒนาความคิดได้เลยถ้าไม่มีคนให้ฟีดแบคผมว่าเห็นด้วยกับผมตรงนี้นะ เห็นต่างตรงนี้นะ เคยคิดมุมนี้หรือยังเคยคิดมุมนั้นหรือยัง แต่การที่เราเปิดเสรีภาพในการแสดงความเห็นเนี่ยมันทำให้เราได้ยินข้อโต้แย้งต่างๆ เข้ามาได้ แล้วมาพัฒนาความคิดเราให้วิวัฒนาการไปในทิศทางที่สมบูรณ์ขึ้น ตอนนี้สิ่งที่ผมตื่นเต้นที่สุดคืออยากรอดูปฏิกิริยาคนต่อความคิดต่างๆ

  • ตลอดเวลาคุณคิดแต่เรื่องการเมือง?

ไม่ใช่ครับ (หัวเราะ)

  • มีมุมอื่น มีความสนใจอื่น?

ผมชอบดูบอลครับ ผมพยายามจะใส่ลิเวอร์พูลให้น้อยที่สุดในหนังสือ แต่อดไม่ได้รู้สึกว่าช่วงนี้มาแรง เป็นคนชอบดูบอลครับเป็นทั้งคนดูและเล่น เล่นทั้งในเชิงเตะบอลเล่นทั้งในเชิงเกมบอล ผมมองฟุตบอลเหมือนกับห้องที่ผมหลบหนีจากมรสุมชีวิตไปพักอยู่ได้ ไม่ว่าเครียดเรื่องอะไรก็ใช้ฟุตบอลนี้แหละเป็นทางออก ไปเตะกับเพื่อนบ้างไปดูบอลบ้าง มันมีภาพหนึ่งผมประทับใจ เข้าใจในฐานะคอบอลเข้าใจคอบอลเข้าใจความรู้สึกนี้เลยเป็นภาพของเด็กที่น่าจะเป็นลูคิเมียคือโรคมะเร็งใกล้ระยะสุดท้ายแล้วก็หัวล้านแล้วเขาก็ไปยืนถือเสื้อที่สนามบอลบนอัฒจันทร์แล้วพ่อเขาแอบถ่ายรูปจากข้างหลังแล้วเขาก็เขียนว่า 90 นาทีนี้เป็น90 นาทีเดียวที่ลูกเขาลืมไปว่าเขายังเป็นเด็กอยู่ อันนี้มันสะเทือนนะผมดูรูปนี้ก็สะเทือนจิตใจเหมือนกัน เราเข้าใจได้เลยผมอาจไม่ได้เจอเรื่องร้ายเท่ากับเด็กคนนั้น แต่ว่า 90 นาทีที่ผมดูบอลผมลืมเรื่องอื่นจริงๆ

  • อยู่ในวงการการเมืองทำให้เครียดมากเลยหรือ

เราก็ต้องหามุมที่คลายเครียดครับ ถามว่าการเมืองควรเป็นเรื่องเครียดไหม ผมว่าก็ควรนะเพราะว่ามันควรเป็นเรื่องที่เราควรจะจริงจัง เพราะสุดท้ายแล้วเราได้มีโอกาสเข้าไปทำงานการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนจริงการตัดสินใจของเรามันส่งผลกับชีวิตคนเป็นล้านคน เพราะฉะนั้นจะให้เราไม่จริงจังกับมันผมก็ว่าเป็นความไม่รับผิดชอบ แต่ในวันงานเราจริงจังขนาดนั้นก็ต้องมีมุมที่เราผ่อนคลายบ้างก็พยายามครับทั้งตอนหาเสียงหรือตอนนี้กับทีมงานก็พยายาม ช่วงงานก็งาน ช่วงเล่นก็เล่นครับ

  • ชอบฟุตบอลตั้งแต่เมื่อไร

ชอบตั้งแต่ไปเรียนอยู่ที่อังกฤษใหม่ๆ จริงๆ เริ่มเตะก่อนแล้วแต่เริ่มไปบ้าจริง ๆ ตอนอยู่อังกฤษเพราะเป็นโรงเรียนชายล้วน โรงเรียนประจำผมจึงอยู่กับสนามบอลและที่อังกฤษช่วงฤดูร้อนมันจะสว่างช่วงประมาณ 3-4 ทุ่มบางทีผมก็เตะถึงประมาณ 3-4 ทุ่ม

  • ความชอบก็มีหลากหลาย ไม่คิดเปลี่ยนจากนักการเมืองมาทำสิ่งที่ชอบ?

ผมก็ชอบการเมืองด้วยและผมไม่มีความสามารถเป็นนักเตะ ถ้าผมเตะเก่งเป็นนักเตะอาชีพได้ก็ไม่แน่ผมอาจจะเปลี่ยนเหมือนกัน

  • ในบทบาทผู้บริหารทีม?

บริหารทีมเราก็เห็นว่าคนที่ขึ้นมาบริหารทีมหลายคนก็คือเป็นนักเตะเก่า ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ครับ

72405577_2546372545421542_2606783847156678656_o

  • เปรียบเทียบทีมฟุตบอลที่รักกับประเทศชาติ?

ผมว่าทีมฟุตบอลเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองได้ คือผมพูดเสมอว่าที่ผมชอบลิเวอร์พูลโดยเฉพาะปัจจุบัน คือไม่มีนักเตะคนไหนใหญ่กว่าสโมสร จะเห็นว่าเจอร์เกน คล็อปป์ขายนักเตะไปกี่คนแล้ว เสียนักเตะคนหนึ่งไปมันทดแทนได้ ผมคิดว่านี่ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันสำหรับพรรคการเมือง สำหรับทีมฟุตบอล สไตล์การเล่นเปรียบเหมือนอุดมการณ์ที่ชัดเจน มันมากกว่าให้ 11 คนที่ไม่รู้จักกันมาเตะด้วยกัน แต่ต้องช่วยดึงจุดเด่นของทุกคนออกมา

  • เชียร์ลิเวอร์พูลแล้วมีความหวัง กลับมาดูบ้านเราสิ้นหวังไหม

ก็ไม่ขนาดนั้นครับ แต่อย่างหนึ่งที่เห็นคือลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จได้เขาไม่ได้ใช้เงินเยอะขนาดนั้นนะ เพราะว่าเงินที่ใช้ซื้อนักเตะใหม่ๆ เข้ามาที่อาจจะดูแพงอย่าง ฟาน ไดจ์ค เขาใช้เงินจากที่ขายนักเตะคนอื่นออกไป เมื่อเอารายจ่ายมาลบรายได้มันไม่ได้เยอะขนาดนั้น ถ้าเทียบกับแมนซิตี้ถ้าเทียบกับแมนยู เราจะเห็นว่าใช้เงินเยอะกว่าลิเวอร์พูลมาก

แต่ความสำเร็จก็ไม่ได้ซื้อมาได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นมันก็จะสะท้อนการเมืองไทยเหมือนกันในยุคที่มีโซเซียลมีเดียในยุคที่คนสนใจการเมืองมากขึ้น สนใจนโยนบาย สนใจประเด็นข่าวสารต่างๆ มากขึ้น ผมไม่คิดว่าการทำงานการเมืองในวันนี้จะต้องใช้เงินเยอะเหมือนสมัยก่อนแล้ว ถ้าเรามีนโยบายที่ชัดเจนถูกใจคน ตอบโจทย์ปัญหาชีวิตคนจริงๆ เราจะเป็นพลังใหม่ของการเมืองไทยได้โดยไม่ต้องพึ่งวิธีเก่าๆ

  • จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้เรารู้สึกผิดหวังไหม

ไม่นะครับ แน่นอนว่าความผิดหวังเป็นเรื่องปกติ ผมดีใจที่แพ้ก็ไม่ใช่ แต่ผมว่าในสังคมประชาธิปไตยมันก็เหมือนนกับฟุตบอลตรงที่ว่า เราลงแข่งขันเราทำได้เต็มที่ แต่เรามาลงแข่งขันโดยคาดหวังว่าจะชนะแน่นอนเนี่ย อันนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว เหมือนกันถ้าเราเป็นนักเตะเรารู้ว่าอย่างไรเราชนะแน่นอนแสดงคุณต้องฮั้วอะไรกับกรรมการแล้วละ มันไม่ใช่การแข่งขันที่เป็นกลางและเป็นธรรมแล้ว เพราะฉะนั้นการแข่งขันทุกอย่างเราต้องพร้อมชนะและพร้อมแพ้ ผมก็รู้สึกว่าเราก็ต้องทำเต็มที่เท่าที่ผมทำได้ว่าถ้าวันนั้นผลออกมาแล้วผมได้ไปเป็นตัวแทนผมว่าผมเตรียมการเตรียมงานไว้พร้อม มีนโยบายที่พร้อมจะไปทำทันที ให้แก่ประเทศให้แก่พื้นที่ แล้ววันที่ผมแพ้ผมพร้อมที่จะยอมรับแล้วก็น้อมรับการตัดสินใจของประชาชนแล้วก็มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

  • ถ้ามองไปข้างหน้ามีโอกาสการเมืองแบบไทยๆ จะเข้าร่องเข้ารอยเหมือนกับทีมฟุตบอลที่รัก?

มันก็ต้องมี ถ้าเราอยากเห็นการเมืองที่ดีขึ้นเราทุกคนก็ต้องมีส่วนเข้ามาทำให้มันดีขึ้น คือถ้าเราเห็นปัญหาเราแค่วิพากษ์วิจารณ์ขยี้ปัญหาอย่างเดียวแต่ไม่ได้ลุกเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้มันดีขึ้น แผลตรงนั้นก็ไม่หายไป อาจใช้เวลานานกว่า เพราะฉะนั้นผมก็อยากเห็นทุกคนตื่นตัวมากขึ้น แล้วก็หันมาเป็นส่วนหนึ่งในการพยายามเปลี่ยนที่เขาเห็นว่าไม่เป็นธรรมอยู่ในสังคมไทย ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ทุกคนต้องสนใจการเมืองขอแค่ทุกคนสนใจบ้านเมือง คือคุณไม่อยากเป็นนักการเมืองแต่คุณเห็นว่า ประเทศไทยใช้พลาสติกเยอะขนาดนี้ก็ทำอะไรสักอย่างที่รณรงค์ในการลดใช้พลาสติกหรือว่าเริ่มจากตัวคุณ ลดการใช้พลาสติกน้อยลง เริ่มไม่รับถุงพลาสติกบ้าง เริ่มพกกระติกน้ำมาที่ทำงาน ผมคิดว่าถ้าอยากเห็นประเทศดีขึ้นก็ต้องลุกขึ้นมาช่วยกันเปลี่ยน

  • ทุกวันนี้ยังเป็นอาชีพนักการเมือง?

ก็พูดยากครับคำนี้มันนิยามยาก แต่ว่าผมก็ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองไหน แล้วผมกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่งานประจำงานใหม่ ซึ่งอาจแตกต่างจากบริษัทใหญ่เอกชนที่ผมเคยทำมาแต่ว่าจะเป็นการริเริ่มธุรกิจอะไรหรือริเริ่มโซเซียลอินเตอร์ไพรซ์ ธุรกิจเพื่อสังคมของตัวเองซึ่งคงประกาศเร็วๆ นี้แต่ยังไม่คอนเฟิร์ม แต่ว่าเราก็อยากจัดสรรเวลาส่วนหนึ่ง อาจไม่เต็มเวลา ที่ยังทำงานการเมืองอยู่ นั้นหมายความว่ายังขวานขวายหาข้อมูลอัพเดทลงพื้นที่เข้าใจปัญหาของประชาชน ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง นโยบายที่คนฐานรากรู้สึกว่าพอใจแล้ว นโยบายที่คนไม่พอใจ แล้วก็เหมือนกับอัพเดทข้อมูลตัวเองเรื่อยๆ แลกเปลี่ยนกับกลุ่มที่จะมีอุดมการณ์คล้ายๆ กันแต่มาจากหลายแวดวงแลกเปลี่ยนความเห็นกัน แล้วงานตรงนั้นก็ยังทำอยู่ ไม่ใช่งานที่ได้รายได้อะไร แต่มันก็เป็นงานที่ผมคิดว่าช่วยให้ผมยังใกล้ชิดกับประชาชนอยู่ เพื่อสักวันหนึ่งผมจะได้กลับมาทำงานการเมืองอีกรอบ

  • ยังมองอยู่ว่าอีกสี่ปีหรือไกลกว่านั้น คุณอาจเข้ากลับมา?

ผมยังเชื่อศรัทธาทางการเมืองว่าการทำงานทางการเมืองผ่านระบบรัฐสภา จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศรวดเร็วและยั่งยืนที่สุด