"โฮโมดีอุส ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้"

October 5, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

ความโด่งดังและความน่าสนใจของหนังสือ “เซเปี้ยนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ” Sapiens : A Brief History of Humankind ของ “ยูวัล โนอาห์ แฮรารี” สร้างปรากฎการณ์ตื่นตะลึงเป็นกระแสให้ผู้คนที่สนใจการอ่านลุกขึ้นมา...

สำนักพิมพ์ยิปซี ตีพิมพ์หนังสือในชุดนี้มาแล้วสองเล่มคือ เล่มแรก Sapiens กับเล่มที่สาม “บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21” 21 Lessons for the 21st Century ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ล่าสุด ได้เปิดตัวเล่มที่สอง “โฮโมดีอุส ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้” Homo Deus : A Brief History of Tomorrow เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา

a2

“สิ้่นสุดการรอคอย หนังสือเพิ่งออกจากโรงพิมพ์มา 3 วัน โฮโมดีอุสเล่มนี้มียอดขายในต่างประเทศไม่น้อยไปกว่าเล่มแรก (เซเปี้ยน 90 ล้านเล่ม) คือ 60 ล้านเล่ม มีคนดังๆ Influencer ต่างๆ ทั่วโลกพูดถึงเยอะมาก ในเมืองไทย คนที่รอไม่ไหวก็ไปซื้อเล่มภาษาอังกฤษมาอ่าน กระทั่งมีคนทำเพจขายหนังสือเล่มนี้แบบพรีออเดอร์ที่ถูกกว่าและแถมกระเป๋าเหมือนกันออกมา นั่นทำให้รู้ว่าเราไม่ได้ขาดแคลนคนอ่าน หนังสือยังเป็นที่ต้องการของตลาด

ปกติพิมพ์หนังสือ 2000 เล่มขายได้ 500 เล่มก็ดีใจฉลองกันแล้ว แต่ “เซเปี้ยน” ในหนึ่งเดือนขายได้ 5000 เล่ม ผมไปงานแฟรงเฟิร์ตบุ้คแฟร์ ได้คุยกับเอเจนซีจากประเทศจีน เขาดีใจมากที่เราได้หนังสือทั้ง 3 เล่มนี้มาแปล เขาบอกว่าที่จีนขายได้ 1 ล้าน 5 แสนเล่ม หนังสือของยูวัลสร้างปรากฎการณ์ไปทั่วโลก บางคนคิดว่าผมฟลุ๊คที่ได้สามเล่มนี้มา ขอตอบอย่างชัดเจนว่า ผมไม่ฟลุ๊ค ผมซื้อลิขสิทธิ์เล่มนี้มา 4 ปี ก่อนที่ทั้่งโลกจะรู้จักกับยูวัล ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักยูวัลเลย ทั้งผมและสำนักพิมพ์ต่างๆ ผมให้ทีมงานแปลออกมาดูสัก 2 บท พอเอามาอ่านแล้วรู้สึกว่า ไม่แปล ไม่ทำเล่มนี้ ไม่ได้ จากนั้นมาก็ให้นักแปลแปล แปลไม่ดี เราจ่ายเงินทิ้ง จนมาถึงมือของ อ.นำชัย

แม้ว่า Digital Disruption จะมีปัญหากับวงการหนังสือหรือวงการการอ่านมากสักแค่ไหน เราได้ทำหนังสือแล้วคนอ่านมีความสุขแล้วเนื้อหาสาระพัฒนาต่อยอดได้ หน่วยงานต่างๆ สั่งซื้อมาเพื่อไปสร้างแรงบันดาลใจต่อให้กับทีมงาน ไม่ว่าหนังสือจะขายดีหรือขายไม่ดี เราก็มีความสุขที่ได้ทำ เหมือนกับเช็คสเปียร์บอกว่า ถ้าเกิดว่าได้จูบเธอแล้วฉันจะต้องตกนรกฉันก็จะจูบ เพราะว่าฉันจะลงไปที่นรกแล้วก็บอกกับพวกยมทูตและคนในนรกว่าฉันเคยขึ้นสวรรค์มาก่อนแล้ว ฉันมีความสุข” คธาวุฒิ เกนุ้ย บรรณาธิการอำนวยการ กล่าวเปิดงาน

ต่อด้วยการพูดคุยบนเวทีถึงเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อย่างเข้มข้น นำทีมโดย “ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้แปล, ธิดา จงนิรามัยสถิต ผู้แปลร่วม(เล่ม 2,3), นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา (หมอเอ้ว) นักเขียน, อนุรุทธ์ วรรณพิณ ผู้ก่อตั้งร้าน Readery และ Readery Podcast, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียน ผู้ผลิตรายการ เถื่อน Travel ดำเนินรายการโดย ทราย เจริญปุระ นักแสดง นักอ่าน

a4

“เล่มแรก เซเปี้ยน จะเล่าเรื่องราวจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนโฮโมดีอุสเล่มที่สองเล่าว่าเราจะไปไหนกันต่อ ลองนึกภาพนักประวัติศาสตร์ที่มีความรู้อยู่เต็มหัวจะเล่าเรื่องเยอะมากให้อยู่ในหนังสือ 610 หน้า จินตนาการทำให้มนุษย์มีความคิดมีสติปัญญาแต่มีความรับผิดชอบน้อยมาก ควบคุมตัวเองได้น้อยมาก แล้วโลกจะอยู่กันยังไง ช่วงครึ่งหลังเมื่อผนวกกับความรู้ใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ จะมีเรื่อง AI มีเรื่อง BioTechnology เข้ามาเกี่ยวข้อง อนาคตเป็น Alternative Future ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นอย่างที่เขาบอก หลายเรื่องที่เขาเขียนถึงก็ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น มนุษย์สามารถทำให้ได้ดีกว่าที่มันเป็นไปตามกราฟ เช่น อุณหภูมิของโลก มันไม่ควรจะขึ้น ถ้าเราร่วมมือกัน ทำตัวเป็นพลเมืองโลก คิดว่าเราเป็นคนของโลก ผมมีเวลาแปล 8 เดือน การแปลหลายสาขาเป็นความยากประมาณหนึ่ง โชคดีที่ผมเป็นหนอนหนังสือตั้งแต่เด็กอ่านสารพัดทุกเรื่องฉะนั้นคำที่เขาพูดถึงก็จะคุ้นๆ ไม่รู้สึกว่ายากเกินไปนัก” ดร.นำชัย พูดถึงหนังสือทั้งสามเล่มให้ฟัง

สิ่งน่ากลัวในอนาคตที่หนังสือเล่มนี้พูดถึงคือ การหลอมรวมของเทคโนโลยีด้าน AI กับ ชีววิศวกรรม เข้าด้วยกัน...

“เทคโนโลยี 2 สายจะมามีผลกระทบต่อเราสูงสุดเลย สายแรกเป็นเรื่อง AI ทำให้มันคิดแทนเรา จนมนุษย์สู้มันไม่ได้ ต้องสร้าง AI มาแข่งกับมัน สายที่สอง ชีวะจะอัพเกรดมนุษย์ ตอนนี้เรามีเทคโนโลยีชะลอความแก่ แต่อนาคตข้างหน้า 20-50-100 ปี มันจะยืดออกแล้วรีเวิร์สย้อนกลับทำให้เราเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ด้วย ปัจจุบัน พันธุวิศวกรรม ชีวะวิศวกรรมชีวะเคมี ชีวภาพ ไม่มีทางจะเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ได้ แต่ในอนาคตมันจะเชื่อมได้ มีโครงการที่พยายามจะอัพโหลดความจำของเราขึ้นไปเก็บไว้ในเครื่อง ลองนึกภาพ ถ้าเอาเครื่องของทุกคนมาต่อกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เราจะมีอินเตอร์เน็ทแบบที่ไม่ต้องพิมพ์” ดร.นำชัย เสริม

“มันมีประเด็นอะไรบางอย่างทำให้เราคิดมากขึ้น การพยายามแก้ปัญหาในร่างกายมนุษย์ เวลามีเชื้อโรคเข้ามา ร่างกายตอบสนองอย่างไร การรักษาคนไข้จิตเภท จะมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้วแพร่กระจายออกไปทำให้เกิดอาการชัก วิธีแก้คือตัดตรงจุดก่อนที่มันจะแพร่กระจาย ร่างกายเราเป็นแบบนั้น เป็นอัลกอริทึ่ม แล้วเราจะมีชีวิตเพื่ออะไร” ธิดา จงนิรามัยสถิต (ผู้แปลร่วม เล่ม2,3) กล่าว

“มันเป็น May Set แบบหนึ่ง มีงานวิจัยบอกว่าเป็นไปได้ที่เอกภพที่เราอยู่เป็นเพียงภาพโฮโลแกรม เหมือนเขาบอกว่าเราทุกคนไม่ใช่นีโอ เราอยู่ในเมททริกซ์ จริงๆ เราไม่มีตัวตน ตัวจริงนอนเอ้งเม้งอยู่ที่ไหนสักที่ แต่ตอนนี้เรารู้สึกเป็นจริงเป็นจังมาก เพราะมันเป็นวิธีคิดแบบหนึ่ง ถ้าตั้งขึ้นมาแล้วใช้ประโยชน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ เขาก็ Mention เรื่อยๆ มันก็จะกลายเป็นกล่องวิธีคิดแบบใหม่” ดร.นำชัยกล่าว

a1

ขณะที่ “วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” พูดถึงหนังสือเล่มนี้ว่า...

“โฮโมดิอุสต่างจากเซเปี้ยนเยอะมากตรงที่เซเปี้่ยนเอาหลักฐานทางประวัติศาสตร์มายึดโยงแล้วก็เล่ามาถึงปัจจุบัน ขณะที่โฮโมดิอุสเป็นความคิดเห็นความคิดของผู้เขียนทำให้เราเถียงได้ง่ายมาก มีอะไรแย้งได้ตลอดเวลา สิ่งที่ยูวัลพูดไม่ต่างจากพระพุทธเจ้าพูดว่ามนุษย์เป็นอัลกอริทึ่มอย่างหนึ่ง กิเลสเป็นเรื่องสมมติ ตัวตนเป็นเรื่องสมมติ พอถอดมาก็ไม่เหลืออะไรเลย อนัตตา มันเป็นแมสเซจเดียวกันเพียงแต่ใช้ภาษาในปัจจุบัน คำถามแรกเลยที่เขาว่า มนุษย์วิเศษตรงไหน ศาสนาเก่าบอกว่ามนุษย์มีจิตวิญญาณ ยูวัลก็เอาการทดลองในอดีตที่พยายามบอกว่ามนุษย์มีจิตวิญญาณมา สุดท้ายวิทยาศาสตร์ก็ไม่ค้นพบจิตวิญญาณ เขาบอกว่าจิตวิญญาณมันคือเรื่องหนึ่ง ขณะที่การรู้สึก สำนึก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าวิญญาณที่บอกว่าตายแล้วไปเกิดใหม่ หรือว่าไปหาพระเจ้า ในแต่ละศาสนา มันมีอยู่จริงหรือเปล่า หรือไอเดียว่าถึงจุดหนึ่งมนุษย์จะกลายเป็น Set ของ delta ตัวมนุษย์จะหายไป เพราะเราไม่มีความจำเป็นต่อโลกอีกแล้ว เซเปี้ยนพูดเรื่องชีวะเรื่องอารยธรรม แต่โฮโทดีอุสพูดถึงประวัติศาสตร์และอนาคตการมองโลกของมนุษย์ ทั้งมองตัวเอง มองสังคม และมองจักรวาลว่าเรามีจุดยืนยังไง มนุษย์จะหาความหมายอย่างไร ในเมื่อเราเป็นอัลกอริทึ่มมาตลอด ไม่ว่าอุดมการณ์ ศาสนา เขาชวนเราคิดว่าจะเอายังไงต่อดี”

a3

มาฟังความคิดเห็นของคุณหมอบ้าง...

“ไม่แปลกใจที่บอกว่ามนุษย์เป็นอัลกอริทึ่ม คนในวงการปรัชญา วงการสมอง พูดเรื่องนี้มาเยอะมาก เป็นการรวมไอเดียต่างๆ มาในประสาทที่รับรู้อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับสมองก็มีความคิดว่ามนุษย์เรามี Free Will (จิตจำนงเสรี) คือคิดจะทำอะไรต่างๆ ได้เองหรือเปล่า โดยไม่ต้องมีใครสั่ง หรือเราทำตามข้อมูลต่างๆ ที่มันไหลผ่านสมองมา เป็นคำถามที่มีมานานแล้วว่า มนุษย์ไม่มี Free Will มนุษย์คิดว่าตัวเองเป็นคนวิเศษ แต่จริงๆ แล้วเป็นคาร์บอนเบส ตัวคาร์บอนตัวหนึ่ง ทางด้านหมอ ทางด้านชีววิทยา คนก็เป็นฮาร์ดแวร์ ซึ่งมาจากโมเลกุลที่คาร์บอนเบส ไม่จำเป็นว่าต้องเบสตรงคาร์บอน จะเบสตรงอะไรก็ได้ มันเหมือนเขาไปหาสิ่งมีชีวิตที่ต่างดาว เราจะนิยามว่าสิ่ีงนั้นมีชีวิตได้อย่างไร ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้คาร์บอนเบส” นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา (หมอเอ้ว) นักเขียน แสดงความคิดเห็น

เป็นหนังสือที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เหมาะกับการเพิ่มความรู้ความคิดเพื่อตั้งรับกับปัจจุบันและอนาคตต่อไป