สิทธิ-ศักดิ์ศรี พริตตี้-ผู้หญิง

September 26, 2019
by ชุติมา ซุ้นเจริญ

อย่ารอให้พฤติิกรรม 'หมาหยอกไก่' กลายเป็นอาชญากรรม หยุดการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ

ลัลลาเบลไม่ใช่รายแรกของพริตตี้สาวสาย N ที่ถูกล่วงละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้จะเป็นข่าวดังติดอันดับในโลกโซเชียลตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่แก่นแท้ของปัญหานี้ก็ยังเป็นแค่ภาพเบลอๆ ที่หลายคนมองไม่เห็น และบางคนจงใจไม่มอง

เมื่อหลายปีก่อนมีเรื่องราวของสาวพริตตี้ที่ถูกลวนลามจากผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นลูกหลานสื่อยักษ์ตระกูลดังมาแล้ว แต่ข่าวก็เงียบหายไป เธอกัดฟันต่อสู้เพื่อปกปกสิทธิศักดิ์ศรีของตัวเอง แต่กลับถูกต่อว่าด่าทอ จนเจ้าตัวแทบจะถอดใจ

‘จุดประกาย’ เคยนำเสนอเรื่องนี้เมื่อปี 2560 ขออนุญาตยกข้อความบางส่วนของการให้สัมภาษณ์มาเล่าใหม่อีกสักครั้ง

ปลายปี 57 ทำงานเป็นพริตตี้ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว ได้รับงานจากคนที่อ้างตัวเป็นโมเดลลิงให้ไปโชว์ตัว ร้องเพลง แถวพหลโยธินซอย 9 เป็นร้านอาหารของนายจ้าง ถ้าเป็นภาษาของพริตตี้เขาจะเรียกว่างานเอนเตอร์เทน ก็มีพริตตี้ทั้งหมด 3 คน เวลางานก็คือ 4 ทุ่มถึงตี 2 พอไปถึงที่งานมีผู้ชายทั้งหมด 5 คน แล้วเป็นคนที่มีชื่อเสียงด้วย

ช่วงแรกก็มีการเล่นเกมมีการดื่มกัน พอหลังจากเที่ยงคืนเขาบอกว่า ขอกอดหน่อยได้มั้ยซึ่งเราก็ปฏิเสธ พอหลังจากนั้นเขาก็เข้ามาขอกอดอีก เราก็ไม่ยอม เขาบอก "มึงมาขายตัวที่นี่แล้วมึงมาเล่นตัวทำไม มึงเล่นตัวเพื่อที่จะอัพค่าตัวเหรอเราก็ตกใจ เราไม่ได้ขายตัว เขาไม่พอใจ ด่า แล้วก็ทำร้ายร่างกาย ทั้งตบตี กระทืบ กระชากผม ผลักเราเข้าไปในห้องน้ำ ใช้ขวดตีเป็นปากฉลามจะแทงเรา แต่โชคดีที่เขาล้มลงไปก่อน แล้วเราก็หนีออกมาได้

หลายปีกับการต่อสู้เพื่อทวงถามความเป็นธรรม พริตตี้สาวรายนี้บอกว่าไม่เพียงต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเอง ความรู้สึกของคนในครอบครัว ต่อสู้ในเรื่องของคดีความ ยังต้องต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รวมถึงคนในสังคมที่มองว่า “เป็นเรื่องเล็กน้อย” หรือ... “สมควรโดนแล้ว!”

คำพูดที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ สะท้อนว่าสังคมไทยยังมองอาชีพนี้เป็นการขายเรือนร่างความเซ็กซี่ มากกว่าการทำอาชีพสุจริต 

จริงอยู่ที่สภาพแวดล้อมในการทำงานของสาวๆ เหล่านี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่เรียกว่า ‘คุกคามทางเพศ’ (Sexual Harassment)

ทว่า ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน...ไม่มีความชอบธรรมสำหรับการคุกคามทางเพศไม่ว่ากรณีใดๆ กับคนอาชีพไหน หรือแม้แต่เพศสภาพอะไร

แม้จะไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่าในบ้านเรามีผู้ที่ถูกลวนลามคุกคามทางเพศจำนวนเท่าไรในแต่ละปี แต่เป็นที่รู้กันในกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน เกิดขึ้นกับคนในทุกสาขาอาชีพ ทุกสถานที่ และทุกเวลา

ไม่ว่าจะเป็น ภายใต้รั้วของหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล เทศบาล ที่ว่าการอำเภอ บ้านพักข้าราชการ บริษัทเอกชน สถานเริงรมย์ วัด โรงเรียน บนรถ ไปค่าย ไปทำงานวิจัย...

โดยสิ่งที่สังคมมักจะเข้าใจกันผิดๆ เสมอ ก็คือ ผู้ถูกกระทำคงจะสวยบาดตา เซ็กซี่บาดใจ หรือแต่งตัวล่อแหลม กิริยายั่วยวน... ซึ่งก็ไม่ใช่อีก!

หลายครั้งพบว่าการคุกคามทางเพศมักเกิดขึ้นบนพื้นฐานความสัมพันธ์ทางอำนาจมากกว่า เช่น เจ้านาย-ลูกน้อง นายจ้าง-ผู้รับจ้าง ซึ่งในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ที่มองเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ แน่นอนว่า... ผู้หญิงธรรมดาๆ คือเหยื่ออันโอชะเสมอ

และแม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎหมายที่พอจะคุ้มครองผู้ถูกคุกคามทางเพศได้ อาทิ กฎหมายแรงงาน, พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่กำหนดรูปแบบการกระทำที่ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศไว้ในหลายรูปแบบ

เริ่มตั้งแต่ การกระทำด้วยการสัมผัสทางกายที่มีลักษณะส่อไปในทางเพศ เช่น การจูบ การโอบกอด การจับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ฯลฯ

การกระทำด้วยวาจาที่ส่อไปในทางเพศ เช่น การวิพากษ์วิจารณ์ร่างกาย การพูดหยอกล้อ พูดหยาบคาย ฯลฯ การกระทำด้วยอากัปกิริยาที่ส่อไปในทางเพศ เช่น การใช้สายตาลวนลาม

การทำสัญญาณหรือสัญลักษณ์ใดๆ การแสดง หรือสื่อสารด้วยวิธีการใดๆ ที่ส่อไปในทางเพศ เช่น การแสดงรูปลามกอนาจาร ส่งจดหมาย ข้อความ หรือการสื่อสารรูปแบบอื่น ฯลฯ หรือการแสดงพฤติกรรมอื่นใดที่ส่อไปในทางเพศ ซึ่งผู้ถูกกระทำไม่พึงประสงค์หรือเดือดร้อนรำคาญ

แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่ถึงขั้นข่มขืน หรือเสียชีวิต เป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจ และกลายเป็นภาระทางความรู้สึกของตัวผู้ถูกกระทำเองมากกว่า

เพราะหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่่ตรวจสอบ-ดำเนินคดี และคนรอบข้าง มักมองว่าเป็น “เรื่องเล็กน้อย” ยิ่งเมื่อเกิดขึ้นกับคนที่มีหน้าที่เอ็นเตอร์เทน ประเด็นแบบนี้ก็จะเข้าข่าย ‘หมาหยอกไก่’ ขอให้ยอมความกันไป

แต่ถ้าเป็นกรณีของเจ้านาย-ลูกน้อง ก็จะกลายเป็นเรื่อง ‘สมภารกินไก่วัด’ ถ้าไก่วัดขัดขืนก็อาจไม่มีวัดอยู่ และถ้าต่อสู้...คนไม่น้อยก็จะเชื่อสมภาร เพราะมีเครดิตมากกว่า เป็นเรื่องที่สู้ก็เจ็บ ยอมก็จบ !

เมื่อกฎหมายไม่สามารถตัดไฟตั้งแต่ต้นลม หลายกรณีก็เลยบานปลายกลายเป็นคดีข่มขืน และอาจจบลงด้วยความสูญเสีย จากนั้นสังคมค่อยมาสงสารเห็นใจ ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว

ที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามรณรงค์ยุติการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ รวมถึงการให้ความรู้และวิธีป้องกันตัวเองจากการคุกคามทางเพศโดยเฉพาะกับผู้หญิง แต่ดูเหมือนว่าสถิติเหล่านี้แทบจะไม่ได้ลดน้อยลงเลย

เช่นเดียวกับทัศนคติของคนในสังคมที่ไม่ว่าจะยุคอนาล็อกหรือดิจิทัล การเพ่งโทษหลายๆ ครั้งมักพุ่งตรงไปที่ ‘เหยื่อ’ ซึ่งเป็น...ผู้หญิง ว่าแต่งตัวโป๊บ้างละ ให้ท่าบ้างละ ไม่ระวังตัวเองบ้างละ พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานที่สุ่มเสี่ยง ต่างๆ นานา

จะดีกว่าไหม ถ้าสังคมหันไปชี้นิ้วที่ผู้ชายในฐานะผู้กระทำ(บ้าง) อบรมลูกชายให้รู้จักการยับยั้งชั่งใจ สร้างค่านิยมที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

...ไม่ต้องรอให้ หมายอกไก่กลายเป็นอาชญากรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า !

 

---------------------

คอลัมน์ สมรู้ | ร่วมคิด

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซคชั่นจุดประกาย