ชีวิตด้อย...ออกแบบได้

August 1, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

เมื่อสังคมออกแบบได้ ตัวอย่างดีๆ ของการหยิบยื่นโอกาสให้กับคนที่แตกต่าง

HIGHLIGHTS

  • พวกเรามีรอยร้าวกันทุกคน ถ้าไปค้นพบดีๆ แล้วยอมรับในสิ่งที่เราผิดพลาด มันเป็นบทเรียนที่ดี ทำให้เราเติบโต แข็งแรง กลายเป็นคนที่มีประโยชน์ ถ้าเราเรียนรู้จากตรงนั้น ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ 
  • การมองลูกที่เป็นออทิสติก พ่อแม่ต้องใจนิ่งก่อน ต้องคิดว่า เขากำลังบอกว่า พ่อช่วยหนูด้วย แม่ช่วยหนูด้วย ถ้าเรามีคำนี้อยู่ในหัวใจ อะไรก็ได้ที่ลูกเราทำได้เราจะทำทุกอย่าง

ชะตากรรมอาจทำให้หลายคนขาดโอกาส แต่สังคมสามารถสร้างสรรค์โอกาสใหม่ๆ ให้พวกเขาได้เสมอ... เมื่อไม่นานมานี้ ในงาน SET Social Impact Day ที่รวบรวมวิทยากร 35 ท่าน 60 ธุรกิจเพื่อสังคม มาช่วยกันขบคิดแก้ปัญหา หัวข้อหนึ่งจึงเป็นเรื่องการออกแบบสังคมเพื่อคนด้อยโอกาส

6

โดยกลุ่มคนด้อยโอกาสในที่นี้หมายรวมถึง คนพิการ คนเร่ร่อน ผู้พ้นโทษ เด็กออทิสติก โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการ ผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ-องค์การยูนิเซฟ ระบุว่าคนไทยมีคนพิการประมาณ 3.7 ล้านคน คิดเป็น 5.5% ของประชากรประเทศ ส่วนมากบกพร่องทางการได้ยินและบกพร่องทางการเคลื่อนไหวร่างกาย ในจำนวนนี้มีงานทำเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีกฎหมายบังคับว่า สถานประกอบการใดที่มีพนักงาน 100 คนจะต้องรับคนพิการทำงาน 1 คน แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่เป็นไปได้ตามนั้น

 

‘โอกาส’ ของคนไม่สะดวก

“คนพิการไม่ได้มีอยู่จริง มีแต่สภาพแวดล้อมที่พิการ” ประโยคอมตะนี้ คือสิ่งที่ยืนยันว่า สังคมเป็นปัจจัยสำคัญในความปกติสุขของคนที่ถูกมองว่า ‘ด้อยโอกาส’

ที่บริษัทแพรนด้า จิวเวลรี่ หัวหน้าคนงานผู้เป็นโปลิโอทำงานอย่างแข็งขัน โดยมีหัวหน้าช่างเป็นคนแคระยืนอยู่ใกล้ๆ นั่นเกิดจากแนวคิดที่ชัดเจนของ ปราโมท เตียสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. แพรนด้า จิวเวลรี่ 

 

“ผมไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนพิการ แต่มองว่าเขาเป็นคนไม่สะดวก เป็นหน้าที่ของคนในสังคมที่จะต้องทำ เป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลพนักงานทุกคนด้วยความเต็มใจ มนุษย์เรามีความสามารถไม่จำกัด เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมได้เปิดโรงเรียนเอาคนไม่สะดวกในการได้ยินมาฝึก 20 คน จนกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบขยายไปยังกาญจนบุรี พิษณุโลก ทุกวันนี้โรงเรียนเหล่านั้นก็ส่งพนักงานเข้ามาอยู่ในบริษัทของเรา”

 

นอกจากการรับคนไม่สะดวกหลายประเภทเข้าทำงานแล้ว บริษัทแพรนด้ายังให้ความสะดวก จัดโต๊ะพิเศษเครื่องมือพิเศษให้กับคนแคระ จัดลำโพงกับระบบคอมพิวเตอร์อักษรเบรลล์ให้กับโอเปอเรเตอร์ที่ไม่สะดวกในการมองเห็น และเปิดคอร์สสอนภาษามือให้กับทุกคนที่อยากสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานด้วย

3

"ผมเอาคนแคระมาหางานให้เขาทำ ท้าทายมาก ให้เขามาฝังเพชรเม็ดที่เล็กที่สุด เพราะมือเขาเล็กมาก เขาทำได้ และทำได้ดี เขาภูมิใจมาก โทรคุยกับเพื่อนบอกว่า ชีวิตดีฝังเพชรจนเบื่อ เขาได้ยินคำว่าเป็นภาระมาตลอดชีวิต ตอนนี้เขาส่งเงินให้พ่อแม่ได้ นี่คือสิ่งที่สวยงามสำหรับผม สังคมเราจะเจริญเติบโตได้ต้องให้โอกาสตัวเองสร้างความสวยงามให้กับชีวิตตัวเอง ที่สำคัญเขาไม่ต้องการความสงสารหรือคำว่าสงสาร ชีวิตเขาเกิดมามีแต่คนพูดคำว่าสงสาร เขาต้องการโอกาส ต้องการความสะดวกมากกว่า” ปราโมท ย้ำถึงความสำคัญของโอกาส

5

 

เช่นเดียวกับบรรยากาศในร้าน 60 Plus Bakery ถนนราชวิถี ของ คริสโตเฟอร์ เบญจกุล นักแสดงหนุ่มที่ประสบอุบัติเหตุจากการลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยกลางถนน จนตัวเองโดนรถชนกลายมาเป็นผู้ไม่สะดวก ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้โอกาสน้องๆ ออทิสติกเข้ามาทำงานด้วย

"ขั้นแรกเราต้องเปิดใจให้เขาก่อน เปิดใจยอมรับเขา บางทีเขาอาจจะดื้อ ซน บางคนกระโดดตลอดเวลา สมองเขายังเป็นเด็กมาก บางคนสมองดี เรียงคุกกี้บนถาดห่างกันสองนิ้วได้เป๊ะๆ ส่วนการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่ที่ใจเราว่าจะสู้หรือเปล่า ตอนแรกผมขึ้นรถไฟฟ้าเวลายืนเจ็บมากๆ จากส้นเท้าช็อตไปถึงสมอง ผมเจ็บทุกก้าวเดิน แต่ก็เดินจนมันไม่เจ็บเอง ต้องถามคุณหมอว่ากล้ามเนื้อคุณยังพอจะสู้ได้หรือเปล่า”

 

สิ่งสำคัญที่ทำให้คริสมีพลังยืนหยัดมาถึงทุกวันนี้มาจากคนรอบข้าง พ่อและแม่ให้กำลังใจเขาเสมอ "you can do it" ทำให้คริสนำสิ่งนี้มาเทรนน้องๆ "สู้ๆ คุณทำได้" อยู่ที่คุณว่าจะทำหรือไม่ทำ...

 

"คนไม่พิการจะมองคนพิการว่าทำอะไรไม่ได้เลย ให้ไปขอทานกับขายล็อตเตอรี่เถอะ จริงๆ ไม่ใช่ เขาทำได้หลายอย่าง คุณให้โอกาสเขาแสดงความสามารถดีกว่า” คริสกล่าว

2

‘กำลังใจ’ หนทางกลับใจ

 แม้จะเป็นเพียงอดีต แต่อดีตนักโทษก็กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มคนด้อยโอกาสทางสังคม จากสถิติปีล่าสุดมีนักโทษสูงถึง 350,000 คน และเมื่อพ้นโทษออกมาภายใน 3 ปีจะมีการกระทำผิดซ้ำจนต้องกลับเข้าไปถึง 32 เปอร์เซ็นต์

“เราเป็นกลุ่มคนด้อยโอกาสที่ทำผิดกฎหมาย ทำร้ายสังคม เข้าไปอยู่ในเรือนจำ คนเห็นแล้วรู้สึกกลัว ผมเป็นอดีตนักโทษกระทำความผิดซ้ำ 9 ครั้ง จนคนมองว่าไม่สามารถจะกลับตัวได้ แต่วันนี้ผมสามารถทำได้แล้ว เหตุที่กระทำความผิดซ้ำเกิดจากความรู้สึกเราพัง เรากลัว เราโดนตอกย้ำมากๆ จนคิดว่าไม่สามารถเข้ากับคนในสังคมปกติได้ ก็ไปคบกับกลุ่มที่ไม่สามารถทำงานสุจริตได้ พากันไปทำความผิดซ้ำอีก” หรั่ง - อัครินทร์ ปูรี ช่างทำกีตาร์แฮนด์เมด ผู้มีจิตอาสาช่วยเหลือผู้ต้องโทษ กล่าว และว่า การเยียวยาคนกลุ่มนี้ ความเข้าใจคือพื้นฐานสำคัญ

“ถ้ารู้วิธีประคับประคองให้โอกาสเขา มีความเมตตาสงสาร เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเขา ก็จะช่วยได้ สิ่งเดียวที่ผมใช้เวลาช่วยเหลือเพื่อนๆ อดีตนักโทษก็คือ สร้างเขาเป็นเพื่อน ทำให้เขาไว้ใจ ไปหาเขาที่บ้าน สร้างกำลังใจใหม่ ปลูกฝังเขา ไม่เคยมีสะพานสำหรับคนที่กลับตัวได้ เราต้องมีวิธีสำหรับการอยู่ในสังคม คุณต้องอดทน คุณต้องทำงานสุจริต คุณอยู่ได้ มีเราเป็นเพื่อน จนตอนนี้มีนักโทษที่สามารถกลับเนื้อกลับตัวได้เข้าสู่สังคมหลายร้อยคน เมื่อก่อน ก่อนที่ผมจะมาเปิดเผยตัวเองมันยากมาก ผมเชื่อเสมอว่าถ้าเรากลับตัวทำอาชีพสุจริตอยู่ในสังคม วันหนึ่งเขาจะยอมรับ”

สำหรับกลุ่มผู้ต้องโทษหรือเยาวชนผู้ผ่านสถานพินิจมาแล้วนั้น หรั่งบอกว่าสามารถติดต่อเขาได้โดยตรง ยังมีพื้นที่ให้สร้างอาชีพ มีหลายองค์กรอยากจะช่วยเหลือ

"เราไม่สามารถเปลี่ยนสังคมได้ เราไม่สามารถเปลี่ยนความจริงได้ เวลาผมช่วยนักโทษผมจะบอกเขาว่าคุณต้องมีภูมิคุ้มกัน คุณต้องสู้ สังคมไทยคุณออกไปคุณต้องเจอคนมอง ดูถูกอยู่แล้ว คุณต้องมีพลังบวก เราต้องสร้างพลังบวก สร้างพลังใจให้เข้มแข็งกับตัวเรา เพราะความจริงก็คือความจริง เราไม่รู้ว่าอนาคตทุกอย่างจะดีขึ้นหรือเปล่า มีเด็กสถานพินิจไปทำงานโดนเขากล่าวหาว่าขโมยของ ผมก็บอกว่าคุณต้องสู้ ต้องพิสูจน์ตัวเอง แล้ววันหนึ่งความจริงจะพิสูจน์ตัวมันเอง ท่านไหนสนใจช่วยเหลือลองกลับไปถามตัวเองว่า สามารถมีช่องทางการให้โอกาสคนเหล่านี้ได้แบบไหนบ้าง สิ่งเดียวที่ทุกคนพูดคือโอกาส แต่สำหรับกลุ่มผมคือ โอกาสบวกกับให้อภัยครับ”

1

ศิลปะเยียวยาหัวใจ 

อีกมุมหนึ่งของสังคม คนเร่ร่อนถือเป็นกลุ่มคนด้อยโอกาสที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน “พวกเรามีรอยร้าวกันทุกคน ถ้าไปค้นพบดีๆ แล้วยอมรับในสิ่งที่เราผิดพลาด มันเป็นบทเรียนที่ดี ทำให้เราเติบโต แข็งแรง กลายเป็นคนที่มีประโยชน์ ถ้าเราเรียนรู้จากตรงนั้น ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ดิฉันได้รู้จักฝรั่งคนหนึ่งเขาชอบเล่นสเก็ตบอร์ด แล้วพลาดพลั้งทำไวโอลินหัก แต่มันยังสีได้ บอกเขาว่า เก่งจริงสีไวโอลินแล้วขึ้นสเก็ตบอร์ดสิ เขาก็ทำได้ดีด้วย เป็นอัลบั้ม broken violin แตกหักแต่มันยังมีเสียงและเพราะได้ มีความเป็นเอกลักษณ์ของเขาเอง” ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ ผู้ผลักดันโครงการ The Broken Violin กล่าว

ภัทราวดีทำงานศิลปะกับกลุ่มคนต่างๆ มากว่า 50 ปี ออกไปพบเด็กที่อยู่ตามชุมชน เหมือนโรงเรียนเคลื่อนที่ สอนเด็กๆ ให้เรียนรู้ ขณะเดียวกันเธอก็ได้เรียนรู้จากเด็กๆ ว่าประเทศนี้ขาดอะไรและต้องการอะไร เด็กบอกว่าอยากมีลานสเก็ตบอร์ด เธอก็เอาครูที่เป็นช่างก่อสร้างมาสอนให้เด็กเทปูนลานสเก็ตเอง เพนท์เอง เธอว่าเสน่ห์ของศิลปะคือวิธีการเข้าถึงคนกลุ่มนี้และทำให้เขาแสดงศักยภาพออกมา

 

“ต้นไม้สวยๆ วาทศิลป์ดีๆ พูดเพราะๆ ความสะอาดก็เป็นศิลปะ เมื่ออยู่ในสภาพที่ดี จิตใจเขาก็จะดี พูดกับเขาดีๆ พูดคุยกันมีประสบการณ์อะไรเขาก็อยากเป็นอย่างนั้น ที่สำคัญคนที่จะมาเป็นแบบอย่างให้กับเขา ต้องเก่งแบบสุดยอดขั้นเทพ เขาถึงจะอยากต่อสู้แล้วก็อดทนเพื่อที่จะเป็นอย่างนั้น”

 

ในฐานะคนที่ทำงานด้านนี้ ศิลปะคือเครื่องมือในการชั่งตวงวัดที่วัดความเจริญของประเทศทุกประเทศทุกชุมชน “บางคนว่าศิลปะสิ้นเปลือง เหลวไหล แต่จริงๆ มันชี้วัดความเจริญทางด้านจิตใจ สุขภาวะ รสนิยม ศิลปะมีประโยชน์มากมาย นอกจากร้องรำทำเพลง ที่แคนาดา มีตาแก่นักกายกรรม 3 คน ตกงาน ไปขอใต้ถุนวัดสอนเด็กๆ เอาความรู้มาข้ามสายพันธุ์ จากกายกรรมมาเป็นแดนซ์เป็นมิวสิค เป็นแสงสี นักธุรกิจเห็นเข้าเอามาเล่นที่โน่นที่นี่ เริ่มเป็นโชว์เป็น Cirque du Soleil โด่งดังไปทั่วโลก กองขยะกลายเป็นโรงละครที่สวยงาม ตาแก่ 3 คนจ่ายภาษีให้รัฐบาลปีหนึ่งกว่า 2,000 ล้านเหรียญ”

สำหรับผู้มีจิตใจอยากช่วยเหลือ สามารถช่วยได้ด้วยการให้อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์ดนตรี เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดสมาธิ เกิดความคิดอยากจะเรียนหนังสือ

“การเล่นสเก็ตบอร์ด ก็เหมือนมนุษย์ที่ล้มแล้วต้องลุก ล้มแล้วมีแผล ลุกขึ้นมาบอกไม่เจ็บ ความเจ็บหายไปเพราะมีความมุ่งมั่น อดทน เอาสเก็ตบอร์ดมานำ พอเล่นได้ เขาก็อยากจะตัดผม อยากจะเรียนภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กออทิสติก ถ้าเขาชอบอะไรแล้วจะขั้นเทพเลย เราต้องดูว่าเขาชอบอะไร แล้วก็ส่งเสริม ทำงานกับเด็กออทิสติกสบายใจนะเพราะไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ถ้าคนไหนชอบบัญชีแล้วเป็นนักบัญชีได้ วิเศษเลยนะเพราะว่าจะไม่โกง แล้วถ้าคนไหนชอบการเมืองสามารถเป็นนักการเมืองได้ โอโห ยิ่งวิเศษเลย”

4

‘ครอบครัว’ คือยาวิเศษ

เมื่อปัญหาแตกต่างกัน การเยียวยาก็ไม่เหมือนกัน ในกรณีของเด็กออทิสติก อันดับแรกต้องเริ่มจากครอบครัวก่อน ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานบริษัท ออทิสติกไทย วิสาหกิจเพื่อสังคม เล่าประสบการณ์ในการดูแลเด็กกลุ่มนี้ว่า

“อยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ลูกท่านไม่ได้มีความบกพร่อง ไม่ได้มีความพิการ ลูกท่านมีความพิเศษอยู่ในตัวเอง ค้นให้พบ แล้วสนับสนุนเขา แล้วช่วยเขาอย่างต่อเนื่อง ผมทำมา 30 ปี ทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจ เป็นความสำเร็จที่มหัศจรรย์ ถ้าเราไม่ทำ เราตายตาไม่หลับครับ การมองลูกที่เป็นออทิสติก พ่อแม่ต้องใจนิ่งก่อน ต้องคิดว่า เขากำลังบอกว่า พ่อช่วยหนูด้วย แม่ช่วยหนูด้วย ถ้าเรามีคำนี้อยู่ในหัวใจ อะไรก็ได้ที่ลูกเราทำได้เราจะทำทุกอย่าง” 

ด้วยความที่มีลูกชายเป็นออทิสติก ทำให้ชูศักดิ์มีแรงบันดาลใจในการสร้างงานให้กับเด็กออทิสติก ต่อสู้เรื่องการศึกษา จัดอบรมเด็กออทิสติก จัดเทรนนิ่งสร้างการจ้างงานให้กับบริษัทต่างๆ ปีละ 100 คน ที่สำคัญพ่อแม่มักไม่รู้ว่าลูกตัวเองทำอะไรได้ เด็กออทิสติกมีตั้งแต่อัจฉริยะไปถึงพัฒนาการล่าช้า พวกเขามีความบริสุทธิ์ ไม่มีความเครียดในตัวเอง นอกจากมีอะไรมากระตุ้น โกหกไม่เป็น ซื่อสัตย์ ตรงเวลา ตกลงกันไว้ยังไงก็ต้องเป็นแบบนั้น

สำหรับบริษัทออทิสติกไทยเพื่อสังคม ปัจจุบันสามารถนำเด็กเข้าไปทำงานในบริษัทได้ประมาณ 300-400 คน ด้วยการสื่อความหมายให้เข้าใจว่าเด็กออทิสติกมีศักยภาพอย่างไร บริษัทต้องการพนักงานลักษณะไหน งานที่ทำมีอะไรบ้าง

"พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมด้วย มาซัพพอร์ท ต้องมีความร่วมมือทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง ตัวเชื่อมตรงกลางคือฝ่ายเทรนนิ่ง เด็กออทิสติกทำได้ทุกอย่างถ้าให้โอกาส เป็นเชฟก็ได้ เป็นนักแสดงก็ได้ อะไรที่ทุกคนทำได้เขาก็ทำได้ ถ้ามีโอกาส ผมมีคาถา อดทน อบอุ่น เอาใจใส่ ให้โอกาส 4 อ.นี้ถ้าเรามีให้กันและกัน เราทุกคนอยู่กันได้อย่างมีความสุข” ชูศักดิ์ กล่าว

นอกจากการช่วยเหลือคนด้อยโอกาสให้อยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุขแล้ว ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ การสอนให้เด็กๆ เข้าใจและรู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่นที่แตกต่างจากตนเอง เพื่อว่าเขาจะได้ไม่สร้างปัญหาให้กับคนอื่น และช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับคนทุกกลุ่ม