เมื่อแกร็บ(จะ)ถูกกฎหมาย

June 25, 2019
by บัณรส บัวคลี่

บทวิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาคาราคาซังของรถบริการผ่านแอพพลิเคชั่น

ขณะเขียนต้นฉบับยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี แต่ก็เป็นที่ยืนยันได้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้นั่งว่าการกระทรวงคมนาคมค่อนข้างแน่ จึงเกิดมีข่าวว่าจะมีการแก้กฎกระทรวงเพื่อให้รถบริการผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง แกร็บ (และอื่นๆ) ถูกกฎหมาย ระดับที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเตรียมร่างแผนปฏิบัติรองรับเอาไว้แล้วด้วย

ถามว่าดีไหม? ... ตอบได้เลย ดีสิครับ!

เพราะมองไปรอบๆ ตัว ที่สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย แม้กระทั่งเวียดนามมีบริการรถเอกชนเรียกผ่านแอพพลิเคชั่นวิ่งกันทั่วไป ไม่มีการหลบๆ ซ่อนๆ แอบมารับผู้โดยสารในสนามบิน เล่นเอาเถิดกับเจ้าหน้าที่และรถเจ้าถิ่นอย่างในบ้านเรา

พรรคภูมิใจไทยประกาศเป็นนโยบายตั้งแต่หาเสียงว่าจะเอาแกร็บขึ้นจากใต้ดิน ในเมื่อมีข่าวว่าจะได้คุมคมนาคมย่อมต้องทำตามที่ประกาศ หรือ ต่อให้พลิกโผพรรคอื่นมาคุม อย่างไรเสีย จะช้าจะเร็วมันก็ต้องมีการเคาะโต๊ะตัดสินใจในเรื่องธุรกิจใหม่แชร์ริ่งอีโคนอมีอยู่ดี

เพราะเราช้ากว่าเพื่อนบ้านไปหลายก้าวแล้ว!

สิงคโปร์เพื่อนบ้านของเรามีการกระทบกระทั่งระหว่างแท็กซี่กับอูเบอร์-แกร็บมาตั้งแต่เริ่มมีบริการนี้ใหม่ๆ นโยบายของรัฐบาลเขาชัดเจนมาก แม้ตอนแรกจะยังไม่มีกฎหมายเปิดช่อง แต่เขาก็อนุโลมหลับตาข้างดูผลของมัน ไม่ใช่แค่แอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่ หากยังเปิดกว้างสำหรับธุรกิจใหม่ยุค 4.0 สตาร์ทอัพต่างๆ ทั้งหมด... มาเลเซียก็เช่นกัน

วิธีการของสิงคโปร์คือเอาคนขับแกร็บมาขึ้นทะเบียน อบรมขอใบอนุญาตขับขี่รถแท็กซี่แบบไม่เต็มเวลา (Private Hire Car Driver Vocational License – PDVL) แล้วก็มีเงื่อนไข เช่น ภาษาอังกฤษสื่อสาร/การทำประกัน ฯลฯ ขณะที่แท็กซี่เจ้าเดิมรัฐบาลก็เอาใจปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสารที่ผันแปรกับช่วงรถติด ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ คนธรรมดาที่จะปลีกเวลามาขับแกร็บเป็นรายได้พิเศษมีไม่มากนอกจากเวลางาน ส่วนแท็กซี่ที่วิ่งเร่ร่อนไปมานั้นคือแท็กซี่อาชีพที่รู้ช่องทางและธรรมชาติของผู้โดยสารอยู่แล้ว แกร็บต้องยกระดับการบริการอื่นที่แท็กซี่ปกติไม่มี ใช่บริการ Grab family มีคาร์ซีทสำหรับเด็กติดกับรถ อะไรทำนองนี้

สรุปว่าของใหม่กับแท็กซี่ของเดิมเขาอยู่กันได้มา 2 ปีแล้ว โดยมีผู้ประกอบการที่ถือใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะทั่วไปสำหรับผู้ประกอบอาชีพ กับใบขับขี่แบบไม่เต็มเวลาแยกกันไปเลย ส่วนมาเลเซียนั้นเขาเอาเข้าระบบกันเมื่อปีที่แล้ว เขาจำแนกรถให้แบบใหม่ว่าเป็น รถเรียกบริการผ่านอิเลคทรอนิคส์ E-hailing services คนขับก็ต้องมีใบขับขี่พิเศษเหมือนกับสิงคโปร์ โดยของมาเลย์เรียกว่า PSV- Public Service Vehicle license

กลับมาที่บ้านเรา .. อันที่จริงการทำให้รถบริการสาธารณะเรียกผ่านแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่าแกร็บ หรืออะไรก็ตามที่จะมาใหม่ไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่นโยบายชัด แก้กฎกระทรวง มีมาตรการลงทะเบียน มีเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ปฏิบัติมันก็ถูกกฎหมายแล้ว

จากใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล ก็ให้มีใบขับขี่พิเศษขึ้นมาอีกระบบอะไรก็ว่าไป...ในทางกฎหมายไม่ยาก

แต่ปัญหาของบ้านเราไม่ได้อยู่แค่การทำให้ถูกกฎหมายแค่นั้น ที่เป็นปัญหาจริงๆ ก็คือต้องทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมอยู่ได้ หรือได้รับผลกระทบน้อยสุด แล้วก็อยู่กันได้ด้วยดี

นี่ไม่ง่ายเลย!

ในกรุงเทพฯ ปัญหาอาจจะไม่เกิดกับแท็กซี่มากนัก แต่อาจจะไปเจอกับวินมอเตอร์ไซด์เครือข่ายใยแมงมุม ตามจุดสำคัญในบ้านเราล้วนแต่มีขาใหญ่คุม ที่ผ่านๆ มาแกร็บไบค์ก็มีทับเส้น ทะเลาะเบาะแว้งกับเจ้าถิ่นเป็นข่าวบ่อยๆ อย่าลืมว่าเสื้อวินดีๆ ตัวหนึ่งราคาหลักแสนนะครับที่เป็นต้นทุนเบิกทางทำมาหากินใน ‘ถิ่น’ นั้น ระบบเก่าต่างจากระบบใหม่ก็ตรงนี้

จากในกรุงเทพฯ มองออกไปยังต่างจังหวัดบ้าง

เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่มีรถแดงวิ่งเหมือนแท็กซี่นี่กระทบกระทั่งกับแกร็บเป็นประจำ เขาว่าค่าป้าย(เหลือง)ของรถแดงน่ะ ซื้อขายกันแพงมาก ไหนจะค่าเข้าร่วมสหกรณ์รายปี ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่มีต้นทุนค่าใช้จ่าย

คนขับแกร็บที่เชียงใหม่เล่าให้ฟังว่าระยะหลังการจะเข้าไปรับผู้โดยสารในสนามบินยากมาก เจ้าหน้าที่เข้มงวด หากเจอก็จับ/ปรับ เพราะเขาต้องปกป้องคิวลีมูซีนกับแท็กซี่คิวซึ่งกำหนดราคาตายตัว แล้วก็ไม่ใช้แท็กซี่มิเตอร์ทั่วไปที่จะวนไปรับได้

ระบบและโครงสร้างผลประโยชน์ของรถสาธารณะต่างๆ ทั้งแท็กซี่ ตุ๊กๆ มอเตอร์ไซด์ในบ้านเรามีความซับซ้อน ผูกพันกับขาใหญ่ในแต่ละพื้นที่ ทั้งๆ ที่บางกิจการก็ไม่ได้ถูกกฎหมายอะไรเลย นี่ล่ะคือปมที่น่าติดตาม หากว่ารัฐบาลใหม่เดินหน้าทำให้รถเรียกผ่านแอพพลิเคชั่นถูกกฎหมายขึ้นมา ความขัดแย้งใหม่-เก่าอาจจะโผล่ยุบยับ เพราะแต่ละพื้นที่มันก็มีผลประโยชน์เฉพาะพื้นที่ตน

ถามว่าถ้าไม่ทำได้หรือไม่? โดยส่วนตัวคิดว่าหากประเทศไทยของเรายังมียุทธศาสตร์ให้เป็นเมืองปลายทางท่องเที่ยวสำคัญของโลก รายได้หลักเสาหนึ่งคือการท่องเที่ยวแล้วไซร้ มันหนีไม่พ้นที่ต้องทำเรื่องนี้ให้ชัด 

จะเอาอย่างไรกับธุรกิจใหม่ sharing economy ที่มี e- นำหน้าทั้งหลาย เพราะบริการเหล่านี้เป็นมาตรฐานปกติของเมืองใหญ่ระดับโลกกันจนหมดแล้ว เอาแค่เพื่อนบ้าน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียเขาก็ชัดเจนของเขา อินโดนีเซียนั้นมีสตาร์ทอัพชื่อดัง Go-Jek ที่จะมาแชร์ส่วนแบ่งในบ้านเราด้วยซ้ำไป ส่วนธุรกิจห้องพักแชร์ริ่งอย่าง airbnb นั้นก็เป็นมาตรฐานปกติของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วโลกไปแล้วเช่นกัน รัฐบาลหลายประเทศจำใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ มาตรฐานห้องพักก็ไม่ใช่มีแค่โรงแรมแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว

เรื่องการทำให้แกร็บและแอพพลิเคชั่นเรียกรถถูกกฎหมายจึงเป็นความจำเป็นที่โลกมันหมุนเร็วและมากำหนดให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองตาม ต่อให้พรรคการเมืองไม่ประกาศเป็นนโยบาย ที่สุดแล้วโลกก็บังคับให้รัฐเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ดี

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่ามีความเจ็บปวด ไม่ลงตัว และมีผู้เสียประโยชน์จากระบบเดิมๆ ที่ถูกทำลายลงด้วย เราอาจจะได้เห็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครยกขึ้นมาพูดดังๆ เช่น ค่าวินที่นี่ที่จ่ายไปแล้วเท่าไหร่ ค่าป้ายและหัวคิว ฯลฯ ขอให้ชดเชยเยียวยาจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น

++++++++++

คอลัมน์ : สมรู้ | ร่วมคิด

กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ฉบับวันที่ 24 มิ.ย.62