สนทนาภาษาอาหาร...กับ ณรงค์ รู้จำ

June 20, 2019
by เอื้อพันธุ์

เรื่องของ ‘อาหาร’ มีภาษาเฉพาะ มีความสละสลวย งดงาม และเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีจินตนาการ พร้อมกลิ่นและรสชาติหอมอบอวล แม้ไม่ได้มีอาหารสักจานอยู่ตรงหน้า...

        เมื่อเปิดประเด็นเรื่อง “เทรนด์อาหารโลก” กับ ณรงค์ รู้จำ ผู้อยู่ในแวดวงสื่ออาหาร อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Thailand Restaurant News มานาน 15 ปี วันนี้เขาแต่งตัวใหม่ใน บุ๊คกาซีน เล่มใหม่ในชื่อ RAW ซึ่งออกมาท้าทายวงการสิ่งพิมพ์ด้วยตีพิมพ์เล่มแรกเมื่อปี 2018 ในธีม เนื้อ ในขณะที่นิตยสารหลายเล่มในเมืองไทย ค่อย ๆ ลาจากแผงอย่างถาวร

          ปีนี้ RAW เล่มที่ 2 วางแผงแล้วในธีม Local Raw กับหน้าปกที่ดู (เหมือนจะ) ดิบ เถื่อน ของ เชฟแวน – เฉลิมพล โรหิตรัตนะ (หนึ่งในหัวขบวน Those Fucking Chef) บุ๊คกาซีนที่ออกมาปีละเล่ม ดูจะไม่ใช่ทิศทางที่คนทำกำหนดไว้นัก ทว่านิตยสารที่คนทำขอเรียกว่า บุ๊คกาซีน (นิตยสารที่รวบรวมเนื้อหาประหนึ่งพ็อคเก็ตบุ๊ค) ก็คลอดออกมาเสร็จสมบูรณ์อย่างที่คนทำตั้งใจ ในฐานะคนทำสื่อสิ่งพิมพ์ (ที่ทยอยปิดตัว) และเป็นสื่ออาหาร (ที่ไปอยู่ในโลกออนไลน์) แล้วโลกของเขาอยู่ยากมั้ย ?

COVER RAW_co (1)-1

นิตยสาร Thailand Restaurant News กับ RAW แตกต่างกันอย่างไร

          ผมทำ Thailand Restaurant มาตั้งแต่เล่มแรก ๆ ทำจนครบ 15 ปี จำได้ว่าทำเมื่อปี 2000 เป็นนิตยสารที่เป็นนิชมาก (niche market กลุ่มลูกค้าเฉพาะเจาะจง) ไม่ใช่แนวแมส ก็ไม่ใช่นิตยสารอาหารแบบแม่บ้านทำกับข้าวหรือพ่อครัว หากเป็นแนวเทรดดิ้งของผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร เน้นเจ้าของกิจการ กลุ่มคนทำงานในวงการอาหาร เป็นกึ่ง ๆ บิสสิเนส หรือนำเสนออาหารที่ใช้ฝีมือ เชฟที่เชี่ยวชาญการปรุง ยุคก่อนร้านอาหารไม่มีมากเท่าตอนนี้ สมัยนั้นร้านอาหารดี ๆ ดัง ๆ ส่วนใหญ่อยู่ในโรงแรม หรือย่านทองหล่อ ย่านสุขุมวิท เช่น นอร์มังดี ที่ดังที่สุดในความเป็นไฟน์ไดนิ่ง หรือถ้านึกจะกินสเต๊กก็จะมีร้านเฉพาะไม่กี่ร้าน ในยุคนั้นนิตยสารอาหารก็มีไม่กี่เล่ม เช่น Gourmet & Cuisine ก็น่าจะเกิดพร้อม ๆ กับเรา ที่มีมาก่อนเช่นนิตยสาร แม่บ้าน และ ครัว ช่วงหลังก็มีอีกหลายเล่ม เช่น food of life, Foodstylist ซึ่งเนื้อหาจะแตกต่างจากของเรา แต่ถึงตอนนี้ Thailand Restaurant เขาก็ยังทำอยู่นะครับ แต่ไม่แน่ใจออกว่าออกรายสองหรือสามเดือน

 

ทำไมถึงทำ RAW ทั้ง ๆ ที่วงการสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในช่วงขาลง (ดิ่งลงเหว)

          หนังสือที่ผมทำก็ยังเจาะกลุ่มนิช น่าจะเป็นกลุ่มคนที่เขาชอบอ่านหนังสือ (มั้ง) จากเล่มแรกเมื่อปีที่แล้ว (2018) ก็มีผู้ซื้ออยู่บ้าง ทั้งแบบซื้อตรงกับผมและซื้อผ่านแผงหนังสือ ก็ดีใจนะที่หนังสือผมได้รับการตอบรับในระดับหนึ่ง ซึ่งที่จริงที่ผมทำหนังสือก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นธุรกิจเสียทีเดียว ไม่ได้วิ่งขายโฆษณาชัดเจน แต่เราทำเพราะเราอยู่ในวงการอาหารแล้วรู้สึกว่าน่าจะลงมือทำซะทีนะ อยากวัดด้วยว่าจะมีคนซื้อหรือเปล่า เล่มแรกเราเตรียมข้อมูลอยู่ 3 ปี สามปีเลยนะ นั่นแหละที่ออกจากที่เดิมเราก็ต้องหาคอนเทนต์ หาคน หาแนวให้ได้ว่าเราอยากทำอะไร ตอนนั้นวงการอาหารบ้านเราเริ่มมีเชฟเจ๋ง ๆ ทำอาหารแนวใหม่ อาร์ต ๆ ตอนนั้นเตรียมการไว้ 3 ร้าน เราอยากนำมาเริ่มต้นกับเล่มแรก ถ่ายรูปหมดแล้ว เตรียมคอนเทนต์แล้ว ทีมเราลงไปคลุกคลีกับเชฟเป็นเดือน ๆ เลยนะ เอานักข่าวเข้าไปอยู่กับเขาตั้งแต่คิดโมเดล คิดชื่อ ทุกอย่าง คิดว่าหนังสือจะออกพอดีกับที่เชฟเขาเปิดร้าน แต่พอหนังสือจะออกร้านเขาไม่เปิดไม่พร้อม เราเลยต้องมีคอนเทนต์สำรองเป็นเรื่องสเต๊ก เรื่องเนื้อ ที่ค่อนข้างเป็นแมสหน่อย พอมาเป็นเล่มที่สองก็พบว่าหนังสือเป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าเดิม คอนเทนต์ชัดเจนขึ้น”

 

ยุคนี้ สื่ออาหารเป็นยุคของบล็อกเกอร์และสื่อโซเชียล ในฐานะคนทำกระดาษคิดว่าอย่างไร

       ที่ผมทำหนังสือเพราะคิดว่า feeling touch มันต่างกัน แต่ปัจจุบัน บล็อกเกอร์ที่เป็นนักชิมมีมากมาย อาจจะง่าย ไม่ต้องลงทุนค่ากระดาษ มันเป็นไปตามยุคสมัยนะครับ คนเข้าถึงสื่อได้เยอะก็ได้เปรียบ หลายคนก็เริ่มเป็นบล็อกเกอร์ตั้งแต่ยุคแรก ๆ  เมื่อสื่อเปลี่ยนจากกระดาษมาอยู่ในมือถือมันก็ดีนะ เป็นการนำเสนอคอนเทนต์ (เนื้อหา) มากกว่า เหมือนการเสพข่าวเป็นหัวข้อ ๆ ไป แต่ไม่มี feeling ในการจับต้องหนังสือ แต่เอาความสะดวก อยู่ตรงไหนก็เสพได้ บนรถไฟฟ้า รถติด แต่คอนเทนต์ในหนังสือมันจะแน่น รูปสวย เพราะรูปอาหารสวย ๆ ถ้าไปอยู่ในมือถือหรืออี-แม็กกาซีน เปิดดูก็ไม่มันส์นะ มันต้องไปขยายดู ไม่มี feeling touch เหมือนตอนเปิดหนังสือดูรูปภาพต่าง ๆ รูปเราเยอะ ถ่ายมาเป็นร้อย ๆ รูปใช้ไม่กี่รูป เราต้องคัดแล้วคัดอีก ในขณะที่มือถือเรายัดรูปได้หมดเลยนะ แต่ดูไม่มีจุดเด่น แต่พอทำหนังสือรูปเยอะมาก แล้วทำไมต้องเอารูปนั้นรูปนี้ เราทำโปรดักชั่นเป็นปี รูปสวย ๆ ก็ทิ้งเกินครึ่ง พอมาเล่มที่สอง นักข่าวก็เข้าไปคลุกคลี มีนักข่าวที่ตามกลุ่มนี้เป็นปี ถึงจะเขียนออกมา นักข่าวเราเป็นฟรีแลนซ์หมด

            ผมคิดว่าเป็นความหลากหลายของความคิด คนเสพก็แบ่งกันอยู่แล้ว ใครเป็นแฟนใครเขาก็อ่านกัน เป็นการเรียนรู้และเข้าใจอาหาร ทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นในวงกว้าง ผมว่าดีนะ ต่างคนต่างหาข้อมูล เชฟก็ทำดีอยู่แล้ว ยากนะไม่ใช่ง่าย ๆ ต่อให้ผมเก่งผมก็ทำไม่ได้หรอก อีกอย่างผมจะไปหาคนมากดไลค์เป็นหมื่นเป็นแสนไม่ได้หรอก ทำได้ถือว่าสุดยอดมาก

 

ที่พูดนี้หมายถึงนิตยสารกับสื่อออนไลน์ มีวิธีการได้มาของงานและเนื้อหาที่แตกต่างกัน

          ตั้งแต่เล่มแรกมาแล้ว พอมาเล่มที่สองผมคุยกับเชฟรุ่นใหม่ ๆ เชฟโลคัล แต่ละคนยังเด็ก ๆ อยู่กันเลย พอหนังสือออกไปแล้วคนอ่านเขาจะ get มั้ย คือเราดูว่ามันดี มันเจ๋ง เราทำเพื่อวัตถุดิบบ้านเรา และเป็นเชฟรุ่นใหม่ เราไปชิมอาหารก่อนด้วย ไม่ใช่เป็นเชฟที่มาทำอาหารมั่ว ๆ แต่ละคนมีแบ็คกราวด์ดี จบด้านอาหารมา เรารู้ว่าพวกเขาน่าสนใจต้องไปตาม เพราะเราอยู่ในวงการไงครับ อีกอย่างอยากบอกว่าสื่อออนไลน์ก็มีส่วนช่วยให้เราเห็นว่าพวกเชฟเขาทำอะไร เพราะเชฟเหล่านี้มีไอจี เราก็ตามดู ส่วนพวกสื่อโซเชียลก็มีประโยชน์ ช่วยเผยแพร่ให้คนรู้จัก ผมว่าก็ดีนะครับ ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าต้องการเสพสื่อแบบไหน

       Siam@Siam1261

     ณรงค์ รู้จำ

อาหารก็มี ‘เทรนด์’ เหมือนแฟชั่น และดูว่าตอนนี้อาหารแนวโมเลกุลาร์ (Molecular) กำลังเอาท์ จริงหรือเปล่า ?

        เราพูดได้เต็มปากว่าเราได้เทรนด์อาหารจากต่างประเทศ มันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะการจัดอันดับจากลูกค้า จากมิชลิน หรือรางวัลจากสถาบันต่าง ๆ เช่น 50 Best Restaurant ที่แนะนำมา พอแนะนำก็เหมือนการการันตีส่วนหนึ่ง อย่าง ฟาร์ราน (Farran Adria) ผู้ก่อตั้งร้าน เอล บุญญี (elBulli) เป็นผู้นำโมเลกุลาร์ ที่ได้ World 50 Best Restaurant ซึ่งเหมือนแอปเปิ้ลเลยนะ เป็นพระเจ้าแห่งอาหารโมเลกุล่าร์ เป็นความวิลิศมาหรากินอาหารเข้าไปมีควันฟุ้งออกมา ใคร ๆ ก็อยากไปฝึกงานกับเขา ขอไปทำงานฟรีเลย กากั้นก็ไปมา เชฟทั่วโลกก็ทำตาม แต่พอมีร้าน นอม่า (Noma ก่อตั้งเมื่อปี 2003 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก) ซึ่งกลับมาเป็นธรรมชาติ กินใบไม้ใบหญ้า กินอาหารตามฤดูกาล วงการอาหารพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ทุกคนแบบกำลังฟรุ้งฟริ้ง กินควัน กินดิน กินเจลลี่ ที่ไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร มากินใบไม้ เชฟที่ทำโมเลกุลาร์แทบจะปรับตัวไม่ทัน แปลกมาก เราพูดกันว่าทำไมมันสลับเร็วจัง เผลอแป๊บเดียว แต่เทคนิคของการใช้โมเลกุลาร์ยังอยู่นะ เช่นยังมีควัน มีซอสเจลลี่ เป็นชีท เป็นหยดน้ำในปาก หรือเท็กซ์เจอร์แปลก ๆ อย่างร้านกากั้น, ร้านการ์ ก็ยังมีอยู่แต่เพิ่มความเป็นโลคัล โปรดัก ใส่เครื่องเทศเข้าไป อีกทั้งเครื่องมือบางอย่างเช่น ซูวี ที่โมเลกุลาร์เขาคิดไว้ก่อน เชฟหลายคนก็ยังใช้อยู่ มันไม่ถึงกับหายไปแต่จะไม่โมเลกุลาร์จ๋าอย่างแต่ก่อน

          อาหารแบบนี้เหมือนไปดูโอเปร่านะซึ่งไม่ได้รองรับคนทั่วโลก เช่นเดียวกับการทำอาหารให้คนทั่วโลกกินก็ต้องคิดการณ์ใหญ่ ถ้าคิดเล็กก็ทำให้คนในบ้านกินก็พอ อีกอย่างถ้าทำเลียนแบบมันก็จะไม่จีรัง สุดท้ายก็หาตัวเองไม่เจอ

       

แสดงว่าเชฟรุ่นใหม่ ๆ ที่เป็นหัวหอกการใช้ผลผลิตจากพื้นถิ่น ก็น่าจะมีแบบอย่างจากร้าน Noma

          ใช่ เพราะเชฟพวกนี้เขาเกาะติดกระแสโลก รู้เทรนด์ทั้งหมด พวกเขาเลยวางตัวเองใหม่ แต่งตัวจริงจังเมื่อสัก 2 ปีที่แล้ว อย่างในหนังสือที่นำเสนอ ที่จริงผมทำเล่มแรกกับเล่มที่สองควบคู่กัน ตอนยุคโมเลกุลาร์ เชฟกากั้นไปเรียนที่สเปนแล้วเอามาใช้ที่เมืองไทยดังระเบิด ตอนนั้นหลายร้านทำ ตอนนี้เริ่มลดลงเพราะใช้กันเฝือ ทุกร้านมีควัน จะเรียกว่าไปเร็วก็ไม่เชิง เพราะบางเทคนิคยังใช้อยู่ เมื่อไม่นานมานี้มีรายการทีวีช่อง Netflix ไปถ่ายทำการทำงานของเชฟทั่วโลก เป็นช่อง Chef’s Table ที่สื่อถึงเทรนด์อาหารของโลก มีเชฟกากั้น, เชฟโบ (ร้านโบ.ลาน) ตามเก็บเชฟเด่น ๆ ดัง ๆ อย่างเชฟโบในซีรีส์ 2 เป็นเรื่อง sustainable มีเชฟจากชิลี เขาทำอาหารตั้งชื่อตามละติจูด-ลองติจูด ของวัตถุดิบที่ได้มา แต่ไม่ได้ทำอาหารพื้น ๆ พวกเชฟเหล่านี้เขาทำอาหารอย่างประณีตบรรจง เป็นร้าน fine dining ใช้เทคนิคสมัยใหม่ ไอเดียใหม่ ๆ มีฟรุ้งฟริ้งบ้าง เป็นโมเลกุลาร์บ้าง ใช้สารบางอย่างที่เปลี่ยนรูปอาหารมาผสมผสานให้เกิดความพิเศษ

         

เช่นนี้แล้วเทรนด์อาหารเน้นการใช้ผลผลิตในท้องถิ่น (local food) และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน (sustainable) ไม่น่าจะหลุดจากกระแสเทรนด์อาหารโลก

          ใช่ครับ ผมว่ามันดีมาก ๆ เลย ดีต่อทุกคน ดีต่อโลก และเพื่อวัตถุดิบบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นเชฟรุ่นใหม่ ๆ ด้วย ที่ผมนำเสนอในเล่มที่สองนี้เราไปชิมอาหารเขาก่อนนะ เราพบว่าพวกเขาไม่ได้ทำมั่ว ๆ เช่น เชฟหนุ่ม (วีรวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์) ร้านซาหมวย แอนด์ ซันส์ (จ.อุดรธานี) ก็จบด้านอาหารมา อย่างเชฟโบก็เป็นผู้นำด้าน sustainable ตั้งแต่ยุคแรกที่ก่อตั้งร้าน แล้วเชฟโบก็ทำงาน re-food ที่เอาเชฟต่างประเทศมาทำอาหารจากอาหารที่เหลือใช้ในครัว เชฟแมกนัส (Macgnus) จากร้าน ฟาวิเกน (Faviken) ก็ต่อยอดมาจากกลุ่มนอร์ดิก ฟู้ด จากร้าน Noma ที่เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ไปเสาะแสวงหาพืชผักในป่าในเขา ร้าน Faviken บ้านเขาหนาวทั้งปีทั้งชาติ เขาก็ต้องไปหาวัตถุดิบมาหมักมาดองเอง การหมัก (fermentation) จึงตามมาโดยอัตโนมัติ โดยร้าน Noma เริ่มมาก่อน การหมักเป็นศาสตร์ที่ตอนนี้ทุกคนพูดถึง เกิดเป็นรสชาติใหม่ ๆ ที่ต้องรอคอยเพราะไม่ได้หมักชั่วข้ามคืน ผมเข้าใจว่ารัฐบาลเดนมาร์กก็ช่วยสนับสนุนเชฟกลุ่มนี้ด้วย เกษตรกรก็ร่วมด้วย ร้าน Faviken เขาก็อยู่ตั้งไกลนะต้องขับรถอย่างไกลไปกิน ต้องไปนอนที่เขาด้วย แต่ก็มีลูกค้าตามไปกิน

       

ซึ่งบรรดาเชฟรุ่นใหม่ก็ไม่ใช่แค่สรรหาวัตถุดิบท้อนถิ่น แต่ถึงขั้นหมักดองเครื่องปรุงเอง

        ใช่ครับ กลายเป็นแนวทางที่เชฟรุ่นใหม่ให้ความสนใจ แม้จะเรียกชื่อสไตล์อาหารของตัวเองไม่ชัดเจนนักว่าเป็นอาหารอะไรกันแน่ มันกึ่ง ๆ เป็นอาหารที่เชฟคิดค้นขึ้นมาใหม่ แต่เบสคือรากฐานของอาหารดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วแต่เพิ่มเทคนิคของเชฟในการตีความใหม่ อาจเรียกได้ว่าไม่ใช่อาหารไทยจริง ๆ แต่เอาเมนูดั้งเดิม อาหารท้องถิ่นนั่นแหละมา transform มาคิดทำรูปแบบใหม่ แต่ละชาติก็มีเบสิกแตกต่างกันไป ทุกร้านแตกต่างกันหมดเลย ทุกคนก็หาตัวตนของตัวเอง มีทิศทางของตัวเอง แต่ใช้เทคนิคการปรุงแบบสากล ด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้เริ่มหาวัตถุดิบท้องถิ่นคือเชฟโบ ซึ่งต่อยอดมาจากเชฟเดวิด ทอมป์สัน (อดีตเชฟร้าน “น้ำ”) เขาเริ่มต้นลงไปหาเกษตรกร แต่บ้านเราอาจมีปัญหาเรื่องอินทรีย์หรือไม่อินทรีย์ ต่อด้วยการผลิตที่อาจรองรับความต้องการไม่ทัน ในขณะเดียวกันถ้าเชฟใช้มากขึ้น ความต้องการมากขึ้น ผมคิดว่าก็น่าจะเกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ ๆ ที่กลับไปปลูกข้าวทำสวน มีอยู่คนหนึ่งที่เอาสายพันธุ์ไก่ (จากบริษัทยักษ์ใหญ่) มาเลี้ยงเอง เลี้ยงอีกแบบหนึ่งเลยนะ ซึ่งปรากฏว่าเชฟหลายคนก็ไปซื้อไก่เขามา ทำให้มีกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรประณีตมากขึ้น ใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ผลผลิตที่ดี แล้วเชฟกลุ่มนี้เขาจะรวมตัวกัน แชร์ข้อมูลกัน ที่ไหนมีวัตถุดิบดี ๆ เขาบอกกันเลย ไก่ที่ฟาร์มนี้ดี เชฟแวน เชฟต้น เชฟทิม เชฟโบก็ใช้ เกษตรกรก็มีดีมานด์ อีกคนเลือกใช้ไข่ ใช้หมูเนื้อ ที่ดี คนอ่านอย่างเราก็อยากกินแล้ว อยากซื้อด้วย

 

จาก local food สู่ sustainable ต่อยอดไปถึง zero waste น่าจะไม่เป็นเพียงความฝัน

          zero waste เป็นเรื่องที่ดีมาก จริง ๆ ร้านอาหารทั่วไปอย่างที่เชฟแมกนัส ร้านฟาวิเกน บอกว่าเป็นเรื่องเบสิกเลยนะที่ทำอาหารต้องใช้ให้เหลือทิ้งน้อยที่สุดนั่น ต้องเป็นหัวใจของการทำอาหาร อย่างการหมักดองเกิดขึ้นเพราะเราไม่ทิ้ง ต้องใช้ให้คุ้มค่า บรรดาเชฟเหล่านี้เขาก็เผยแพร่ จัดเวิร์คชอปช่วยกันเผยแพร่ เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ

        ผมว่าเป็นเทรนด์โลกที่ดี ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ต้องเสียค่าขนส่งไกล ไม่ต้องขนแซลมอนบินข้ามทวีป ไม่ทำให้เกิดคาร์บอน เป็นภาพรวมใหญ่ที่ดีต่อโลก เราไม่ได้แอนตี้ของต่างประเทศ แต่ถ้าใช้ผลผลิตท้องถิ่นได้ก็ช่วยเกษตรกรไทย บางคนถามว่าแล้วเชฟพวกนี้เขาจะอยู่รอดในเชิงธุรกิจมั้ย ผมคิดว่าถ้าทำในแบบ Chef’s Table ก็น่าจะไปได้ มีหลายร้านที่มีแฟนคลับตามไปกิน ต้องจองนะครับ บางร้านที่มาโชว์ตัวมาออกงานกรุงเทพ ตั๋วขายหมดนะครับ อย่างร้านของเชฟก้อง (ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร แห่งร้าน Locus ที่เชียงราย) ร้านเป็นกระต๊อบมีไม่กี่ที่นั่งก็มีคนไทยบินไปกิน ต่อไปคงเหมือนที่คนไทยบินไปกินอาหารที่ฮ่องกง อยากให้เป็นอย่างนั้น ทำไมเราไม่กินอาหารของเราล่ะ อีกอย่างผมว่ายุคนี้โลกอินเตอร์เนททำให้คนเปิดกว้าง ถ้าทำเมื่อห้าปีสิบปีก่อนคงไม่รอด ตอนนี้สื่อออนไลน์เยอะช่วยกระจายข่าว

       

แล้วคำว่า Those Fucking Chef มาจากไหน ?

          ก็พวกเชฟกลุ่มนี้แหละ พวกนี้มันกวน  (ตีน) อยู่แล้ว เขาคิดว่าเขาไม่อยู่ในสายตา เขาเคยถูกมองว่าเป็นกลุ่มเชฟที่เป็นสตาฟ ยังไม่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เซเลบริตี้เชฟ ตอนไปออกงานเหมือนได้ยินคนสบถคำนี้ออกมา เขาเลยน้อยใจ ตรงนี้จากที่ได้ยินมานะ เลยตั้งกลุ่มว่าเป็น “กลุ่มคนครัวพวกนั้น” Those Fucking Chef พวกนี้ก็เลยคิดว่า..เออ กูก็เป็นได้

      ทันใดนั้น บรรดา “คนครัวพวกนั้น” ก็ลุกขึ้นมาตามหาไก่ เนื้อ ที่เลี้ยงอย่างปลอดภัย พืชผักเกษตรอินทรีย์ ปลาจากประมงพื้นบ้าน อะไรอีกล่ะ...พวกเขาทำทุกอย่าง กระทั่งหมักดองกะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว กับมือ ก็เหลือแต่รอบรรดา “คนกินพวกนี้” จะตามไปพิสูจน์ฝีมือ...

 

หมายเหตุ: นิตยสาร RAW เล่มที่สอง วางแผงแล้ว สนใจซื้อหาอ่านหรือบริจาคให้ห้องสมุดโรงเรียน สอบถามที่ FB:/ Raw Magazine