สัจจะ&การค้นหาตนเองจาก 6 หนุ่มในทิดทอล์ค

June 18, 2019
by เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

6 หนุ่มนักร้อง นักเขียน และครีเอทีฟ มีเรื่องเล่าก่อนบวช หลังบวช รวมถึงบวชทำไม และสิ่งที่ได้จากการบวช

 มีคนมากมายตั้งคำถามกับชีวิตว่า เกิดมาทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร ...ฯลฯ

เรื่องเหล่านี้ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป

และเมื่อเร็วๆ นี้ ชายหนุ่ม 6 คน เป็นนักร้อง นักเขียน ครีเอทีฟ และคนทำงานเพื่อสังคม มาเล่าถึงการค้นหาตัวเองผ่านการบวชเรียนและเรื่องราวพลิกผันในชีวิต ในทิดทอล์ค (TID TALKS) งานวัดน้อยๆ ลอยฟ้าของสวนโมกข์กรุงเทพฯ 

ทิดอุ๋ย (บุดด้าเบลส)-นที เอกวิจิตร นักร้องที่มีความศรัทธาในพุทธศาสนา เมื่อครั้งบวชเรียน ไปนั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ปฏิบัติธรรมที่อินเดีย 

"มีอยู่วันหนึ่ง มีมือมาผลักศรีษะ เพราะขวางทางเดิน ทำให้รู้จักคำว่าลดอัตตา....”

ทิดแสตมป์-ธัชตะวัน เกษกานดา วิทยาจารย์อบรมอาสาสมัคร สภากาชาดไทย เคยลองเป็นขอทานและคนจรจัด เพราะอยากรู้ว่า ความทุกข์ของพวกเขาเป็นอย่างไร

ทิดฟอร์ด- กิตตินันท์ สวัสดี นักเขียน อดีตครีเอทีฟโฆษณา ก่อนหน้าจะบวชเคยคิดฆ่าตัวตาย 3 นาทีต่อครั้ง รู้สึกเหนื่อยมาก และนั่นทำให้เข้าใจคนที่เป็นซึมเศร้าแล้วอยากฆ่าตัวตาย

ทิดโอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำวงค็อกเทล เสี้ยวหนึ่งของชีวิต รู้สึกว่า ชีวิตมันดีเกินไป เริ่มไม่ชอบตัวเอง เพราะมันวนซ้ำอยู่อย่างนั้น เมื่อเจอหลุมพราง ก็เลยบวชอีกครั้ง

ทิดตั๊ด-วิรชา ดาวฉาย นักร้องนำวง YOUNG MAN AND THE SEA และนักแต่งเพลง บวชเป็นสามเณรวัดธรรมกาย 8 ปี ชีวิตเณรน้อยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ช่วงจังหวะที่ธุดงค์เคยนอนข้างเมรุเผาศพ และเคยใช้รากไม้หนุนนอนข้างทาง

ทิดเม้ง ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ เอเจนซี่ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ตั้งใจบวชก่อนแต่งงาน หนึ่งเดือนผ่านไป ยิ่งศึกษา ยิ่งรู้สึกว่ารู้เรื่องธรรมะน้อยมาก จึงบวชยาว6 เดือน

 และนี่คือทิดทอล์คที่มีแค่คำถามเดียว แต่มีหลายคำตอบ...

 

-1-

ทิดอุ๋ย บวชวัดวิวัฏฏะ จ.เลย

(ไม่ควรถือตัวถือตนว่าเป็นพระ)

“บวชเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอ่านหนังสือ บวชทำไม ของท่านอาจารย์พุทธทาส ยิ่งอ่านยิ่งกลัว อ่านจบอยากสึกเลย รู้สึกว่า อยู่เฉยๆ น่าจะบาปน้อยกว่า ท่านอาจารย์บอกว่า การเป็นพระ ถ้าไม่ปฏิบัติตามที่ควรทำ การบิณฑบาตรก็เท่ากับหลอกข้าวเขามากินฟรีๆ 

นั่นเป็นช่วงแรกๆ ของการบวช จากนั้นผมก็ปรับตัว ตลอดหนึ่งพรรษาพยายามปฏิบัติ เพราะอยากได้ความสงบ ยิ่งอยากได้ ยิ่งไม่ได้ ครูบาอาจารย์ก็เตือนว่า เวลาปฏิบัติอย่าไปอยากได้ เรามีหน้าที่ดูจิตที่ฟุ้งซ่าน ทำเหตุเรื่อยๆ เดี๋ยวผลจะออกมาเอง

เมื่อสึกออกมาแล้ว พระอาจารย์นวลจันทร์ชวนบวชอีก บวชเสร็จ ท่านให้ไปปฏิบัติที่อินเดีย ไม่ให้เวลาเตรียมตัวเลย สำหรับท่านทุกที่เป็นที่ชั่วคราว พระในวัดรู้ดีว่า อาจถูกสั่งให้ย้ายกุฏิได้ตลอดเวลา

อยู่เมืองไทยคนไทยจะให้ความเคารพพระสงฆ์ ต่างจากอินเดียนั่งสมาธิกับพระสี่รูปใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ วันหนึ่งมีมือมาผลักศรีษะ เพราะนั่งขวางทางเดิน ทำให้รู้จักคำว่าลดอัตตา ดังนั้นเราไม่ควรตัดสินแค่เห็นพระขี่มอเตอร์ไซค์หรือใส่รองเท้าบูท นักบวชที่นั่นไม่ได้มีศรัทธาน้อยกว่าพระไทยเลย มีศรัทธาสูงมากเขาสามารถกราบอัษฎางคประดิษฐ์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทำให้ผมเข้าใจนิกายอื่นมากขึ้น 

หลากหลายทางเดิน แต่จุดหมายเดียวกัน และพระก็คนเหมือนกัน แค่เปลี่ยนเครื่องแบบและทรงผม และไม่ควรถือตัวถือตนว่าเราเป็นพระ”

...................

-2-

ทิดแสตมป์ บวชวัดญาณเวศกวัน

(ติดดีโดยไม่รู้ตัว)

“จากที่สนใจแต่ชีวิตตัวเองอยู่ไปวันๆ กินเหล้า สูบบุหรี่ วันหนึ่งพ่อแม่บอกว่าให้กลับมากินอาหารที่บ้าน แต่คืนนั้นไม่ได้กลับ พอกลับมาพ่อแม่รอ เข้าไปสวัสดีแม่ ก็มีแต่ความเงียบ พ่อเดินมาบอกว่า อยากทำอะไรก็ทำ ผมก็เสียใจและร้องไห้ จากวันนั้นก็เข้าห้องพระ พบหนังสือสวดมนต์เล่มหนึ่งเขียนว่า “ถ้าคิดดี ไตร่ตรองดีแล้ว ให้ลงมือทำ”

ผมอยากเอาชนะใจตัวเอง จากสวดมนต์หนึ่งวัน หนึ่งเดือน เป็นหนึ่งปี จนใจเริ่มเปลี่ยน ไปเล่นกีตาร์ร้องเพลงเปิดหมวก บริจาคเงินช่วยเหลือหมาจรจัด มีโอกาสสังเกตผู้คนมากขึ้น ลองไปเป็นขอทานสองชั่วโมง ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคืออาย ไปเป็นคนจรจัด นอนกลางสนามหลวง มีคนมายืนดูเป็นระยะ ผมรู้สึกกลัวครับ ก็เลยเข้าใจความทุกข์

อยากทำอะไรดีๆ ในแบบของเรา หลังจากนั้นมีโอกาสเป็นวิทยาจารย์อบรมให้อาสาสมัครสภากาชาดไทย

แรกๆ ก็มีความสุข พอเจอคนที่ไม่ได้คิดดีแบบเรา เราไม่ชอบ อยากเดินหนี กลายเป็นติดดีโดยไม่รู้ตัว จนมีโอกาสบวช และระหว่างบวช แฟนทิ้ง พระครูถามว่ารู้สึกยังไง ครั้งแรกผมบอกว่า ผมเกลียดและทุกข์ ครั้งที่สอง รู้สึกเฉยๆ ครั้งที่สาม อภัยให้แล้ว พระครู ให้นั่งสมาธิดูความรู้สึกว่า เกิดขึ้นกี่ครั้ง ทั้งคืนความคิดวิ่งอยู่เป็นร้อยๆ ครั้ง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ ทำให้รู้ว่า ความจริงมีอยู่แล้ว แต่เราเอาใจไปผูกกับมัน

การบวชทำให้เรารู้ความเป็นจริงของชีวิต สึกออกมาเข้าใจชีวิตมากขึ้น ชีวิตไม่ได้มีโลกที่สวยงามอย่างเดียว มีโลกของความทุกข์ที่เกิดขึ้นด้วย เราเลือกได้จะเป็นคนดีที่แก้ไขความทุกข์หรือคนดีที่เดินหนีความทุกข์ 

ผมมักจะบอกตัวเองว่า เราไม่ใช่คนดี แค่อยากทำดีทุกๆ วันตามความเป็นจริง"

....................

-3-

ทิดฟอร์ด บวชที่วัดป่าสุคะโต

(ยาสติชีวนะ)

“ตอนอายุ 20 ปลายๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต มีหน้าที่การงานที่ดี เงินเดือนสูง มีชื่อเสียง ได้รับรางวัลมากมาย น่าจะทำให้ผมมีความสุขที่สุด แต่พอไปถึงตรงนั้น มันว่างเปล่า

ก่อนบวช ผมเคยคิดฆ่าตัวตาย 3 นาทีต่อครั้ง เหนื่อยมาก ผมเข้าใจคนที่เป็นซึมเศร้าแล้วฆ่าตัวตาย เพราะเขาคิดว่าเป็นตัวเขา ผมก็เป็นโรคนี้ เพราะสารเคมีในสมอง มีความทุกข์มากกว่าความสุข ส่วนใหญ่คิดว่า ตัวเขาไม่มีค่า ไม่อยากทำอะไร อยากนอนเฉยๆ ไม่อยากเจอคน จนถึงจุดที่ว่าตายเถอะ เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก แต่พอเราเห็นว่า มันไม่ใช่เรา มันเป็นแค่ความคิด นพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล บอกว่าให้เป็นมิตรกับตัวเอง

สิ่งที่ช่วยผมได้ คือการบวช ทำให้มีเป้าหมายในชีวิต คนที่ฆ่าตัวตาย เพราะเขาไม่มีเป้าหมายในชีวิต เขาไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะอยู่เพื่ออะไร เพื่อใคร

สำหรับผมเป้าหมายในชีวิตคือ อยู่เพื่อดูแลพ่อแม่และน้องสาว และอยู่เพื่อทุกคนที่เป็นซึมเศร้าและไม่เป็นซึมเศร้า ถ้าผมอยู่แล้วช่วยเหลือใครสักคนได้ผมจะยินดีมาก

และเมื่อใดก็ตามที่เป้าหมายในชีวิตมันใหญ่กว่าเรา เรายังอยู่ครับ”

........................

-4-

ทิดโอม บวชวัดบวรฯ

(มีความสุขเกินไปก็เลยบวช)

"ผมบวชสองครั้ง ปี 2551 หนึ่งเดือน และปี 2561 บวชที่วัดเดิม ทั้งสองครั้งต่างกัน ตอนอายุ 24 กว่าๆ ผมใช้ชีวิตเต็มที่ อยู่กับเพื่อนฝูง แฟนและครอบครัวไม่เคยเห็นตัวเอง การบวชครั้งที่1 ได้อยู่กับตัวเองนานๆ เคยแค่ฝึกสมถะกรรมฐาน ไม่เคยฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หลังบวชครั้งแรกออกมาใช้ชีวิตยากนิดหนึ่ง เพราะความสงบมันกลืนกินเราไปแล้ว ดื่มเหล้าไม่อร่อยแล้ว ชีวิตเฉื่อยๆ นิดหนึ่ง 

บวชครั้งที่ 2 อายุ 33 บวชวัดเดิม อยู่กุฏิเดิม ผมเคร่งมากกว่าเดิม ไม่เผลอยืนดื่มน้ำ ยืนปัสสาวะ ผมคิดว่าต้องมีสติมากกว่านั้น ผมก็เลยอ่านพระวินัยปิฏกจากพระไตรปิฎกฉบับประชาชน อ่านจบรู้สึกแปลกๆ จึงโทรไปปรึกษาอาจารย์

ท่านบอกว่า “จำตอนบวชได้ไหม ให้ทิ้งทุกอย่าง ทั้งโอมค็อกเทล โอมที่เป็นพ่อของลูก ฯลฯ ไว้หน้าโบสถ์ แล้วเดินเข้าไป ผมไม่ได้บอกให้คุณมีตัวตน”

 คำพูดนั้นแทงใจ เรากำลังเข้าหาตัวตนอีกตัวตน การเป็นพระก็เป็นการสมมติ ตอนบวชครั้งแรก ไม่มีครอบครัว ไม่มีชื่อเสียงเงินทอง  ไม่ต้องแบกอะไรสักอย่าง แต่ตอนนี้มีทุกอย่าง ชีวิตมีความสุขเกินไป ก็เลยบวช

ผมเชื่อว่าคนเราถ้ารู้ถึงข้อธรรมคือธรรมชาติ เป็นความจริงและสัจจะ ต่อให้ไม่เคยอ่านพระวินัยก็ไปตามครรลองที่ถูกต้องอยู่ดี พระวินัยเป็นข้อกำกับขัดเกลาเราให้ละเอียดขึ้น แต่ถ้าเรามีปัญญาเข้าใจเรื่องเหล่านั้นตั้งแต่แรก ก็พิจารณาได้เองว่า อะไรควร ไม่ควร

ถ้าการบวชครั้งแรกคือการหาตัวเอง การบวชครั้งที่สองคือ การทำลายตัวเอง เรามีอำนาจที่จะกำหนดทุกอย่างขึ้นด้วยใจของเรา แล้วทำไมไม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเรา 

ทุกวันนี้เรากำหนดทุกอย่างขึ้นมาเองว่า อะไรเป็นสุข อะไรเป็นความทุกข์ สัจจะไม่เคยเปลี่ยน ถ้าเราเบือนหน้าออกจากความจริง เราก็จะเห็นสิ่งที่เราสร้างขึ้น ลวงตาตัวเองว่า ฉันเป็นฉัน ฉันเจ็บอยู่ที่นี่ แท้จริงตัวเราไม่ได้มีความหมายขนาดนั้น ผมต้องใช้เวลาทำลายตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ก็เพราะตัวเรา มันก็แค่นี้เอง”

...............................

-5-

ทิดตั๊ด บวชวัดธรรมกาย

เชื่อในธรรมะมากกว่าศาสนา

“ตอนอายุ 10-18 ปีบวชเป็นสามเณรอยู่ 8 ปี เติบโตใช้ชีวิตที่ธรรมกาย ปฏิบัติธรรมวันละ 8 ชั่วโมง อายุ 14 ออกธุดงค์หนึ่งเดือน เดินวันละ 30-40 กิโลเมตร แบกอัฐบริขารเอง เรียนรู้การอยู่ป่า สมาทานธุดงควัตร ไม่จำวัดในร่ม เหนื่อยก็พักริมทางหารากไม้หนุนหลับ ฉันมื้อเดียว อาหารทุกอย่างรวมกัน ตอนเป็นเณรขมขื่นมาก 

หลายครั้งไปจำวัดตามวัด ภันเตเลือกปักกลดก่อน เณรอย่างผมก็ตกที่นั่งนอนข้างเมรุเสมอ เป็นการเจริญสติค่อนข้างยอดเยี่ยม เมื่อผมลาสิกขามาใช้ชีวิต เรียนมหาวิทยาลัย ผมได้ศึกษาธรรมะจากวิชาภูมิศาสตร์ ปรัชญา การละคร ผมได้รู้ว่า ศาสนาเกิดหลังธรรมะ ธรรมะคือความจริง ศาสนาต่างหากที่แปลว่าคำสอน

ผมได้รู้ว่า พระไตรปิฎกได้รับการบันทึกครั้งแรกหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 500 ปี พระพุทธรูปสร้างครั้งแรกโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรูปปั้นเทพเจ้าอพอลโล ครั้งที่อินเดียมีเส้นทางสายไหม  และผมได้เห็นธรรมะจากโลกอีกใบ ทำให้ผมตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ความดีมีอยู่จริงหรือไหม หรือมันเป็นเพียงแค่สิ่งที่เรากำหนดได้หมายรู้

ผมเชื่อในธรรมะมากกว่าเชื่อในศาสนา ถ้าจะมีรูปบูชาในชีวิตผม มันอาจเป็นรากไม้ที่ผมหนุนนอนตอนธุดงค์ เพราะได้ปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวด สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ ธรรมะกับศาสนาเป็นของคู่กัน 

ธรรมะคือความจริง ศาสนาคือคำสอน"

................................      

-6-

ทิดเม้ง บวชสวนโมกข์

(โรงเรียนไม่เคยสอนปฏิจจสมุปบาท)

 “ผมมีความสงสัยเรื่องชีวิตอยู่ ก่อนบวชผมเป็นกบฎที่อ่อนแอ ต้องพึ่งพระ พึ่งเจ้าอยู่บ้าง 7 ปีที่แล้วก่อนแต่งงาน ไปบวชที่สวนโมกข์ ความรู้สึกแรกอยากกลับบ้าน แต่พอได้เห็นโบสถ์ธรรมชาติ หลังคาคือท้องฟ้า ช่อฟ้าใบระกาเป็นใบไม้ พื้นเป็นทราย มีพระประธานองค์เดียว โรแมนติกมาก จึงเปลี่ยนความคิด

เพราะโรงเรียนไม่เคยสอนปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้ใจ จับต้องได้ ไม่มีเรื่องอัศจรรย์ เป็นเหตุเป็นผล ที่นั่นทำให้ผมรู้จักตัวเอง เติมเต็มให้ชีวิต

สำหรับผมแล้ว การบวชเรียน ไม่ใช่เรื่องพิธีกรรม แต่เป็นวิชาที่มนุษย์ต้องเรียน ผมก็เลยบวชต่อจนครบ 6 เดือน ผมเป็นครีเอทีฟ พอมาบวช ชีวิตมีระเบียบวินัยขึ้น แม้จะโกนผมใส่ชุดเดิม แต่ผมรู้สึกมีอิสรภาพ

พอออกจากวัด ก็จะร้อนวิชา แต่ผมรู้ว่าการแสดงธรรมด้วยการบอกเล่าจะเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ หลังจากวันนั้นผ่านมา 7 ปี ผมตั้งบริษัทชูใจ ทำโฆษณาเพื่อสังคมกับเพื่อนๆ และผมก็ใช้ต้นทุนที่บวชมา 6 เดือนทำงาน     

ตั้งแต่วันนั้น ผมรู้ว่าถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไร ผมต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน และหลักธรรมคือการลงมือทำ