'นนท์ ธนนท์' ลบปมด้วยดนตรี

June 14, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

จากคนที่เชื่อว่าตัวเองเป็นลูกเป็ดขี้เหร่มาตลอด ความตั้งใจและการฝึกฝนคือบทพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่เป็ด แต่เป็นเพชรแท้

8 ปีในวงการบันเทิงนับว่าไม่มากไม่น้อย แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่เริ่มต้นจากศูนย์นี่คือช่วงเวลาที่เขายังบอกว่าเกินคาด จากเด็กผู้ชายแสนธรรมดาที่ไม่เคยแม้แต่จะกล้าคิดว่าสักวันหนึ่งจะได้มาเป็นศิลปิน ด้วยความที่ส่องกระจกทีไรก็เห็นแต่ ‘นนท์ คนธรรมดา’ ไม่ต้องถามหาคำว่า หล่อ เท่ ดูดี และไม่ต้องรอให้ใครมายืนยันหรือเย้ยหยันเพราะเขากดดันตัวเองด้วยความรู้สึกนี้มาตลอด

แต่ในที่สุด เส้นทางสายดนตรีก็กลายเป็นเส้นทางหลักที่เขาก้าวเดิน ถึงจะเดินอย่างงุนงงบ้างในบางคราว ทว่าวันนี้เขาคือศิลปินเต็มตัวที่ชื่อว่า ‘นนท์’ ธนนท์ จำเริญ

62471351_2337525539639578_4512721682640666624_o

 

  • เสียงจริงตัวจริง

บางคนรู้จักเขาในนาม ‘นนท์ The Voice’ จากการคว้าแชมป์รายการประกวดร้องเพลงที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงร้องเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย บางคนรู้จักเขาในฐานะ ‘หน้ากากเป็ดน้อย’ แชมป์รายการ The Mask Singer ซีซั่น 4 และบางคนรู้จักผ่านบทเพลงมากมายที่เขาร้อง แต่ถ้าหากย้อนไปก่อนกรรมการจะหันเก้าอี้มาหาจนกระทั่งกลายเป็นผู้ชนะในที่สุด ‘นนท์’ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาได้ไกลถึงเพียงนี้

นักร้องหนุ่มคนนี้ยอมรับว่าเหตุผลสำคัญคือเรื่องหน้าตา แม้จะชอบดนตรีแต่ไม่คิดว่าจะมาอยู่แถวหน้า ถึงขั้นว่ายอมไปอยู่หลังสุดของวงดนตรีในตำแหน่งมือกลอง จนวันหนึ่งที่นักร้องนำของวงต้องยุติบทบาทเพราะผลการเรียนไม่เข้าตาผู้ปกครอง สองมือของนนท์จึงยังคงตีกลอง ส่วนปากก็ต้องร้องเพลงแทนเพื่อน ซึ่งทุกคนในวงก็บอกว่าทำได้ดี

“ผมชอบดนตรี ผมชอบเขียนเพลง เราชอบกระบวนการของหลังบ้าน มันมีเสน่ห์ตรงที่กว่าจะมาเป็นบ้านหลังหนึ่ง เหมือนเราเป็นผู้รับเหมามากกว่าเป็นเซลส์ การเป็นนักร้องเหมือนเป็นเซลส์ด้วย คือทำเบื้องหน้า แต่ถ้าเราขายบ้านที่สร้างได้เองมันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ ซึ่งตัวผมเข้าใจศักยภาพว่าเราเป็นเซลส์ไม่ได้ หน้าตาเรามันไม่พร้อมที่จะเป็นเซลส์ ตอนที่เรามาประกวด The Voice ก็เข้าใจผิดว่าเป็นรายการประกวดวงดนตรี เป็นความไม่รู้เรื่องของเด็กอายุ 16”

ความรักความชอบดนตรีของเขามีมาตั้งแต่เด็ก ถึงจะไม่มั่นใจหน้าตาแต่ตั้งแต่ 8 ขวบก็ขึ้นเวทีประกวดดนตรีและร้องเพลง (ลูกทุ่ง) มานักต่อนัก เขาเล่าว่าเวทีต่างจังหวัดไม่ได้สวยหรู มีทั้งโห่ไล่ มีเวทีเจ้าถิ่น จนได้รับประสบการณ์ ‘แพ้บ่อย ชนะบ้าง’ หลายครั้งที่ต้องปาดน้ำตาอยู่หลังเวที หรือเก็บเสื้อผ้ากลับบ้านตั้งแต่แสดงเสร็จเพราะรู้ผลลัพธ์ แต่นนท์ก็คิดแค่ว่าขอให้ได้ทำ

“มันไม่มีหรอกแพ้กับชนะ มันมีแค่ชนะกับเรียนรู้ พอเราแพ้บ่อยๆ เราถึงเข้าใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาผมไปประกวด พ่อกับแม่ของเด็กคนอื่นเขาจะมองลูกแล้วชมลูก กลับกันพอเราขึ้นไปร้อง พ่อกับแม่ยืนจับมือกันแล้ว คิดว่ามันลงมาจะปลอบใจอย่างไรดีนะ เราเลยเป็นคนที่ไม่คาดหวังถึงผลลัพธ์”

การแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องที่เขาใส่ใจ แต่นนท์ยังมุ่งมั่นฝึกฝนแบบ ‘มวยวัด’ ไม่ต้องลงเรียนร้องเพลงสถาบันดัง แต่ฟัง ฟัง และฟัง จากเทปคาสเซทที่ซื้อทีละสองตลับ ตลับหนึ่งใช้ฟังอีกตลับใช้เก็บ ฟังจนยืดยานก็เอาไปแช่เย็นแล้วมาฟังใหม่ เพราะเขาเชื่อเสมอว่า “ไม่มีใครสอนได้ดีเท่าต้นฉบับ” แล้วค่อยมาปรับเป็นสไตล์ตัวเอง

ทั้งฝึกกลอง ทั้งฝึกร้อง ทุกความพยายามทำให้จากแพ้บ่อยในตอนเด็ก ค่อยๆ กลายเป็นผู้ชนะมากขึ้นทั้งเวทีเล็กเวทีใหญ่ และเคยได้เป็นถึง Best Vocalist ในเวทีประกวดวงดนตรีระดับประเทศด้วย

64227253_2337525392972926_3191489661063135232_o

 

  • เมื่อลูกเป็ด (ไม่) ขี้เหร่

ชัยชนะครั้งสำคัญทำให้นนท์มั่นใจว่าเดินมาถูกทางแล้ว ถึงจะจับพลัดจับผลูจนได้เข้ามาเป็นผู้ประกวด ทั้งยังได้เป็นผู้ชนะ และยังแบกความไม่มั่นใจรูปลักษณ์ตัวเองอยู่เสมอ แต่จุดที่เขาได้เข้ามาคือจุดที่หลายคนฝันใฝ่ จึงไม่มีคำว่า ‘เล่นๆ’ ในพจนานุกรมของนนท์

“เราไม่เคยเตรียมใจมาเป็นศิลปิน เรามารู้สึกว่าอยากเป็นศิลปินก็ตอนที่เราเป็นศิลปินแล้ว เพราะรู้สึกว่าเป็นศิลปินมันดีจังเลย เราทำงานแล้วมีคนคอยสนับสนุนผลงาน มีทีมงานที่คอยสนับสนุน มีแฟนๆ ที่ให้กำลังใจเรา การที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในความสุขของใครสักคนที่บางทีเราไม่รู้จักเขาเลยแต่เขารู้จักเรา แล้งเขาให้เราเป็นส่วนหนึ่งของความสุขนั้น ก็ดีใจมากและรู้สึกเป็นเกียรติมาก ทำให้เราตั้งใจทำมันตั้งแต่เริ่มเข้าใจความเป็นศิลปิน เราเลยไม่ทำแบบสุกเอาเผากิน ยุคนี้มันมี Wikipedia ผมกลัวถ้ามีลูกแล้วลูกเสิร์ชชื่อ ‘นนท์ ธนนท์’ แล้วถามว่าทำไมพ่อร้องเพลงนี้ห่วยจังเลย ในทุกครั้งที่เราทำเพลงหรือทำอะไร มันคือการปักหมุดปักธง ว่าช่วงเวลานั้นเราเต็มที่แค่ไหน เราเจออะไรบ้าง”

ความสำเร็จที่มาพร้อมกับความคาดหวังของแฟนเพลง บวกกับความรักในหน้าที่ศิลปิน ทำให้ลูกเป็ดขี้เหร่คนนี้รู้สึกตัวว่าจะต้องพัฒนาตัวเองเพื่อคนที่รักเขา...และเขารัก

“ผมเคยถ่ายโฆษณากับพี่บอย ปกรณ์ เรารู้สึกเลยว่าเราทำให้โฆษณาดูแย่ ตอนประกวดทุกคนมีเสียงร้อง คนดูก็เข้าใจ แต่พอเป็นศิลปินมันไม่ใช่แค่เสียงร้อง มันมีเรื่องบุคลิกภาพด้วย ผมก็พยายามพัฒนามัน แต่ต้องบอกก่อนว่าตอนนั้นที่แย่มากๆ เพราะเราเป็นนักกีฬาวิ่ง ตากแดดวันละ 8 ชั่วโมง ไม่ได้ดูตัวเอง สบู่ก้อนเดียวใช้ทั้งตัวหัวจรดเท้า ไม่รู้จักครีมบำรุง จนมาทำงานในวงการถึงรู้จักดูแลตัวเองบ้าง เราสงสารคนดู มาดูเราแล้วต้องหลับตาฟังอย่างนี้เหรอ เราก็พยายามพัฒนาทั้งเสื้อผ้าหน้าผม บุคลิกภาพ เคยเดินหลังค่อมก็พยายามเดินให้ตรง งานที่ทำก็ไม่ต้องออกแดดมากก็ดูแลตัวเองได้เร็วขึ้น”

การดูแลตัวเองนอกจากทำให้นนท์ดูดีในบทบาทนักร้อง มีโอกาสเข้ามาในแบบที่เจ้าตัวไม่คาดฝัน ทั้งถ่ายแบบแฟชั่น เดินแบบ เล่นซีรีส์ เล่นโฆษณา น่าจะยืนยันได้แล้วว่าเขาดูดีขึ้นพอตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมั่นใจจนตัวลอย มิหนำซ้ำยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทุกครั้งกับทุกบทบาท ซึ่งนนท์มองในแง่ดีว่าความไม่มั่นใจในตัวเองทำให้ยิ่งตื่นเต้น และความตื่นเต้นยิ่งทำให้ได้ความสดใหม่ ไม่ใช่ทำไปแบบชินชา

และถามว่าทุกวันนี้นนท์คิดว่าตัวเองหน้าตาดีหรือยัง เขาตอบได้ทันทีเลยว่า “ยัง” การที่ต้องอยู่กับความรู้สึก ‘ด้อย’ ทั้งจากที่ตัวเองรู้สึกและคนอื่นตัดสิน สิ่งที่ทำให้เขาอยู่กับทัศนคติแบบนี้ได้มีอย่างเดียวคือ ‘เข้าใจ’ และ ‘พอใจ’

“ผมโชคดีที่เข้าใจตัวเองตั้งแต่เด็ก เราเข้าใจว่าต้องการอะไร เข้าใจว่าจะไปทางไหน เราเข้าใจว่าจะพอถึงไหน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วนะ ไม่ได้อยากจะฉลาด ตอนเด็กๆ ผมมีความสุขมากเลยที่ผมไม่รู้ว่าลูกโป่งมันลอยได้อย่างไร เล่นอย่างนั้นทั้งวัน จนทุกวันนี้ฉลาด ก็ไม่สนุกกับลูกโป่ง บางทีก็รู้สึกว่าฉลาดไปก็ไม่มีความสุข เราก็แค่อยากใช้ชีวิตที่โอเคกับมัน”

นอกจากเรื่องรูปร่างหน้าตา จุดแข็งของเขาอย่างเสียงร้องก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่หยุดพัฒนา ถึงจะการันตีด้วยแชมป์สองเวทีใหญ่และผลงานเพลงติดชาร์ทนับไม่ถ้วน แต่นนท์ยังพยายามหาลูกเล่นใหม่ๆ ใส่ในผลงาน

“เวลาไปเล่นดนตรีที่ไหนก็ตาม จะเจอนักร้องหรือนักดนตรีมาบอกว่าเพลงผมร้องยากมาก เพลงผมเล่นยากมาก เราก็ถามว่าทำไมถึงเล่น เขาบอกว่าเพลงมันดี ไม่เล่นไม่ได้ เหมือนเขาได้ฝึกตัวเอง คนฟังก็ขอเพราะอยากฟัง อะไรแบบนี้ทำให้เราดีใจมาก เพราะคนยอมรับผลงานเรา ไม่นับธุรกิจแต่บังเอิญมันประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจด้วย เพลงเข้าสู่ชาร์ทด้วย ซึ่งเป็นเพราะทีมงานทุกคนเก่ง ที่สำคัญเราดีใจที่ได้เป็นต้นแบบของนักร้องนักดนตรีรุ่นใหม่ ทั้งที่บางคนอายุมากกว่าเราด้วยซ้ำ เพราะเราก็เคยผ่านจุดนั้น”

62566405_2337525416306257_1919960920885297152_o

 

  • เพลงของ ‘นนท์’

ผ่านมาครึ่งปี 2562 ซิงเกิ้ลของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยวทั้ง Play, หมื่นคำลา และ ไม่ใช่เวลาของเรา ทุกเพลงมีกระแสตอบรับดีมาก ที่สำคัญกำลัง ‘ติด’ และ ‘ไต่’ อันดับในชาร์ทเพลงของหลายคลื่นวิทยุรวมทั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆ ด้วย

ถึงจำนวนงานที่นนท์ทำในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจะเหมือนไม่มากนัก ไม่ใช่เขาได้รับความนิยมน้อยลง ในทางกลับกันระยะหลายปีมานี้ชีวิตการทำงานของเขากำลังพุ่งสุดขีด ถึงขนาดเมื่อ 2-3 ปีมานี้มีทัวร์คอนเสิร์ตทุกวัน วันละ 3 งาน หากนับจำนวนงานแต่ละปีมีมากถึงหลักพันงาน! และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เขาต้องลดปริมาณงานลง เพราะปัญหาสุขภาพซึ่งมาพร้อมกับการโหมงานหนัก พักผ่อนน้อย และโรคที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดอย่าง ‘ลิ้นหัวใจยาว’

ลิ้นหัวใจยาวเคยทำให้ในการแสดงหลายครั้งนนท์เกือบต้องหยุดกะทันหันเพราะเจ็บหน้าอก แต่เมื่อมองลงไปเห็นคนดู เขาละทิ้งความรักของแฟนๆ ไม่ได้ ลากเล่นคอนเสิร์ตต่อจนจบแม้จะนานนับชั่วโมง

“ผมเป็นคนที่เวลาโชว์ก็อยากทำเต็มที่ บางทีใจเราไปแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ร่างกายเราไปไม่ถึงร้อย ก็เลยเฟล ปีนี้จึงต้องเบาลงเพื่อฟื้นฟูร่างกายด้วย แต่พอหยุดได้แป๊บเดียวก็รู้สึกอยากหาอะไรทำ บวกกับทางต้นสังกัดมีอะไรอยากให้เราลองทำ เราก็เสนอว่าจากเดิมที่ปล่อยแค่หนึ่งซิงเกิ้ลแล้วทัวร์คอนเสิร์ตตลอดทั้งปี ลองปล่อยเป็นหลายๆ ซิงเกิ้ลดูไหม ซึ่งทางค่ายก็ยินดี”

เมื่อลดจำนวนงานลงนนท์จึงเลือกที่จะเคี่ยวกรำผลงานให้เข้มข้น ทั้งสามเพลงล่าสุดจึงได้รับการคัดสรรมาอย่างดี แน่นอนว่าหนุ่มเสียงดีคนนี้มีส่วนร่วมในทุกเพลงแทบทุกขั้นตอน

นนท์เล่าถึงเพลง Play ว่ากลั่นมาจากตัวตนของเขาที่เป็นเกมเมอร์ บวกกับเรื่องราวความรักของโปรดิวเซอร์ กลายเป็นเพลงที่สะท้อนถึงอาการตกหลุมรักใครสักคนแล้วตามตื๊ออยู่ได้นานหลายปี แม้บางทีความหวังจะแสนริบหรี่ ก็คงเหมือนเกมที่พอแพ้ก็กดปุ่มเริ่มเล่นใหม่

“การได้แอบรักใครสักคนมันอาจเป็นความสุขมากกว่าการได้รักด้วยซ้ำ” นนท์บอก

ส่วนเพลง หมื่นคำลา ที่หลายคนคุ้นหูกันดีโดยเฉพาะใครที่เกิดทันยุค 80s-90s เพราะเพลงต้นฉบับเป็นของ ‘ฝันดี-ฝันเด่น’ แม้นนท์จะเกิดไม่ทัน แต่เขายอมรับว่าหลงใหลความคลาสสิคของดนตรียุคนั้นมาก จนกระทั่งวางโจทย์ว่าจะร้อง cover เพลงยุคนั้น ชื่อเพลงหมื่นคำลาก็ผุดขึ้นมาทันที

“เราเคยฟังเพลงนี้ แต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นของพี่ๆ ฝันดี-ฝันเด่น อาจเพราะมันดูเศร้าเกินไป พอเรากลับไปฟังก็เห็นช่องว่าจะทำแบบไหน พอทำก็ทำเป็นซินท์ป็อป กลิ่นอาย 80s-90s มีความวินเทจแต่โมเดิร์น ฟังแล้วก็เป็นเพลงยุคนี้แหละแต่ทำให้ดูเก่าขึ้น ใน MV ก็ทำแบบยุคเก่าเลย มันเป็นการทำงานที่สนองความต้องการของทุกฝ่ายครับ (หัวเราะ)”

และกับเพลงล่าสุดที่เพิ่งปล่อย MV ไปเมื่อไม่นานนี้ อย่างเพลง ไม่ใช่เวลาของเรา ยังคงอยู่กับเรื่องความเศร้า แต่มาพร้อมกับโจทย์ว่าต้องการภาพที่ใหญ่ขึ้น เศร้าขึ้น เรียกว่าขยี้หัวใจกันให้แหลกสลายเลยทีเดียว จึงหนีไม่พ้นประเด็นคนที่รักกันมาก ต่างคนคือคนที่ใช่ของกันและกัน ทว่าเจอกันในเวลาที่ไม่ใช่ แม้จะรักกันแค่ไหน แต่ก็เดินต่อไปไม่ได้ ซึ่งนนท์เผยว่านี่คือช่วงเวลาที่เขาอยากเล่ามาก

“แต่เพลงนี้แต่งมาเป็นอะคูสติก ก็ยากที่เราแล้ว พอดนตรีน้อยชิ้นลง เหลือแค่กีต้าร์ เครื่องสาย และคอรัสซึ่งได้รับเกียรติมากๆ จากพี่หนึ่ง ETC มาคอรัสเพลงนี้ให้ มันยากเหมือนเราทำสเต็กที่ไม่มีซอสอะไรทั้งสิ้น การปรุงเนื้อจะต้องดีมากๆ คือมาหนักที่เสียงของเรา ดีไซน์ว่าร้องอย่างไร ใช้เวลาเกือบสัปดาห์เหมือนกันเพื่อหาวิธี ท้ายที่สุดเทคที่ทุกคนได้ฟังคือเทคที่เราป่วย พอเราป่วยกว่าจะถึงแต่ละโน้ตมันยากกว่าปกติ เลยได้ความทรมานบางอย่างที่เราชอบ มันมีความพยายามอยู่ในนั้นซึ่งมันดี เพราะเพลงก็พูดถึงความพยายามที่จะรักกันให้ได้ แต่รักไม่ได้”

...

  ทุกโอกาสที่เข้ามาหา ‘นนท์’ ธนนท์ ไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์ แต่ทุกฝันล้วนเกิดขึ้นจากพรแสวง ความมุ่งมั่นที่จะทำโดยไม่สนผลลัพธ์ คือกุญแจของความสำเร็จที่ถูกพิสูจน์มาตลอด 8 ปี และมีแต่จะยิ่งพัฒนาทั้งรูปลักษณ์หน้าตา รวมไปถึงคุณภาพเพลง

64480374_2337525506306248_3744000000686817280_o