ฮิโนกิแลนด์...แดนวัฒนธรรม?!?

May 18, 2019
by ชุติมา ซุ้นเจริญ

บทความที่ชวนตั้งคำถามกับนิยามวัฒนธรรมและการทำงานที่เหมือนไม่ค่อยจรรโลงสังคมของหน่วยงานภาครัฐ

เห็นข่าวทีแรกก็ออกจะขำๆ เมื่อเพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่’ โพสต์ภาพเอกสารประกาศของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เรื่อง ‘ผลการคัดเลือก 10 แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมที่ต้องไป’ นัยว่าเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ รณรงค์ให้มีการรักษามรดกศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้แก่ศิลปวัฒนธรรรมในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

หนึ่งในนั้นมี ‘ฮิโนกิแลนด์’ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมที่‘ต้องไป’ และกลายเป็นไฮไลท์ของการวิพากษ์วิจารณ์ เดือดร้อนไปถึงเจ้าของฮิโนกิแลนด์ อนิรุทธ์ จึงสุดประเสริฐ ต้องออกมาบอกว่า “ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย” หนังสือรับรองอย่างเป็นทางการก็ไม่มี เจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยมาสำรวจ หลักเกณฑ์คืออะไรก็ไม่รู้

“ถ้าเป็นคำว่าวัฒนธรรมไทย เราต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่ แต่ถ้าคำว่าวัฒนธรรมก็ต้องเอาหลักเกณฑ์มาดู”

ตามมาด้วยการชี้แจงจากต้นเรื่อง ที่อธิบายว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่และสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้เสนอชื่อแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมพิจารณาแต่อย่างใด และเมื่อสอบถามไปทางกรมถึงกรณีที่เกิดขึ้น ทางกรมได้ชี้แจงว่า การคัดเลือกดังกล่าวเป็นการพิจารณาจากผลการสำรวจความนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

“อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่และสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ จะทำหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อแจ้งข้อกังวลของประชาชนชาวเชียงใหม่ที่ไม่เห็นด้วยกับการประกาศให้แหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวเป็น 1 ใน 10 แหล่งวัฒนธรรมที่ต้องไป เนื่องจากไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย”

ซึ่งตอนหลัง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ก็มายืนยันตาใสๆ ว่า “ไม่ได้หมายถึงวัฒนธรรมไทย” แค่ยกให้เป็น 1 ใน 10 แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ต้องไป...ก็แค่นั้น!

บอกตามตรง ที่ผ่านมาก็แทบจะไม่ได้คาดหวังอะไรกับหน่วยงานเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะเห็นสาละวนอยู่กับระบำรำฟ้อน การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อว่ามีความเป็นไทย ทั้งที่คำว่า ‘วัฒนธรรม’ และ ‘ความเป็นไทย’ ล้วนแต่เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงในทางวิชาการมานาน มีหลากหลายทฤษฎีที่ใช้อธิบาย และมีหลายความเห็นที่มองว่าไม่ควรยึดติดอยู่กับกรอบคิดที่คับแคบ แบบที่ต้องพ่วงท้ายด้วยคำว่า ‘ดีงาม’ ‘เก่าแก่’ ‘ไทยไทย’  ซึ่งดูเหมือนว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ยังคงวนเวียนๆ อยู่แต่ ‘เรื่องเก่าๆ’ ‘มุมมองเดิมๆ’

เพียงแต่ครั้งนี้ออกจะ ‘ขำขื่น’ ไปสักหน่อย ตรงที่...อยู่ดีๆ ก็ตัดพ่วงท้าย 'ความเป็นไทย'  ไปแบบไม่เหลือเยื่อใย ดูเผินๆ เหมือนจะใจกว้างหันมาส่งเสริมวัฒนธรรม(อะไรก็ได้) แต่เอาเข้าจริงๆ ก็มองไม่เห็นว่า ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการนี้คืออะไร ถ้ามองในเชิงวัฒนธรรม!

รวมทั้งตอบคำถามได้หรือไม่ว่า...มันคือวัฒนธรรมในความหมายไหน

หากมองวัฒนธรรมในความหมายกว้างว่า เป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิต ซึ่งนอกจากสิ่งที่จับต้องได้อย่างศาสนสถาน สถาปัตยกรรม การแต่งกาย ก็ยังมีความคิดความเชื่อ ภาษา ศาสนา ประเพณี พิธีกรรม อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ที่อยู่ในเงื่อนไขของการมีปฏิสัมพันธ์และยอมรับร่วมกันของผู้คนในสังคม ซึ่งไม่ได้อยู่เหนือการเปลี่ยนแปลง หากแต่มีพลวัตสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปด้วย

ย้อนกลับมาดูฮิโนกิแลนด์กันชัดๆ สิ่งก่อสร้างเกิดใหม่นี้เชื่อมโยงกับชุมชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมอย่างไร มากไปกว่านั้น...ใครกันเป็นเจ้าของวัฒนธรรมนี้ แม้จะได้รับแรงบันดาลใจจาก ศิลปะสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น แต่ต้องถ่างความหมายของ ‘วัฒนธรรม’ ให้กว้างขนาดไหนถึงจะโอบรับกับเป้าหมายที่บอกว่า เพื่อรณรงค์ให้มีการรักษามรดกศิลปวัฒนธรรม

ยิ่งนึกถึง ‘วัฒนธรรม’ อีกมากมาย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่จับต้องมองเห็นได้ง่ายๆ และอีกมายมายซึ่งสะท้อนรากเหง้าและอัตลักษณ์ความหลากหลายของคนในพื้นที่ ทว่ายังไม่ถูกเหลียวแล สนับสนุนให้มีที่ทางอย่างสง่างาม ยิ่งขำไม่ออกว่า...หน่วยงานเหล่านี้ทำอะไรกันอยู่

ถ้าให้เดาทาง ก็เชื่อว่าน่าจะมาจากความพยายามเกาะกระแสการท่องเที่ยว แต่คงจะคิดง่ายไปหน่อย ก็เลยเจอดราม่าชุดใหญ่ ซึ่งในอีกมุมหนึ่งอาจจะถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ปรับโฟกัสมาที่หน่วยงานทางด้านวัฒนธรรมของประเทศนี้กันอีกสักครั้ง

กับคำถามเดิมๆ ที่ว่า... วัฒนธรรมคืออะไร เราควรให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมประเภทไหน และพวกท่านทำอะไรกันอยู่?

ถึงบรรทัดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหน่วยงานด้านวัฒนธรมของรัฐ ซึ่งตั้งมายาวนานและมีงบประมาณไม่น้อย จึงไม่เคยทำให้ผู้คนในสังคมนี้ตระหนักถึงความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรม เรียนรู้และอยู่ร่วมบนพื้นฐานความหลากหลายทางความคิด ศาสนา เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ฯลฯ

ที่ไม่มีใครดีกว่าใคร เหนือกว่าใคร หรือสูงส่งกว่าใคร... 

//////////////////////////////////////

คอลัมน์ : สมรู้ | ร่วมคิด

เซคชั่นจุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ