‘เดชา’หมอพื้นบ้าน ที่แจกยากัญชาได้

April 19, 2019
by เพ็ญลักษณฺ์ ภักดีเจริญ

ถ้าจะทำให้ยากัญชาเป็นของมวลชน ไม่ผูกขาดเฉพาะกลุ่ม ก็จะเป็นทางเลือกของผู้ป่วยทุกระดับ แต่เรื่องนี้ยังเป็นแค่ความฝัน....

 

“เขาไม่ยอมแก้กฎหมาย ก็เลยให้เราเข้ามาอยู่ในกฎหมาย โดยเป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งง่ายสุด การทำกัญชาให้เป็นยาที่เคยอยู่ใต้ดินมาตลอดก็ได้ขึ้นมาอยู่บนดิน พวกเราจะขับเคลื่อนต่อไป ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย " เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ที่เคยพัฒนาสายพันธุ์ข้าวมานานกว่า 30 ปี กล่าว โดยยืนยันว่า การศึกษา ปลูก ผลิตยากัญชามานานกว่า 6 ปี เป็นการทำส่วนตัวไม่เกี่ยวกับมูลนิธิ

หลังจากแจกยากัญชามาหลายปี และเกือบจะถูกจับกุมไปดำเนินคดี จนเกิดกระแส #SaveDecha ล่าสุดรัฐจึงเปิดไฟเขียวให้เดชา ทำเรื่องยากัญชาในฐานะหมอพื้นบ้านที่สามารถแจกยาให้ชาวบ้านได้ พร้อมๆ กับเปิดโอกาสให้พัฒนาการทำกัญชาเป็นยา ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ

หากพูดถึงการพัฒนาเรื่องกัญชา เดชา ให้สัมภาษณ์ครั้งแรก(เดือนตุลาคม 2561 )ว่า ไม่ได้ทำตามวิธีการแบบฝรั่ง และยากัญชาสามารถรักษาได้ 700 โรค ล่าสุดเขาตั้งคำถามใหม่ว่า ตอนนี้ต้องดูว่า มีโรคไหนบ้างที่ใช้ยากัญชารักษาไม่ได้

 

ล่าสุดคุณสามารถแจกยากัญชาได้เหมือนเดิม โดยรัฐอนุญาติในฐานะหมอพื้นบ้าน แล้วยกต่อไปจะขับเคลื่อนเรื่องอะไร

เหมือนกรณีหมอแสงก็ผิดกฎหมาย ก็ต้องทำให้เป็นหมอพื้นบ้านก่อน ถึงจะแจกยาได้ ช่วงนี้รัฐแก้ปัญหาให้ผมก่อน เพราะมีคนสนับสนุนเยอะ เราก็ใช้โอกาสนี้ แจกยากัญชาโดยไม่ผิดกฎหมาย เพราะเขาอนุญาติเราคนเดียว ต่อไปคนที่รับยา ก็จะร่วมกันผลักดันกฎหมาย การทำกัญชาให้เป็นยา ถ้าไม่แก้กฎหมาย ก็ต้องทำตามกฎหมาย ซึ่งกรณีหลังง่ายกว่าแก้กฎหมาย และตอนนี้เราก็มีศักยภาพเพียงพอ

 

เป็นไปได้ไหมที่การใช้ยากัญชาสำหรับคนทั่วไปจะเป็นเรื่องถูกกฎหมาย

ไม่แน่ กลุ่มที่เราแจกยานี่แหละที่จะเป็นพลังมวลชน ซึ่งสนับสนุนเรามากขึ้นทุกวัน อีกอย่างช่วงนี้ยังไม่มีการตั้งรัฐบาล(เดือนเมษายน 2562) ทำให้กฎหมายออกใหม่มีช่องว่าง เป็นช่วงนิรโทษกรรม ซึ่งเราสามารถแสดงตัว ที่เราตัดสินใจเปิดเผยตรงนี้ เพราะถ้าไม่ใช่ช่วงนิรโทษกรรมก็คงจะโดนจับแน่ๆ

ขนาดมีช่องว่าง 90 วันตอนนี้ยังเจอแบบนี้ ทั้งๆ ที่มีการขายยากัญชาใต้ดินเยอะแยะไปหมด ไม่จัดการ ถ้ามาจับในช่วงนิรโทษกรรม 90 วันแบบนี้ คนส่วนใหญ่มองว่าไม่เป็นธรรม เพราะกฎหมายให้ยากัญชาทำเพื่อการแพทย์ แต่มีเงื่อนไขหลายอย่าง

 

ปัญหานี้ต้องแก้ยังไง

ต้องเอากัญชาออกจากพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ถ้าทำได้ จะแก้ปัญหาได้หมด ประชาชนก็จะปลูกกัญชาได้เหมือนปลูกพริก ปลูกกะเพรา แต่ถ้ากัญชายังเป็นยาเสพติด ปัญหาก็ไม่จบ โดยเฉพาะเรื่องการตีความ คนที่มีคุณสมบัติทำกัญชาเป็นยาได้จะมีน้อย การใช้ประโยชน์จากกัญชาก็จะจำกัดเฉพาะกลุ่ม เหมือนการผลิตเหล้าก็ผูกขาด

 

ถ้ากัญชาใช้เป็นยาได้อย่างเสรี จำเป็นต้องให้ความรู้ประชาชนไหม

เรื่องกัญชาไม่น่ากลัวหรอก ไม่อันตราย กินไปเท่าไหร่ ก็ไม่ตาย ปลอดภัยเต็มร้อย ไม่เหมือนยาเสพติดบางอย่าง กินเกินขนาดที่กำหนดก็ตาย ดังนั้นกัญชาจะเปิดเสรียังไง ก็ไม่อันตราย มีการให้ข้อมูลผิดๆว่าเป็นยาเสพติด ถ้าเป็นการเสพติด ต้องเหล้าและบุหรี่ นั่นแหละใช่ ทั้งๆ ที่ไม่อันตราย กาแฟบางยี่ห้อที่โฆษณาเยอะๆ ยังอันตรายมากกว่า

 

คุณหาความรู้เรื่องกัญชายังไง 

       การหาความรู้ของผมเป็นแบบดั้งเดิม ตามแนวทางพุทธ ผมมองว่า ปัญญาและความรู้มี 3 ระดับคือ อันดับแรก -สุตมยปัญญา ปัญญาจากการฟังการอ่าน (เขาบอกมายังไง ก็ได้แค่นั้น จริงหรือไม่จริงไม่รู้) ปัญญาอันดับสองคือ-จินตมยปัญญา คือ การคิด จินตนาการ ใช้สมอง ปัญญาแบบนี้สูงขึ้นนิด แต่สมองมนุษย์ก็มีขอบเขต จะมีความรู้เพิ่มหรือไม่ อยู่ที่ประสบการณ์ของแต่ละคน 

และปัญญาระดับสูงสุดคือ ภาวนามยปัญญาคือ ความรู้สูงสุดโดยการฝึกจิต ถ้าทำได้จะเกิดญาณทัสนะ ไปรู้ไปเห็นได้ทุกอย่าง เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ซึ่งวิธีการหาความรู้ของผม มาจากคนที่ฝึกจิตจนถึงจุดนั้น 

เมื่อท่านบอกมา เราก็เลือกทดสอบเฉพาะที่เขาบอกว่าใช้ได้ผล เป็นการประหยัดเวลา และได้ข้อมูลด้วย ไม่ใช่ว่า บอกแล้วเชื่อเลย ต้องทดสอบ ถ้าได้ผลจริง ก็เชื่อ

 

เหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ไหม

ถ้าไม่มีข้อมูล เราก็จะทดลองมั่วๆ แต่ถ้ามีข้อมูลที่น่าเชื่อถือก็ง่าย อะไรควรทดลอง หรือ ไม่ควรทดลอง เราก็ต้องรู้ อีกอย่างการทดลองแบบฝรั่ง เราไม่มีทางทันพวกฝรั่ง เพราะเขามีเครื่องมือดีกว่า เราก็จะตามหลังฝรั่งตลอด แต่ถ้าเราทำแบบนี้ เราจะนำหน้า เพราะพวกฝรั่งไม่กล้าทดลองกับเด็ก พวกเขากลัวว่าจะเกิดภาวะสมองฟั่นเฟือง แต่เราทดลองใช้ยากัญชาแบบเจือจางนิดเดียวกับเด็ก เราก้าวหน้ากว่าฝรั่งหลายเท่า

 

ก้าวหน้ากว่าฝรั่งยังไง

 ฝรั่งไม่กล้าใช้กับเด็กที่เป็นโรคลมชัก แต่เราลองใช้ยากัญชาแบบเจือจางกับเด็กที่ชักและหายขาดได้ ถ้าเราจะทำให้เด็กฉลาด มีสมาธิ ฝรั่งไม่กล้าทำแบบเรา  ฝรั่งไม่ได้มีความรู้เรื่องญาณทัสนะตามแนวทางพุทธแบบเรา

 

ถ้าคุณพูดเรื่องญาณทัสนะกับคนในสังคม เขาจะเข้าใจหรือ

เราเอาผลลัพท์ที่เกิดขึ้นจริงมายืนยัน พิสูจน์ได้ ผมศึกษาทดลองเรื่องยากัญชามา 6 ปี เราเลือกความรู้ของฝรั่งที่เหมาะกับคนไทย หลักๆ ที่ผมทำคือ ต้องง่าย ถูก ทำแบบเล็กๆ ใครๆ ก็ทำได้ ไม่อันตราย ประสิทธิภาพสูง และไม่ผูกขาด ซึ่งเทคนิคฝรั่งที่เข้ากับแนวคิดเรา มีน้อยมาก เราก็ต้องพัฒนาเทคนิคขึ้นมาเอง

 

เทคนิคที่พัฒนาขึ้นมาเองคือเรื่องใด

อย่างน้ำมันกัญชา จะมีตัวยาเยอะและเข้มข้น วิธีสกัดน้ำมันกัญชาแทนที่จะใช้แอลกอฮอล์หรือคาร์บอนเหลวที่แพงและยุ่งยาก เราเอาสารละลายจากปิโตรเลียม แนฟทา ประสิทธิภาพสูงกว่า ง่ายและถูก ลิตรละ 25 บาท ต่างจากแอลกอฮอล์ลิตรละ 100-200 บาท

 

มีหลักวิชาการรองรับไหม

ถ้าจะมีคนมองว่า เป็นวิธีการแบบบ้านๆ ก็ช่างมัน เพราะวิธีการนี้ถูกกว่าและได้ผล ถ้าเราทำได้ ทุกคนในประเทศไทยก็ทำได้หมด ไม่ผูกขาด ถ้าเราต้องปลูกกัญชาในโรงเรือนสัก 100 ต้น ถึงจะทำได้ แต่ใช้เงินลงทุนเยอะ ทำแบบนี้คนทั่วไปทำไม่ได้หรอก

 

เป็นวิธีการที่ไม่ผูกขาดทางการค้า ? 

 วิธีนี้ใช้กับการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนานกว่า 30 ปี ได้ประโยชน์จริงๆ กับชาวนาทั่วไป ไม่ใช่ว่าปลูกข้าว ต้องพึ่งกรมการข้าวหรือกรมวิชาต่างๆ ตลอดไป ซึ่งเป็นการผูกขาด ที่ผ่านมาเราพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหลายร้อยสายพันธุ์ โดยไม่ได้จดลิขสิทธิ แม้เรื่องนี้จะถูกกีดกัน ชาวนาก็ขยายสายพันธุ์ข้าวได้

พอมาถึงเรื่องกัญชา ก็ต้องทำเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ที่จะนำมาปลูก การทำเป็นยา วิธีการใช้ยากัญชา การเก็บข้อมูล เราทำแบบที่ชาวบ้านทำได้ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นหน่วยงานที่มีความพิเศษถึงจะทำได้ และเราไม่ได้คิดว่าจะผูกขาดคนเดียวแล้วแจกชาวบ้านไปจนชั่วฟ้าดินสลาย เราทำเบื้องต้น แล้วให้ชาวบ้านรับภาระทำต่อเอง

  ถ้าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ มวลชนต้องมั่นใจว่า เขาทำเรื่องกัญชาได้เอง ไม่ต้องพึ่งใคร อีกอย่างยาที่รักษาโรคแบบกัญชาได้ มีทั้งโรคซึมเศร้า แพ้ภูมิตัวเอง มะเร็ง ลมชัก ฯลฯ ยาอะไรก็แทนไม่ได้ มีคนที่เป็นโรคเหล่านี้เยอะมากและไม่มีทางเลือก จึงต้องมาทางกัญชา ถ้ายังถูกกีดกัน คนป่วยและญาติของพวกเขา ก็จะเป็นพลังในการต่อสู้ เพื่อชีวิตของพวกเขาและญาติพี่น้อง เและการต่อสู้จะกว้างขวางกว่าเรื่องข้าว

 

คุณเคยบอกว่า ยากัญชารักษาโรคได้กว่า 700 โรค มากมายขนาดนั้นเลยหรือ

ข้อมูลตอนนั้นมีเท่านั้น (ปลายเดือนตุลาคม 2561) แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนคำถามว่ามี โรคอะไรบ้างที่รักษาด้วยยากัญชาไม่ได้

 

คุณใช้วิธีแบบไหนพัฒนากัญชาให้เป็นยา

เราใช้วิธีการแบบโบราณกับแบบใหม่ผสมผสานกัน โดยประยุกต์ให้เหมาะกับยุคสมัย แต่ตอนนี้เรื่องกัญชาถูกผูกขาด เราจึงเรียกร้อง ร่วมกับเครือข่ายทั้งหมด ทั้งเรื่องการปลูก การแปรรูป และทำเป็นยา รวมถึงเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ 

ขั้นตอนตอนนี้ คือทำกระบวนให้ครบก่อน เราจะร่วมกับทุกหน่วยงานที่เห็นด้วยกับเรา เพื่อให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเยอะๆ เร็วๆ และหลากหลาย เราไม่ได้คิดว่า วิธีใดจะดีที่สุด เราต้องทดลองทุกวิธี แล้วเอาวิธีที่เหมาะที่สุดนำมาขยายผลในอนาคต

 

งานหลักของคุณในช่วงวัย 70 คือเรื่องนี้หรือ

ผมหันมาทำเรื่องกัญชา เพราะคนเจ็บป่วยเยอะมาก แล้วระบบสาธารณสุขปัจจุบัน แก้ปัญหาไม่ได้ เราก็ต้องหาทางเลือกที่ดีกว่า เพราะเราเห็นปัญหา ก็หาทางออก และผมทำตามเหตุปัจจัยไม่ได้ตั้งเป้าไว้ล่วงหน้า อะไรเกิดขึ้นเราก็ทำตามเหตุที่คิดว่าดี ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วอนาคตจะดีเอง

การพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ผมก็ยังทำอยู่ ส่วนเรื่องกัญชาเป็นงานส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับมูลนิธิฯ โดยมีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งมาช่วยทำ ตอนที่ถูกหมายจับ ก็มีการโยงกับตำแหน่งประธานมูลนิธิข้าวขวัญ  เพราะบ้านผมอยู่ในมูลนิธิ

 950-615-noticias-imagen-1197