ปักหมุด! เขตวัฒนธรรมพิเศษ

November 22, 2018

เมื่อชีวิตแทบไม่เหลือที่ยืน สุสานยังถูกทำลาย กฎหมายเขตคุ้มครองวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์คือฟางเส้นสุดท้าย

“คือมันเจ็บช้ำ...” ประโยคแรกออกจากปากตัวแทนชาวเลอันดามันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

อรวรรณ หาญทะเล ชาวบ้านทับตะวัน จังหวัดพังงา ระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวเล หลังถูกแย่งยึดพื้นที่อาศัยที่อยู่กันมานับร้อยปี ทำลายสุสานของบรรพบุรุษ ละเมิดวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม

“พวกเราชาวเลเกาะหลีเป๊ะเป็นผู้กำหนดเขตประเทศไทย แต่สิทธิของผู้บุกเบิกกลายเป็นผู้บุกรุก เพราะศาลหรือรัฐบาลเอาแค่เอกสารสิทธิ์ที่ช่วยกันโกง แต่ให้ชาวเลเป็นผู้ถูกดำเนินคดี

แม้เราจะได้มติ ครม.ตอนปี 53 (มติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและกะเหรี่ยง) ซึ่งเราคิดว่าชีวิตของพวกเราจะดีขึ้น แต่ ณ ปัจจุบัน เอกชนกับรัฐร่วมกันไถพื้นที่สุสานของเรา ตอนนี้เรายังเหลือ 15 สุสานให้ได้ฝังร่าง แต่หลายพื้นที่ของชาวเลก็มีกรณีการแย่งชิงสุสานกับเอกชน

100 กว่ากรณีที่เราถูกดำเนินคดี มี 200-300 คนที่ต้องขึ้นศาลตลอดเวลา แล้วก็มีสิทธิจะถูกฟ้องร้องอีกเรื่อยๆ ภายใน 1 ปีนี้ก็จะรู้ผลของพี่น้องชาวเลที่กระบี่ว่าจะอยู่ได้ต่อไป หรือถูกขับไล่...” 

และแม้จะอยู่ไกลกันนับร้อยกิโลเมตร จากทะเลสู่ภูผา แต่ตัวแทนชาวปกาเกอะญอจากภาคเหนือและภาคตะวันตกก็แสดงความอึดอัดคับข้องใจในกรณีที่บ้านและพื้นที่ทำกินซึ่งสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนอื่นบนผืนดินเดิมของตนเองเช่นเดียวกัน

บุญศรี พนาสง่าวงศ์ ชาวบ้านแคววัวดำ ตำบาลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เล่าว่าหมู่บ้านของเขากำลังจะถูกผนวกรวมให้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติลำน้ำกกซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง ที่ผ่านมาชาวบ้านช่วยกันดูแลผืนป่ามาตลอด มีกฎกติกาเพื่อรักษาทรัพยากรให้ยังคงอุดมสมบูรณ์ แต่กลับถูกลิดรอนสิทธิในที่ดินผืนนี้

“ปัญหาเรื่องที่ดินเกิดขึ้นเพราะรัฐเป็นคนที่เข้ามา คือเราอยู่กันมันก็ไม่มีปัญหาอะไร เราอยู่ในเขตป่าแต่ไม่ใช่ว่าไปทำลายป่า ตามความเป็นจริงแล้วเรามีการจัดการ มีกฎระเบียบ มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ เราจัดการโดยชุมชน แต่ตอนนี้ปัญหาเกิดขึ้นเพราะเขาเตรียมประกาศเขตอุทยานฯ มีการเข้าไปคุยกับชาวบ้าน แล้วทางเจ้าหน้าที่ก็ให้เราไปชี้ที่ดินของเรา เสร็จแล้วก็ลงรายชื่อ แต่พอมาเสนอที่หน่วยงานที่เหนือกว่า มันกลายเป็นว่าเรายินยอมคืนที่ให้เขา ถูกดำเนินคดี ถูกจับก็มี”

เหมือนว่าเสียงเล็กๆ จากชายขอบไม่เคยดังถึงผู้มีอำนาจ ครั้งแล้วครั้งที่กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทั้งที่พวกเขาช่วยกันดูแลฐานทรัพยากร แต่ภาครัฐกลับกีดกันคนเหล่านี้ออกจากกระบวนการอนุรักษ์ และแม้ตามกฎหมายจะระบุว่า การประกาศเขตอุทยานฯไม่ว่าทางบกหรือทางทะเลจะต้องไม่ละเมิดสิทธิชุมชนที่ลงหลักปักฐานมาก่อน แต่ในความเป็นจริง หลายชุมชนถูกไล่รื้ออย่างไม่เป็นธรรม ทำลายชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างร้ายแรง

“ในมาตรา 6 กฎหมายอุทยานแห่งชาติบอกว่า พื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานฯได้ ต้องเป็นพื้นที่ธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นนาไร่สวนที่อยู่อาศัย และรัฐต้องรักษาไว้ให้เป็นธรรมชาติ ฉะนั้นที่ไหนเป็นบ้านคน ชุมชน เป็นอุทยานฯไม่ได้ ถ้าชาวบ้านอยู่มา 200-300 ปี นั่นคือประกาศเป็นอุทยานฯไม่ได้อยู่แล้ว ถามว่าเรื่องอย่างนี้ผู้ปกครองรู้มั้ย กำนันผู้ใหญ่บ้านรู้มั้ย นายอำเภอรู้มั้ย ผู้ว่าฯรู้มั้ย ผู้พิพากษารู้มั้ย รู้ แต่ไม่ตรงกัน” พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินของชุมชนชาวเลและกะเหรี่ยง กล่าว

และแม้ว่ากฎหมายที่มีอยู่เดิมจะสามารถใช้เป็นข้อต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมได้ แต่ด้วยวิธีคิดและวิถีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ชัดเจนว่าชาวบ้านยังต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ต่อไป ดังนั้นการปัดฝุ่นแนวคิด ‘เขตคุ้มครองวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์’ จึงเป็นหนึ่งในข้อเสนอต่อรัฐบาลจากมหกรรม ‘ที่ดินคือชีวิต ฝ่าวิกฤติที่ดินไทย’ เมือวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2561

46485382_2223618117862068_6308651421260578816_n

ที่ผ่านมาเราอาจจะคุ้นหูกับคำว่า ‘เขตเศรฐกิจพิเศษ’ ซึ่งพ่วงมาด้วยวาทกรรมสวยหรูของการพัฒนา แต่สำหรับแนวคิด ‘เขตวัฒนธรรมพิเศษ’ กลายเป็นเรื่องแปลกแปร่งเมื่อถูกเปล่งออกมาจากเสียงของคนเล็กคนน้อย

ทั้งนี้แนวทางในการนำเสนอกฎหมายดังกล่าว เกิดขึ้นจากสภาพปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีพึ่งพิงกับธรรมชาติ แต่ประสบปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย เนื่องจากถูกกีดกันออกจากสิทธิในการใช้และเข้าถึงทรัพยากร ทำให้จำนวนไม่น้อยต้องทำงานเสี่ยงอันตราย ผิดกฎหมาย ขาดความมั่นใจและภูมิใจในวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งปัญหาของแต่ละกลุ่มมีรายละเอียดและความเข้มข้นแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

กฎหมายเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม จึงถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย หรือพื้นที่ตั้งของ ‘ชุมชน’ ซึ่งมีภาษา ขนบประเพณี คุณค่าและกติการ่วมกัน รวมไปถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือพื้นที่ทางจิตวิญญาณ เพื่อรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ไว้ โดยมีจุดตั้งต้นอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ.2553 เมื่อคณะรัฐมนตรีในเวลานั้นได้มีมติรับรองการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและการฟื้นฟูชีวิตชาวกะเหรี่ยง กำหนดแผนงานและหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน

ทว่า นับจากวันนั้น 8 ปีผ่านไป ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็ยังถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เบียดขับจากพื้นที่ของตนเองอย่างต่อเนื่อง ดร.นฤมล อรุโณทัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เรื่องนี้มีอุปสรรคสำคัญมาจากโลกทัศน์และกระบวนทัศน์ของสังคม

“ทัศนคติที่ว่าเราจะก้าวหน้าได้ก็ต้อง 4.0 นวัตกรรม เศรษฐกิจ มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เราจะได้ก้าวหน้ารุ่งเรือง เราถูกครอบด้วยเรื่องเหล่านี้ มันทำให้เวลาจัดลำดับความสำคัญเราก็จะมองเศรษฐกิจเป็นเรื่องหลัก กระทรวงวัฒนธรรมก็ทำแต่อะไรที่มันจับต้องได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าใช้วัฒนธรรมตามแนวคิดว่า คนมีความสุข มีความเป็นชุมชน เป็นตัวนำทุกกระทรวงในการดำเนินงานพัฒนา เราจะเป็นประเทศที่ดูดีมากๆ เพราะเรามีรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีความเป็นชุมชนเอื้อต่อกัน"

ตรงข้ามกับความคาดหวัง ในสถานการณ์ที่เป็นจริงการคุ้มครองทางวัฒนธรรมยังคงเป็นเรื่องห่างไกล เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่าวิถีชีวิตซึ่งเป็นนามธรรม

"กฎหมายเราจะเน้นคุ้มครองในเรื่องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าจะมองให้ด้านวัฒนธรรมเราก็มีกฎหมายพวกโบราณสถาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอะไรที่จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับลักษณะความเป็นชาติ แต่ถ้าเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรมมากๆ วิถีชีวิตของคนกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่กับธรรมชาติ แล้วแทบจะไม่มีการก่อสร้างอะไรใหญ่โต เรากลับมองข้ามไป แต่ในแง่ของการพัฒนา หรือในแง่ของการอนุรักษ์ การประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน หรืออะไรแบบนี้ เราก็ค่อยๆ เบียดพื้นที่ของคนเหล่านี้จนกระทั่งเขาต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แล้วก็มานั่งเสียดายภายหลัง”

ดังนั้น เมื่อกฎหมายที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอในการสร้างความเป็นธรรมและยั่งยืนให้เกิดขึ้น ภาคประชาชนและนักวิชาการจึงเห็นว่าควรใช้ ‘ยาแรง’ หรือกฎหมายอีกฉบับที่คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับวันจะถูกเบียดขับคุกคาม โดยยังคงอ้างอิงตามหลักการในมติครม. 2553 ซึ่งหลายชุมชนได้ประกาศตัวเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษนำร่องไปก่อนแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านห้วยหินลาดใน จังหวัดเชียงราย และชุมชนชาวอูรักลาโว้ยบ้านสังกะอู้ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ที่ตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ความเข้มแข็งของชุมชน และความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทว่า ถึงวันนี้ความพยายามดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ

“อย่างบ้านห้วยหินลาดใน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านรักษาป่าได้ดีมาก เขาก็ลุกขึ้นมาประกาศพื้นที่พิเศษ แต่ว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ หรือหลายพื้นที่ก็ยังมีการไล่จับอะไรกัน เขาไม่มั่นใจเรื่องที่อยู่อาศัย การทำกินก็ยังไม่มั่นคง เราเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นคงจะต้องมีการยกระดับถึงขั้นเป็นกฎหมาย ก็เลยช่วยกันทั้งองค์กรภาคประชาชนและนักวิชาการทำเป็นต้นร่าง พ.ร.บ.เขตคุ้มครองวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์" ดร.นฤมล กล่าว

3

ในอีกมุมหนึ่ง อภินันท์ ธรรมเสนา รักษาการหัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้และเครือข่ายสัมพันธ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ขยายความคืบหน้าในระดับนโยบายว่า ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนกฎหมายในการแก้ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ พอจะเห็นทิศทางอยู่บ้าง โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิรูปประเทศ และมอบหมายให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเป็นองค์กรหลักในการร่างกฎหมาย

“ช่วงนี้เรากำลังดำเนินการที่จะรวบรวมความคิดเห็น และเชื้อเชิญพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทุกๆ กลุ่มมาร่วมกันร่าง พ.ร.บ. ซึ่งตามแผนปฏิรูปประเทศกำหนดชัดเจนว่าต้องเสร็จก่อนปี พ.ศ.2564 เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้จะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การร่างกฎหมายหรือผลักดันกฎหมายที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมายต้องอาศัยความรู้ในหลายๆ ส่วน ทั้งความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านเอง และความรู้จากภาควิชาการ ซึ่งก็ไม่ใช่วิชาการสาขาเดียวอีก อาจจะต้องมีความรู้ทางกฎหมาย ความรู้ทางมานุษยวิทยา ความรู้ทางรัฐศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับที่ดินอะไรต่างๆ มากมาย อันนี้เราจะต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง เพื่อให้งานต่างๆ เหล่านี้ขับเคลื่อนไปได้”

ซึ่งนอกจากภาคประชาชนและภาควิชาการแล้ว พลังสำคัญอีกด้านที่จะช่วยขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง คือสิ่งที่เรียกว่า 'กระแสสังคม'

“ผมคิดว่ากระบวนการที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่องควบคู่กันไป ก็คืองานสื่อสารสาธารณะ ให้ประเด็นของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เป็นกระแสสังคมให้ได้ เพื่อจะเกิดจุดคานงัดสำคัญที่จะทำให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่่รัฐให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้เพราะหลุมพรางขนาดใหญ่ในการแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ ปฏฺิเสธไม่ได้ว่า คือ ’อคติ’ และความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

“อย่างในบรรดาชาวเล 3 กลุ่ม ที่เรารู้กันมอแกนจะใช้ชีวิตอยู่ในเรือเยอะ เพราะฉะนั้นก็อาจมีคำถามว่าเขาต้องการที่ดินหรือเปล่าในเมื่อชีวิตเขาอยู่ในเรือ อันนี้ก็เป็นปัญหากับพี่น้องชาวเลอีก 2 กลุ่มคือ มอแกลนกับอุรักลาโว้ย ซึ่เดิมวิถีวัฒนธรรมของเขาก็ผูกพันกับแผ่นดินเหมือนกัน แต่อาจมีการโยกย้ายบ่อย ความอยู่ติดที่มันจึงไม่เหมือนสังคมเกษตรกรรม ก็เลยถูกเข้าใจผิดไปหมดว่า เขาไม่ต้องการที่ดิน ไม่ได้ปักหลัก ไม่ได้อยู่อย่างถาวร ไม่ได้อยู่อย่างต่อเนื่อง” ดร.นฤมล นักวิชาการผู้ศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมานานให้ข้อมูล

เสริมด้วยความเห็นจากนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาอย่าง อภินันท์ ที่มองว่าประเด็นเกี่ยวกับที่ดินในมติค.ร.ม. มีแนวทางไว้ชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร แต่ปัญหาอาจอยู่ที่ความจริงใจของเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ปัญหา

“บางทีต่อให้เราต่อสู้อย่างไรก็ตาม ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีใจที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหา คิดว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้ยากมาก ฉะนั้นกระบวนการที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรทำอยู่ คือกระบวนการที่เรียกว่า empowerment ให้กับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนชาวเล หรือชาวกะเหรี่ยง ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น”

เพราะนั่นคือ ‘เครื่องมือ’ หรือ ‘เกราะป้องกัน’สุดท้าย ที่จะช่วยคุ้มครองพวกเขา ไม่ว่ากฏหมายหรือผู้รักษากฎหมายจะคุ้มครองหรือไม่ก็ตาม

“จริงๆ แล้ว กฎหมายมันก็เป็น secondary ถ้าเราเคารพซึ่งกันและกัน มองเห็นวัฒนธรรมเป็นตัวนำ เราก็จะไม่ทำลายสิ่งที่เป็นนามธรรม” ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายในวันที่กฎหมายเขตคุ้มครองวัฒนธรรมยังเป็นภาพฝันของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศนี้