ถูก-แพงแล้วไง... อะไรอยู่ในเสื้อผ้าวัยรุ่น??

October 3, 2018

'ของมันต้องมี' ที่เราบอกตัวเอง..."ทั้งตัวราคาเท่าไร" ที่เราถามกับคนรอบข้าง...ความแตกต่างในวิธีคิดการเลือกซื้อที่ต้องเข้าใจ

คุณเคยเป็นบ้างไหม ยอมจ่ายเงินหลักพันเพื่อแลกกับของสะสมชิ้นเล็กๆ ที่คนอื่นไม่เข้าใจ ซ้ำบางครั้งยังถูกตั้งคำถามเชิงประชดประชัน “ซื้อมาทำแมวน้ำอะไร”

แล้วเคยเจอบ้างไหมไอ้ที่ยอมเก็บเงินเป็นเดือนๆ เพื่อแลกกับรองเท้าดีๆ สักคู่ ซึ่งเป็นทั้งแบรนด์ดังและสวมใส่สบาย ตัดสินใจยอมทุ่ม (เกือบ) สุดตัวเพราะคิดว่า ‘ของมันต้องมี’ แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนก็ดันไม่จบ อยากจะได้อีกคู่ที่ดูดีกว่า

คุณค่าของใคร (ก็) ของมัน 

ทำไมซื้อแต่ของไร้ประโยชน์, มีเงินอย่างเดียวไม่ได้นะต้องโง่ด้วย, เป็นเด็กหาเงินเองยังไม่ได้ ทำไมซื้อเสื้อผ้าแพงจัง และอีก ฯลฯ คือสารพัดความเห็นที่ว่าด้วยการชอปปิง ซึ่งกลายเป็นว่า ‘ผู้ซื้อ’ กับ ‘ผู้ที่พบเห็น’ ได้ให้คุณค่ากับสิ่งของสิ่งนั้นแตกต่างกัน

ถ้อยความข้างต้นมันอาจจะเป็นคำนินทาของบรรดาขาเมาท์ว่างงาน แต่เอาเข้าจริงคำวิจารณ์อย่างที่ว่าก็ไม่ได้กลวงเปล่าเสียทีเดียว นั่นเพราะมันบรรจุด้วยค่านิยม และบรรทัดฐานในแบบที่ต่างคนต่างมีมาตรฐานของตัวเอง

แบบที่สัปดาห์ก่อนมีคลิปวีดีโอ “ไปเที่ยวสยามแต่งตัวกันกี่บาท” แล้วกลายมาเป็นทั้งดราม่าและเป็นมุกตลกที่ใครๆ ก็พูดถึง เจอหน้ากันก็ต้องถามว่า “วันนี้แต่งตัวกี่บาท” ราวกับว่าเรื่องของราคากับเสื้อผ้าเป็นเรื่องตลกเสียดสีที่เล่นกันได้ทุกเพศ ทุกวัย

นพ.ชัยวัฒน์ พานทอง จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น บอกว่า เรื่องรสนิยมการซื้อของ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ไม่แตกต่างกัน นั่นเพราะก่อนจ่ายออกไปเรามีการประเมินคุณค่าในแบบของใครก็ของมัน และผสมปนเประหว่างฟังก์ชั่นการใช้งานกับคุณค่าของจิตใจ

“มันเหมือนกับที่คุณพ่อบ้านเอาเงินไปซื้อล้อแม็กแพงๆ แล้วคุณแม่บ้านไม่พอใจ อธิบายอย่างไรก็ไม่เห็นด้วย ขณะที่กลับกันก็มีบางคราวที่ฝ่ายหญิงซื้อเครื่องสำอาง แล้วคุณผู้ชายมองว่าไร้สาระ การตัดสินใจซื้อมันจึงเป็นการพิจารณาคุณค่าซึ่งแต่ละคนมองต่างกัน มีชุดความคิดแบบของใครของมัน ไม่เกี่ยงอายุ เพศ หรือคุณวุฒิ เพราะใครๆ ก็จะเจอคำถามแบบนี้กับคนรอบข้าง”

อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งคิดว่าผู้เขียนจะมาเล่าถึงหลักการใช้เงิน หรือประเมินค่าว่าสิ่งใดสมควรจ่าย เพราะเรื่องราคาที่เป็นตัวเลขเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่รู้จบ ต่างฐานะก็ต่างมุมมอง ยิ่งเมื่อถ้าผู้ปกครองพิจารณาแล้วว่าราคาที่ต้องจ่ายไปไม่น้อยแลกกับความสุขความพอใจของบุตรหลานเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแล้ว ใครจะห้ามไม่ให้ควักกระเป๋าจ่ายได้

ที่เน้นก็น่าจะเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์การใช้เงินของวัยรุ่นที่มีรายละเอียดต่างออกไป จากการสำรวจเราพบว่ามีไม่น้อยที่พวกเขาไม่ได้คำนึงเพื่อการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ให้คุณค่าในเรื่องของภาพลักษณ์ ความดูดี เป็นเครื่องบอกสถานะและตำแหน่งที่เขาอยากให้สังคมเข้าใจ เช่น วัยรุ่นชายคนหนึ่งไม่ยอมใส่นาฬิกาข้อมือที่แม่ซื้อให้แม้มันจะเป็นแบรนด์ที่ดีขนาดไหน เพราะมันดูแก่เกินไปและให้ภาพลักษณ์เป็นผู้ใหญ่แบบนักธุรกิจ แต่เขาจะเลือกนาฬิกามือสองที่ดูเท่ เป็นรุ่นและปีที่ไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆ หากแต่รู้จักกันเฉพาะกลุ่ม นั่นเพราะเขานิยามตัวเองแล้วว่าเป็น ‘สายวินเทจ’ ซึ่งชอบอะไรที่ดูย้อนยุค เป็นยูนีคซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ดิสก์ นักเรียนชายอายุ 16 ปี เล่าว่า เขาจะซื้อเสื้อผ้าโดยมีลิมิตราคาที่ตั้งเอง เช่น เสื้อไม่เกิน 1,000 บาท กางเกงไม่ควรเกิน 2,000 ส่วนรองเท้าจะมีหลายระดับ เช่น ถ้าเป็นรองเท้าแตะซึ่งจะเปลี่ยนบ่อยหน่อยก็จะเลือกที่ไม่เกิน 800-1000 บาท ถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบใส่เที่ยวก็มักจะเลือกที่ระดับไม่เกิน 3,000 บาท แต่ถ้าจะมองหาคู่เก่งมาใส่เดินใส่เที่ยว เขาจะมองหารองเท้าแบรนด์กีฬาที่ดีไซน์ไม่สปอร์ตเกินไป และจะเขยิบราคาไปถึงราวๆ คู่ละ 4,000-6,000 บาท

ส่วน นก บัณฑิตจบใหม่ อายุ 22 ปี ซึ่งเพิ่งได้งานเมื่อ 3-4 เดือนก่อน บอกว่า เธอซื้อเสื้อ กางเกง และ กระโปรง ในร้านแบรนด์แบบFast Fashion ทั่วไป มีราคาตั้งแต่ระดับร้อยต้นๆ จนถึงหลักพัน แต่ถ้าเป็นรองเท้า กระเป๋า ซึ่งเป็นของที่ไม่ได้ซื้อบ่อยก็จะมีราคาสูงหน่อย บางครั้งอาจไม่ได้มีลิมิตตัวเลขที่แน่ชัด แต่ก็จะค่อยๆ เก็บเงินจนกว่าจะซื้อได้

“มันขึ้นอยู่กับสไตล์ด้วยนะ ถ้าเป็นสายวินเทจเขาอาจะซื้อมือสอง ไม่แพง แต่เปลี่ยนบ่อย เน้นเครื่องประดับเก๋ๆ สำหรับหนูเป็นแนวๆ สปอร์ต ชอบใส่รองเท้าผ้าใบ ก็จะซื้อดีๆ ไปเลย เพราะมันใส่ได้นาน เดินสบาย ใส่เที่ยวก็ได้ เข้ายิมฟิตเนสก็ได้”

อิทธิพลสายสตรีท

แน่นอนว่าอิทธิพลการแต่งตัวของวัยรุ่นมาจากสื่อ และโลกออนไลน์ปัจจุบันก็ทำให้ไอดอลสายแฟชั่นเข้าถึงผู้คนธรรมดาๆ มากขึ้น ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าน้องๆ ในครอบครัวจะอยากได้เสื้อเหมือน จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) หรือหารองเท้าแบบ คานเย เวสต์ (Kanye West) มาสวมใส่ ทันที่ที่มีคนแชร์ภาพในเฟซบุ๊ค

มากกว่านั้นยุคนี้ยังเป็นเวลาของสตรีทแฟชั่น ซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วง 3-4 ปีหลัง สตรีทแฟชั่นสายสปอร์ตจึงกลายเป็นเทรนด์เด่นที่สุด และข้าวของแนวแคชวลสตรีทแวร์ ไม่ว่าจะเป็นหมวกแก๊ป สนีกเกอร์ แจ๊กเก็ตบุนวม หรือกระเป๋าคาดเอว ได้กลายเป็นส่วนผสมหลักที่ช่วยดึงคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าผู้ใหญ่หญิง-ชายให้ดูอายุน้อยลง

สตรีทแวร์มีส่วนผสมของอิทธิพลกลุ่มเด็กสเก็ตบอร์ดในยุค 80 ที่หลอมรวมวัฒนธรรม การใช้ชีวิต กราฟฟิตี้ เข้าไว้ด้วยกัน แต่ยังคงมีสไตล์ในตัวของมันเอง เป็นสไตล์ที่สวมใส่ได้ง่าย สามารถแต่งได้บ่อยในชีวิตประจำวัน และปัจจุบันสตรีทแวร์ก็ได้แทรกเข้าไปในแบรนด์ระดับไฮเอนด์ต่างๆ ทั้งการออกแบบ และการ Collaboration ร่วมกับแบรนด์วัยรุ่นอื่นๆ เราจึงเห็นแบรนด์หลักที่เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว แต่เคยมีบุคลิกเป็นผู้ใหญ่อย่าง Louis Vuitton, Balenciaga, Givenchy, Vetements, Hermès, ผลิตสินค้าซึ่งมีกลิ่นอายของสตรีทแฟชั่น รวมไปถึงมีแบรนด์ที่ยอดขาดถล่มทลายจากกระแสแฟชั่นที่ว่านี้ อาทิ Supreme, Stussy, Off white, Anti Social Social Club, Alexander Wang

ส้ม นุรารักษ์ สไตลิสต์และช่างภาพอิสระ ซึ่งมีผลงานในสื่อแฟชั่นมองว่า สตรีทแฟชั่น เป็นการรวมของ Sub-culture หรือวัฒนธรรมกลุ่มย่อยต่างๆ ในเมืองเข้าด้วยกัน ทั้ง ฮิปฮอป คลับแด๊นซ์ กราฟิตี้ รวมไปถึงพวกเทรนด์สปอร์ตแวร์ และงานศิลปะต่างๆ ในเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรม Street Culture การแต่งตัวของกลุ่มคนเหล่านี้จึงดูสนุกและเข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย

“พอวัฒนธรรมเล็กๆ ย่อยๆ ได้รับความนิยม แบรนด์ใหญ่ก็อยากจะทำอะไรที่สนองตอบคนกลุ่มนี้ บางแบรนด์จากที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้ใหญ่ก็อยากจะทำอะไรที่มันสนุกสนาน ออกนอกกรอบ อยากจะทำอะไรสำหรับวัฒนธรรมกลุ่มย่อยเหล่านี้ เป็นเส้นทางจากล่างขึ้นไปข้างบน แทนจากในอดีตที่แบรนด์เล็กได้รับอิทธิพลจากแบรนด์ใหญ่"

“อีกประเด็นหนึ่งมองว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมดนตรีด้วย อย่างตอนนี้กระแสมาทางแร๊ปเปอร์ มาทางฮิปฮอป คนที่เป็นแร๊ปเปอร์ก็จะได้รับความนิยมมาก มีชื่อเสียง เวลามีแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศ คนที่นั่งอยู่แถวหน้าก็จะเป็นแร๊ปเปอร์ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าแต่งตัวสีสันโดดเด่น มีเครื่องประดับ มีพร็อพที่ดูเด่น”

ถึงเช่นนั้น เกื้อกูล เลิศชัยชาญ พ่อค้าขายเสื้อผ้าทั้งในตลาดนัด อีเวนท์เทศกาล และออนไลน์มามากกว่า 10ปี มองว่า ถึงสตรีทแฟชั่นจะเป็นความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจริง แต่กลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เข้าถึงแฟชั่น และมีกำลังซื้อจริงๆ ยังอยู่ในระดับน้อย กลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นนักเรียนนักศึกษาไม่ได้ซื้อของที่มีราคาสูงบ่อย พวกเขาอยากเป็นเจ้าของก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมจะปล่อยต่อเพื่อมองหาของใหม่

 “ผมมองพ่อแม่ที่เขามีกำลังเงิน เขาก็ไม่คิดมาก แต่กลุ่มแรกนี้ส่วนตัวว่าน้อย ขณะที่คนฐานะกลางๆ คือเขาก็ไม่ได้ซื้อบ่อย ที่มันกลายเป็นกระแสเพราะคลิปวีดีโอที่ว่าดันไปถ่ายที่สยาม มันเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นอยู่แล้ว คนที่มาก็ต้องจัดเต็มอยู่แล้ว แต่ถ้ามาเดินตลาดนัดชานเมือง หรือเดินห้างแถวๆ บ้าน พวกเขาก็ไม่ได้แต่งตัวขนาดนี้"

Back to Basic

วัยรุ่นสยามและการแต่งตัวที่พูดถึงกันนี้  นพ.ชัยวัฒน์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น มองว่า ไม่ใช่เรื่องอะไรที่น่ากังวล หากแต่เป็นเรื่องพื้นฐานแบบ Back to Basic คือเรื่องของค่านิยม ซึ่งเชื่อมโยงกับความภาคภูมิใจ ความมั่นใจในตัวเอง หรือ Self-esteem  ที่ตัวเองมี

ดังนั้นถ้าไม่ว่าใครได้ให้ความภาคภูมิใจกับการแต่งกายและภาพลักษณ์แล้ว เราก็ควรให้ความสำคัญกับความภาคภูมิใจและคุณค่าในด้านอื่นด้วย เช่น ความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ความภาคภูมิใจในเรื่องความสามารถ ความภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์

“ถ้าเรามีสิ่งของที่ให้ความสุข และความมั่นใจกับเราแล้ว เราก็ต้องยังภาคภูมิใจต่อไปให้ได้แม้ว่าวันหนึ่งเราจะไม่มีมันแล้ว จะให้มองเรื่องนี้และบอกเด็กหรือเยาวชน ผมว่าต้องกลับไปที่การหาความภาคภูมิใจของตัวเอง ซึ่งความภาคภูมิใจที่ว่านี้มีได้หลายอย่าง โอเค เราอาจภาคภูมิใจกับการแต่งตัว กับรสนิยมที่เรามี แต่เมื่อวันหนึ่งมันจากไป เราก็ต้องมีความภาคภูมิใจอื่นที่สร้างคุณค่าให้กับเรา”

 “ยกตัวอย่างว่าวันนี้ผมเป็นหมอและมีความภาคภูมิใจในอาชีพ แต่วันหนึ่งผมมีเหตุให้ไมได้ประกอบอาชีพนี้ ผมก็ยังมีความภาคภูมิใจ มีคุณค่าในตัวเองอยู่ ไมได้หมายความว่าหากไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เคยยึดถือแล้วชีวิตจะจบไป เรามีความภาคภูมิใจได้หลายสิ่ง และถ้ามีบางอย่างหายไป เราก็หาสิ่งใหม่ทดแทนได้”

กระเป๋าหนังใบนั้นที่เราเฝ้าฝัน หรือคำพูดถากถางจากคนแปลกหน้าทำนองที่ว่า “ซื้อมาได้อย่างไร มีเงินไม่พอต้องโง่ด้วย”

มันจึงมีและไม่มีคุณค่าในเวลาเดียวกัน