ฮานส์ ช่างภาพสวิส ผู้สร้างชีวิตใหม่ให้เด็กเขมร

September 21, 2018
by เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

เริ่มจากช่วยให้การศึกษาและชีวิตเด็กเขมรที่ถูกพ่อเอาไฟครอกเพื่อขายมาขอทาน จากนั้นก็ช่วยเด็กเขมรที่ยากจน ชนิดทีว่าต้องล่าหนูไปขาย จนเป็นที่มาขององค์กร Smiling Gecko (ตุ๊กแกยิ้ม)

 

“5 ปีที่แล้ว ตอนที่มาเมืองไทย ผมมาถ่ายรูปที่อุดรธานี ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนเลย ช่วงที่ผมเดินข้ามสะพานไปถ่ายรูป ผมเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งปิดหน้าปิดตากำลังขุยหาอะไรบางอย่าง ผมก็โยนเศษเหรียญให้ ” ฮานส์ สมิด (Hannes Schmid ) ช่างภาพชาวสวิส เล่า บนเวที “The Givers Network 2018 ทำดีหวังผล เริ่มต้นที่เรา” ณ เซ็นทรัลเวิลด์

คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักฮานส์ แต่บนเวทีวันนั้น เขาเล่าความจริงที่เกิดขึ้นและนำภาพถ่ายมาโชว์ จนทุกคนรู้สึกและเข้าใจถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ในกัมพูชา ซึ่งเกินกว่ามนุษย์จะรับได้

“การนำเสนอความจริง มีความสำคัญต่อโลกใบนี้ " ฮานส์ บอก ขณะเล่าเรื่องราวเด็กผู้หญิงบนสะพานคนนั้น

 ส่วนหนึ่งของภาพถ่ายฮานส์

-1-

ลองนึกดูว่า หากเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป เมื่อโยนเศษเหรียญให้เด็กยากจนคนหนึ่ง...เขาคงเดินถ่ายภาพต่อ และไม่หวนกลับมาอีกเลย แต่ฮานส์กลับมาที่สะพานแห่งนั้น วันแล้ววันเล่า เดินวนไปวนมา เพื่อตามหาเด็กผู้หญิงคนนั้น จนวันหนึ่งพานพบ

“คนที่รู้จักเธอบอกว่า เธอพูดไทยไม่ได้ เป็นเด็กเขมร เมื่อผมเจอครั้งหลัง ผมตกใจมาก เด็กโดนไฟครอกทั้งตัว และพบว่าครอบครัวเด็กยากจนมาก เธอเป็นลูกชาวนา พ่อของเธอไปกู้เงินแล้วไม่มีเงินใช้ ก็เลยเอาลูกสาวสองคนไปขาย โดยใช้ไฟครอกลูก เพื่อขายเป็นขอทาน”

นี่คือความจริงที่ฮานส์ เล่า และไม่ได้จบแค่ถ่ายภาพและเล่าเรื่อง เพื่อให้คนทั้งโลกรับรู้ ต่อมาเขาได้อุปถัมถ์เด็กคนนั้นให้การศึกษาและชีวิตที่ดี ปัจจุบันเธออายุ 18 ปีเรียนที่มหาวิทยาล้ัยแห่งหนึ่งในสวิสเซอร์แลนด์ (หากใครอยากดูรูปเธอเปิดไปที่หน้าเว็บ https://www.smilinggecko.ch/en/

“ตอนอายุ 4 ขวบ ต้องไปขอทานอยู่ที่พัทยา แต่โชคดีมาก มีฝรั่งคนหนึ่งให้เงินกับฉัน และฉันต้องเอาเงินให้กับองค์กรที่พามาขอทาน ฉันตาบอดไปข้างหนึ่ง หลังจากเจอแผลไฟลวก บาดแผลที่ปาก ทำให้ปากส่วนหนึ่งติดกัน สี่ปีที่ขอทานในไทยไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาหรือการรักษาตัว ปี 2004 ตำรวจมาจับฉันเข้าคุก เพราะฉันไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง และเป็นคนกัมพูชา ปัจจุบันฉันมีความสุขมาก มีโอกาสเรียนหนังสือ อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน เรียนเต้นหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ฉันเพิ่งรู้ว่าฉันชอบร้องเพลง ฉันมีเพื่อนที่ดีและชีวิตที่ดี ฉันอยากเรียน เศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำความรู้กลับไปพัฒนาประเทศของฉัน" 

นี่คือเรื่องราวของเด็กผู้หญิงบนสะพานที่จังหวัดอุดรธานีที่ฮานส์ย้อนกลับไปหาเธอที่นั่น ปัจจุบันเธอยังมีแผลเป็นที่หน้าเหมือนเดิม ในวัย 18 ปีเธอสามารถใช้ชีวิตตามปกติ เมื่อฮานส์ ได้ให้ชีวิตใหม่แก่เธอที่สวิสเซอร์แลนด์ และยังให้โอกาสเด็กๆ เขมรอีกหลายพันชีวิต จนเป็นที่มาขององค์กรที่ชื่อว่า Smiling Gecko 

กว่าองค์กรจะเป็นรูปเป็นร่าง ฮานส์ใช้เงินส่วนตัวและพลังมหาศาล เพื่อแก้ปัญหาเด็กยากจนในกัมพูชา

-2-

      ย้อนไปถึงตอนที่เขาเดินทางไปที่กัมพูชา เพื่อค้นหาความจริงบางอย่าง โดยการถ่ายรูปเด็กๆ ในแหล่งเสื่อมโทรมและกองขยะ ตอนนั้นเขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า 

“เขาจะแค่ถ่ายภาพเท่านั้นเองหรือ”

ตอนนัั้น ฮานส์   คิดว่า ชีวิตเขาน่าจะทำอะไรได้มากกว่าถ่ายภาพและโชว์ให้คนทั้งโลกรู้

“ผมพบว่า มีเด็กแบบนี้อีกมากมายในเขมร มีคนบอกผมว่า ถ้าผมอยากรู้เรื่องพวกเขา ต้องไปที่แหล่งเสื่อมโทรม ผมไปที่กองขยะขนาดใหญ่ ผมไปเช่าห้อง เพื่อถ่ายภาพที่นั่นเป็นเวลาหลายเดือน ผมถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ผมจะแค่ถ่ายภาพเท่านั้นหรือ

ผมเห็นเด็กๆ ใช้ชีวิตในกองขยะ พวกเขาไม่มีรองเท้า ไม่มีอาหาร เนื้อตัวสกปรก ไม่มีห้องน้ำ พวกเขาหาของทุกอย่างที่ขายได้ และพยายามหาของกินจากกองขยะ พวกเขาหาขยะไปขายได้วันละ 40-45 บาท นอกจากนี้ยังมีธุรกิจขายถุงซิเมนต์ขนาดใหญ่เพื่อใช้เก็บขยะ  เด็กๆ ต้องสูดดมฝุ่นและกลิ่นเหม็นๆ ”

ปัญหาที่ฮานส์เจอตามแหล่งเสื่อมโทรมและกองขยะ เป็นปัญหาใหญ่ในกัมพูชาที่เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า ทุกๆ วันที่ออกไปถ่ายภาพ เขาจึงเจอปัญหาสารพัดรูป ตั้งแต่เด็กติดเชื้อ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่พ่อแม่บังคับให้ขายบริการแลกกับเงิน 

เขาเล่าว่า เด็ก 6 ขวบในภาพที่โชว์ให้เห็น แม่ของเขาเอาลิปสติกทาปากแดงๆ ให้เด็ก เพื่อให้เด็กดูโดดเด่นสำหรับลูกค้าที่มารับบริการ ซึ่งมีตั้งแต่นักการเมือง คนขับรถ ทุกอาชีพ และทำให้เด็กเล็กๆ เหล่านั้นป่วย ท้องและแท้ง

“พวกเขาเอาตัวรอดไม่ได้ ไม่มีเงินซื้ออาหาร เจออะไรก็กิน เจอหมาตาย ก็เอามาชำแหละกิน สิ่งเหล่านี้ผมเห็นรอบๆ กรุงพนมเปญ ถ้าฝนตกน้ำเน่าเสีย เด็กๆ ต้องออกไปหาอาหารให้ครอบครัว หาปลาในน้ำ เด็กๆ หลายคนจมน้ำหายไปเฉยๆ อาชีพหนึ่งที่ทำกันเยอะคือ การล่าหนู เพื่อถลกหนังมาขาย พวกคุณไปพนมเปญ ระวังนะจะได้กินเนื้อหนู” ฮานส์ เล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายของเขา

-3-

หลายคนไ้ด้ยินได้ฟัง ก็นึกไม่ถึงว่า จะมีอาชีพล่าหนู ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของเด็กสลัมในกรุงพนมเปญ ส่วนอีกอาชีพสำหรับเด็กผู้หญิงคือ ขายบริการทางเพศ

“ชาวพนมเปญ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ วิธีที่พวกเขาเอาตัวรอด คือ ส่งลูกๆ ไปทำงานในโรงงานทอผ้าของจีน สาวๆ เขมรวัย 14-15 ปีก็หนีความยากจนด้วยการแต่งงานกับผู้ใหญ่ และส่วนใหญ่เจอปัญหาขาดสารอาหาร ไม่ค่อยได้กินโปรตีน เด็กติดเชื้อจำนวนมากไม่มีเงินแม้กระทั่งไปหาหมอ ผมไปเจอหมอศัลยกรรมคนหนึ่ง วันหนึ่งต้องดูแลคนป่วย 800 คน ระบบการแพทย์ที่นั่นล้าหลังมาก เพราะข้าราชการคอรัปชัน ยาก็ถูกขโมยมาขายแพงๆ " ฮานส์ เล่าถึงช่วงที่เขาเข้าไปรับรู้ปัญหาในกัมพูชา 

นั่นทำให้เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ช่วงแรกๆ เขาตั้งมูลนิธิการกุศลในเขมร โดยใช้เงินส่วนตัวช่วยเหลือ และตอนนั้นศิลปินเช่นเขาทำได้แค่แจกข้าวสาร อาหารแห้งและน้ำสะอาด เขายอมรับว่า ช่วยอะไรไม่ได้มาก  จึงรับเด็กมาอนุเคราะห์สองร้อยคนให้เรียนหนังสือ โดยจ้างครูมาสอน

“ผมคิดว่า ผมน่าจะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาได้ แต่ตอนนั้นผมอายุ 70 แล้ว ผมมีลูกสาวที่ต้องให้เงินช่วยเหลือ ผมก็เลยพยายามช่วยเหลือพ่อแม่ของเด็กๆ เขมรให้มีงาน ผมทำฟาร์มเลี้ยงไก่และปลา แต่ผมเป็นศิลปินไม่รู้วิธี เลี้ยงปลาได้สองสัปดาห์ปลาตายหมด 

อีกเรื่องที่ผมอยากเล่าคือ เวลาผมส่งเงินมาจากสวิส กว่าจะถึงปลายทาง ก็มีการคอรัปชันอีก ผมก็เลยไปหาเพื่อนที่เป็นหมอในเขมร เพื่อนบอกว่า ผมต้องปรับตัวให้เป็นคนท้องถิ่น ผมก็เลยชวนทนายความเขมรที่เพิ่งจบปริญญากำลังจะไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียมาทำงานกับผม สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ไปเรียนต่อ เพราะมาร่วมโครงการกับเรา” ฮานส์ เล่าถึง Smiling Gecko cambodia ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการปีคศ. 2014  เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตเด็กๆ และครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเขาเริ่มทำตัวกลมกลืนกับคนเขมร วางรากฐานองค์กรด้วยการซื้อที่ดินทำการเกษตร ให้ครอบครัวยากจนที่ไม่มีพื้นที่มาทำงาน และนำความรู้การเกษตรจากสวิสมาใช้ในพื้นดินแห่งนั้น

“ผมรู้ว่าทำการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา 5-7 ปี แต่ผมไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ผมอายุ 72 ปีแล้ว ผมรอไม่ได้ ผมก็เลยเอาเกษตรกรที่มีความรู้ในสวิสมาช่วย ปลูกต้นไม้ ปลูกข้าว และเลี้ยงสัตว์ และสอนเรื่องการเกษตรให้คนเขมร รวมถึงสร้างโรงเรียนให้เด็กๆ ในหมู่บ้าน มีครอบครัวเกษตร มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีนักศึกษาและสถาปนิกมาช่วย เอาอุปกรณ์ช่างไม้ที่ใช้แล้วมาจากสวิส เพื่อสร้างโรงงานช่างไม้ มีช่างไม้มาช่วยสร้างโรงเรียนและอาคารต่างๆ "

-4-

เมื่อไม่นานนี้ เพิ่งมีรถโรงเรียนให้เด็กๆ นั่งไปโรงเรียนที่พวกเขาสร้าง ฮานส์ทำโรงเรียนในหมู่บ้านด้วยนวัตกรรมแบบใหม่ เพื่อเป็นแบบอย่างให้โรงเรียนของกัมพูชาทั้งหมด 

“เด็กๆ ควรได้รับการศึกษาที่เหมาะสม ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็จะมีปัญหา ในช่วง 25-50 ปีข้างหน้า เด็กเหล่านี้ต้องสามารถทำงานสร้างรายได้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเด็กเหล่านี้ เราสามารถมีเด็กพันคนในโรงเรียน มีอาคารแปรรูปอาหาร เพื่อให้เด็กๆ และคนงานมีอาหารกิน มีสวนเกษตร และมีเกษตรกรในท้องถิ่นทำงานให้โครงการเรา โดยได้รับเงินสนับสนุนและวิธีการจาก Smiling Gecko” ฮานส์ เล่า และบอกว่า อีกไม่นานจะมีโรงงานแปรรูปอาหารในกัมพูชา

“เนื่องจากคนกัมพูชากินแป้งมากไป เพราะไม่มีโอกาสกินเนื้อสัตว์ อายุขัยของคนกัมพูชาแค่ 52 ปี ” ฮานส์ เล่าถึงวิถีชีวิตคนเขมร และอีกอย่างที่เขาพยายามทำก็คือ ทำให้องค์กรที่ตั้งขึ้นพึ่งพิงตนเองได้ เมื่อไม่นานได้ทำธุรกิจเพื่อสังคม  Farmhouse Smiling Gecko แห่งแรก มีพนักงานกว่า20 คนให้บริการด้านอาหารและที่พัก ไม่ต่างจากโรงแรม

“อีก 3-5 ปีทุกๆ ประเทศพัฒนาก็จะลดการช่วยเหลือประเทศยากจน เพราะพวกเขาได้ลงทุนกับประเทศเหล่านั้นมานาน และไม่ได้อะไรคืนเลย ปีคศ. 2035 เราจะสร้างสมาร์ทวิลเลจที่ทำเป็นโรงเรียนนอกกรอบอีก 17 แห่ง ปี 2050 เราจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศกัมพูชาให้ดีขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะทุกวันนี้พวกเขามีรายได้จากการขายแรงงาน”

มีคนมากมายที่ฟังเขาพูด มักจะถามว่า เขาทำโครงการเหล่านี้ได้ยังไง 

เขาตอบว่า ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นความพึ่งพอใจ

“มีคนถามผมเสมอว่า ทำไมผมทำสิ่งเหล่านี้ได้ ผมบอกเสมอว่า ผมต้องคิดนอกกรอบ นี่คือ สิ่งที่เราต้องสอนเด็กๆ ให้คิดได้อย่างเสรีและคิดอะไรก็ได้ที่นอกกรอบ แม้จะทำบางอย่างผิด ก็ไม่ต้องกลัว เพราะเราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่เจอหนุ่มๆ สาวๆที่เมืองไทย”

ส่วนในเรื่องการเป็นผู้ให้ ฮานส์ บอกว่า คนเราจะให้ ก็ควรให้ถูกที่ถูกทาง และรู้ว่าสิ่งที่เราให้ไปก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้คนพ้นจากความยากลำบาก เพื่อให้เขามีโอกาสที่จะมีชีวิตดีขึ้น 

“ปี 2050 นักเศรษฐศาสตร์ประเมินการว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 75 เปอร์เซ็นต์จะเติบโตในภูมิภาคนี้ นั่นก็หมายความว่า อนาคตคือเอเชีย”