จุดประกาย Documenseries เสนอสกู๊ปพิเศษ ชุด “The Stranger – ชีวิต ‘คนนอก’ ผู้ลี้ภัยในเมืองใหญ่” เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก 20 มิถุนายน เพื่อขยายเรื่องของผู้ลี้ภัยในเขตเมือง ฉายภาพชีวิตบางแง่มุม กฎหมาย กรณีศึกษา ไปจนถึงความพยายามหาทางออก
ผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยในเขตเมืองที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที มีชีวิตราวกับอยู่ในโลกคู่ขนานที่มองไม่เห็น ไม่เป็นที่ต้องการ ทั้งที่พวกเขาเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากใครๆ แต่ด้วยเหตุบีบคั้นในประเทศบ้านเกิด ผู้ลี้ภัยจึงลี้ไปสู่ประเทศต่างๆ ลดระดับความฝัน เหลือเพียงการมีชีวิตรอด การใช้ชีวิตใต้เงาในประเทศแปลกหน้าย่อมทำให้เกิดปัญหาทับซ้อนมากมาย เมื่อไม่รู้เราก็เอาแต่รังเกียจ “คนนอก” หากความกระจ่างอาจสร้างท่าทีที่เหมาะสม หรือสามารถเป็นส่วนหนึ่งของแสงสว่างเล็กๆ ในอุโมงค์มืดนี้ได้
ประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยกว่า 99,000 คน
มีผู้ลี้ภัยในเขตเมืองราว 7,000 คน จาก 45 ประเทศทั่วโลก
*ข้อมูล ณ เดือนเมษายน พ.ศ 2561 จาก UNHCR
ที่จริงแล้วประเทศไทยไม่มี “ผู้ลี้ภัย” อย่างเป็นทางการ เพราะไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2924 ( The 1951 Refugee Convention) และพิธีสาร พ.ศ. 2510 ของ UNHCR ซึ่งระบุถึงสิทธิของผู้ลี้ภัย ที่รัฐบาลผู้ทำสัญญาจะต้องปฏิบัติตาม จึงไม่มีการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยที่ชัดเจน แต่เราเรียกรวมว่าผู้ลี้ภัย เพื่อความเข้าใจตรงกัน ซึ่งจริงๆ แล้วอาจหมายถึงผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (Asylum Seeker) มากกว่า
ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (Asylum Seeker) หมายถึง บุคคลต่างด้าวที่หนีภัยจากประเทศของตนมายังประเทศอื่น และอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัย ซึ่งมีหลายกรณี เช่น รอการสัมภาษณ์ รอผลหลังการสัมภาษณ์ หรือถูกปฏิเสธสถานะผู้ลี้ภัยแล้ว เเต่อยู่ในระหว่างการร้องคำร้องใหม่ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยต่างจากผู้ลี้ภัยเพราะผู้ลี้ภัยผ่านการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยแล้วนั่นเอง

ภาพประกอบจาก Asylum Access Thailand
นอกจากผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายตามตะเข็บชายแดนแล้ว ยังมีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในเมืองมากมาย ทั้งในสถานกักกัน และอยู่อย่างหลบซ่อนตามมุมเมืองต่างๆ
ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง (Urban Refugee) หมายถึง บุคคลต่างด้าวที่หนีภัยประหัตประหารจากประเทศของตนมายังประเทศอื่นและได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยโดยรัฐที่ให้ลี้ภัยหรือโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติแล้ว และไม่ได้พำนักอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยหรือในพื้นที่พักพิงชั่วคราว แต่อาศัยอยู่ในเขตเมืองหรือชานเมือง
การจับกุมคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ใช้พ.ร.บ. ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคแรก “คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามา หรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการอนุญาตนั้นสิ้นสุด หรือถูกเพิกถอนแล้ว หนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งตัวคนต่างด้าวผู้นั้นออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้”
และวรรคสามระบุว่า “ในกรณีที่มีคำสั่งให้ส่งตัวคนต่างด้าวกลับไปนอกราชอาณาจักรแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุญาต ให้ไปพักอาศัยอยู่ ณ ที่ใด โดยคนต่างด้าวนั้นต้องมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด โดยต้องมีประกันหรือหลักประกัน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะกักตัวคนต่างด้าวนั้นไว้ ณ สถานที่ใด เป็นเวลานานเท่าใด ตามความจำเป็นก็ได้ ค่าใช้จ่ายในการกักตัวนี้ ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเป็นผู้เสีย”
ส่วนการส่งตัวต่อไปประเทศที่ 3 มีทั้งการยื่นคำร้องผ่าน UNHCR และไม่ผ่านด้วยการดำเนินงานของกระทรวงต่างประเทศ ในกรณีต่างๆ ซึ่งผู้ลี้ภัยที่ได้สถานะผู้ลี้ภัยและผ่านการส่งตัวไปยังประเทศที่ 3 นั้น มีอยู่น้อย อัตราส่วนราว 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายส่วนหนึ่งจะถูกนำไปกักไว้ที่ สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สวนพลู กรุงเทพฯ
โต้ง - ศักดิ์ดา แก้วบัวดี นักแสดงภาพยนตร์อิสระ ไม่ต่างจากเราส่วนใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องผู้ต้องกักในสถานกักกันที่สวนพลู
เมื่อราวปีกว่าก่อนหน้านี้ มีเพื่อนชาวฝรั่งเศสของศักดาขอให้ศักดิ์ดาไปเยี่ยมเพื่อนชาวคองโกของเขาที่ถูกหลอกมาทำงานที่เมืองไทย โดยถูกลอยแพทันทีที่มาถึงกรุงเทพฯ “เอริค” กู้หนี้ยืมสินทุ่มเงินเพื่อมาหางานที่เมืองไทย จะกลับคองโกก็ไม่ได้ เพราะไม่มีเงิน และมีมาเฟียตามขู่อยู่ที่บ้านเกิด เขาถูกจับเมื่อวีซ่านักท่องเที่ยวหมด และถูกกักตัวอยู่ที่สถานกักกัน สวนพลู
หลังจากได้รู้เรื่องของผู้ต้องกักเป็นครั้งแรก ศักดิ์ดาก็ไม่อาจวางเฉยได้ จากครั้งแรกก็มีครั้งต่อไป ขยายไปถึงคนอื่นๆ ในห้องกักเดียวกัน

ภาพเงาเด็กผู้ลี้ภัยในอัฟกานิสถาน โดย HOSHANG HASHIMI, AFP PHOTO
เหตุผลมีเพียงต้องการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ถ้าไม่มีคนมาเยี่ยม ผู้ต้องกักก็ไม่ได้ออกมาผ่อนคลายข้างนอกห้องเลย “ก็แค่ต้องการให้เขาได้ออกมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น” จากการเยี่ยมที่สถานกักกัน ทำให้เขาได้รับรู้เรื่องราวของผู้ลี้ภัยอีกหลายชีวิต และให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่หลบซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ของกรุงเทพด้วย
ซาเนีย จากปากีสถานมาเมืองไทยพร้อมสามี เดิมทีซาเนียเป็นมุสลิม แต่มารักกับชายชาวคริสต์ เธอจึงเปลี่ยนศาสนาตามสามีและลักลอบแต่งงานกัน เมื่อทำเช่นนั้นครอบครัวก็ถือว่าซาเนียทำผิดกฎอย่างร้ายแรง จึงตัดขาดจากเธอโดยสิ้นเชิง
เมื่อรัฐบาลต้องการทำให้ปากีสถานเป็นรัฐอิสลามโดยสมบูรณ์แบบ ชาวคริสต์จึงถูกคุกคามอย่างหนักโดยมุสลิมหัวรุนแรง ชาวคริสต์ปากีสถานจำนวนมากจึงลี้ภัยออกนอกประเทศในช่วงปี 2014 ซาเนียกับสามีก็เช่นกัน
หลังจากวีซ่านักท่องเที่ยว 3 เดือนหมดลง ซาเนียกับสามีก็อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ สามีของเธอลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย ด้วยค่าแรงต่ำยิ่งกว่าแรงงานขั้นต่ำ ซาเนียถูกบุกจับถึงห้องพักระหว่างสามีไปซื้อของ จากนั้นเธอก็ไม่ได้พบหน้าสามีอีก เพราะสามีของซาเนียจึงไม่อาจมาเยี่ยมภรรยาได้
“ถ้าฉันไม่รักกับเขา ชีวิตก็ไม่เป็นแบบนี้” ซาเนียอยู่ในสถานกักกันมา 2 ปี โดยไม่มีคนมาเยี่ยม ศักดิ์ดาทราบเรื่องของซาเนียตอนที่เขามาเยี่ยมผู้ต้องกักคนอื่น ตอนนี้มีเพื่อนของศักดิ์ดามาช่วยเยี่ยมซาเนียเป็นประจำแล้ว ศักดิ์ดาได้ไปเยี่ยมสามีของซาเนียข้างนอก เขาทำได้แต่ฝากจดหมายแสดงความรักมาถึงภรรยา
เรื่องของซาเนียคือหนึ่งในชีวิตที่ถูกแรงต้านในประเทศขับออกมา แม้ปากีสถานจะยืนยันว่าไม่มีความรุนแรงของศาสนาที่แตกต่างในประเทศ แต่ผู้ประสบเหตุโดยตรงกลับไม่สามารถอยู่ในประเทศตัวเองได้
และนี่คือเรื่องของผู้ต้องกักที่อยู่ “ข้างใน” เมื่อเทียบจำนวนผู้ลี้ภัยในเขตเมืองที่มีอยู่ราว 7,000 คน กับผู้ที่อยู่ในสถานกักกันราว 1,000 คน เท่ากับว่ามีผู้ลี้ภัยที่อยู่ “ข้างนอก” มากกว่าถึง 6 เท่า
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของผู้ลี้ภัยในเขตเมืองที่สะท้อนความจริงในหลายแง่มุมของปัญหานี้ในสารคดีชุด “The Stranger – ชีวิต ‘คนนอก’ ผู้ลี้ภัยในเมืองใหญ่”
ชีวิต ‘ธรรมดา’ ของผู้ลี้ภัยในเขตเมือง
อ้างอิง: