คน (ไม่) อยากเลือกตั้ง

April 3, 2018
by แมน ปกรณ์

ไม่ว่าท่านจะชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้น ปรากฏให้เห็นอยู่ในสื่อต่างๆ ทั้งสื่อทางหลักและสื่อทางเลือก

IMAGE: Worapipat Lampad

HIGHLIGHTS

  • ข้อมูลการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 75.03 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน
  • ถ้าย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 44,002,593 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 32,792,246 คน คิดเป็นร้อยละ 74.52 
  • จริงๆ แล้วประเทศของเรามีกลุ่มคนที่ไม่อยากเลือกตั้งตัวจริง ตัวเป็นๆ อยู่ประมาณ 11-12 ล้านคน เขาหายไปไหน ?

โดยเฉพาะความถี่ของการนัดหมายชุมนุมที่บ่อยขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา มิหนำซ้ำ ครั้งล่าสุดยังเดินขบวนบุกไปถึงหน้ากองบัญชาการกองทัพบกเพื่อยื่นหนังสือให้กองทัพตัดขาดความสัมพันธ์กับ คสช.

ขาเชียร์ฝ่ายชอบ อาจสะใจในปฏิบัติการดังกล่าวเพราะมันเป็นการบอกให้กองทัพซึ่งเป็นเสาหลักค้ำจุนเลิกสนับสนุน คสช. แต่ขาแช่งฝ่ายตรงข้าม ก็ยังมองว่ากลุ่มคนอยากเลือกตั้งมีกลุ่มการเมืองหนุนหลัง หรือไม่ก็เป็นหน้าเดิมรับงานปั่นป่วนความสงบที่รัฐบาลกำลังสร้าง

29748982_2133118926714880_513325299_o

คำถามคือ เรามีแค่ ฝ่ายคนอยากเลือกตั้ง กับฝ่ายคนที่ไม่อยากเลือกตั้งจริงๆ หรือ 

ถ้าย้อนกลับไปดูข้อมูลการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 75.03 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน คิดเป็นจำนวน 35,205,338 คน แสดงว่ามีคนไม่ไปเลือกตั้ง 11,716,343 คน

จำนวน 11 ล้านคนกว่า นี่คือกลุ่มคนไม่อยากเลือกตั้งที่แท้จริง เมื่อปี 2554

หรือถ้าย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 44,002,593 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 32,792,246 คน (คิดเป็นร้อยละ 74.52) แสดงว่าพ.ศ.2550 มีกลุ่มคนไม่อยากเลือกตั้ง 11,210,347 คน เป็นจำนวนใกล้เคียงกับปี 2554 หรือจะย้อนไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 (การเลือกตั้งครั้งแรกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540) ก็พบว่ามีกลุ่มคนไม่อยากเลือกตั้งอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านกว่าคน

ประเด็นที่ผมอยากจะชวนท่านผู้อ่านคิดภาพตามนั่นก็คือ จริงๆ แล้วประเทศของเรามีกลุ่มคนที่ไม่อยากเลือกตั้งตัวจริง ตัวเป็นๆ อยู่ประมาณ 11-12 ล้านคน ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่า สัดส่วนน้อยลงตามลำดับเมื่อดูที่ตัวเลขผู้ไม่มาใช้สิทธิ (ไม่อยากเลือกตั้ง) ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2544

ทำไมพี่น้องร่วมชาติของเราที่ถึงแม้จะมีสัดส่วนแค่ 1 ใน 4 จากทั้งหมด แต่มากถึง 11-12 ล้านคน ถึงเป็นกลุ่มคนที่ไม่ไปเลือกตั้ง (กลุ่มคนไม่อยากเลือกตั้งตัวจริง) เขาหายไปไหน ? ผมเอาคำถามนี้ไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนมิตรก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจเช่นว่า ไปติดคุก หรือไปบวชเป็นพระ

ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์บอกว่า เดือนพฤศจิกายน 2554 มีผู้ต้องขังทั่วประเทศ 220,776 คน

ข้อมูลจากหนังสือข้อมูลพื้นฐานทางพระพุทธศาสนา ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2554 มีจำนวนพระสงฆ์รวม 290,331 รูป

จากข้อมูลนี้ คนติดคุกกับคนบวชเป็นพระรวมกันก็ยังไม่ถึงล้านคนนะครับ

แล้วที่เหลือหายไปไหน หรือว่าเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่เคยไปเลือกตั้งเลยเพราะไม่อยากเลือกตั้งจริงๆ (กลุ่มคนไม่อยากเลือกตั้งตัวจริง ฮา )

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าท่านเป็นคนที่ไม่เคยไปเลือกตั้งเลย คงจะมีเหตุผลอยู่ในใจ เช่นว่า ไม่เชื่อในการเลือกตั้ง หรือไม่มีใครดีพอ/พรรคไหนดีพอให้เลือก หรือเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้ท่านเห็นว่าการเลือกตั้งไม่ได้สำคัญ แต่ขอให้พึงทราบว่าในรัฐธรรมนูญฉบับหลังๆ มา ระบุให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ หากท่านไม่ทำหน้าที่นี้ ท่านก็จะสูญเสียสิทธิในทางการเมืองหลายประการ เป็นต้นว่า สิทธิในการยื่นคัดค้านผลการเลือกตั้ง สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เป็นต้น

จริงๆ ตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ คือคนที่ไปเลือกตั้ง แต่กาช่องไม่เลือกใคร (Vote No) ซึ่งมีจำนวน 1,419,088 คน ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อปี 2554 คิดเป็น 4.03 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนผู้มิสิทธิเลือกตั้งในขณะนั้น ซึ่งหมายถึงว่า แม้พรรคการเมืองจะขายนโยบายกันมากมาย แต่มีคนอีกเป็นล้านคน ไม่อยากเลือกพรรคอะไรเลย

อย่างไรก็ดี กลุ่มคนไม่อยากเลือกใคร แม้จะมีจำนวนน้อยกว่ากลุ่มคนไม่อยากเลือกตั้ง แต่ก็ถือว่ายังได้รักษาสิทธิของตนเองไว้ใช้ หากว่าอยากจะตรวจสอบหรือเสนอกฎหมาย

อาจจะมีคนอยากเถียงว่า การไม่ไปเลือกตั้งของกลุ่มคนไม่อยากเลือกตั้ง 10 กว่าล้านคน ก็เป็นสิทธิของเขา คนเขียนรัฐธรรมนูญไปทะลึ่งกำหนดให้มันเป็นหน้าที่เสียเอง

ผมก็ไม่เถียงนะครับ

เพียงแต่ว่าถ้าท่านจะอธิบายแบบนั้น ก็ช่วยเคารพสิทธิคนที่เขาอยากเลือกตั้ง ด้วยแค่นั้นเอง

ใจเขาใจเรา สิทธิเขาสิทธิเรา รักษากันไว้ โอบกอดกันไว้