เรื่องหลังเลนส์ ของ "เอสโส่ย"

December 26, 2017
by ปานใจ ปิ่นจินดา

ผลงาน 924 ชิ้นที่ฝากไว้บนปก "คู่สร้างคู่สม" ช่างภาพวัย 69 ปี เจ้าของสไตล์ "ภาพถ่ายหัวชนกัน" ยืนยันว่า แม้จะว่างงาน แต่จะยังถ่ายภาพต่อไป เพราะ "การถ่ายรูปคือชีวิตของผม"

IMAGE: เอสโส่ย

ตอนที่สังคมเริ่มระแคะระคายถึงข่าว​นิตยสารหัวที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง “คู่สร้างคู่สม” เตรียมปิดตัวลง ทีมงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบเรื่องแล้ว 2 เดือนก่อนหน้า​ โดยหนึ่งในนั้นคือ ช่างภาพเจ้าของสไตล์ “ภาพถ่ายหัวชนกัน” อย่าง เสรี ตั้งพรเจริญสุข หรือ “เอสโส่ย” ผู้รับหน้าที่ถ่ายปกให้กับคู่สร้างคู่สมมานานถึง 31 ปี

“ผมไม่ใช่พนักงานประจำแต่ก็ถ่ายให้กับคู่สร้างฯ มาตลอด​เมื่อก่อนก็ถ่ายให้หลายเล่ม แต่ทยอยปิดไปหมดเหลือคู่สร้างคู่สมอยู่เล่มเดียว แต่ก็ปิดไปในที่สุด” เอสโส่ย หรือที่น้องๆ ที่คู่สร้างคู่สมรวมถึงนักข่าวช่างภาพสายบันเทิงเรียกว่า "อาโส่ย" เล่าพร้อมยอมรับว่าใจหายมาก

“เริ่มถ่ายครั้งแรกตอนฉบับที่ 82 มาจนถึงเล่มสุดท้ายคือฉบับที่ 1,005” เขาเปรย

บวกลบแล้วเท่ากับ 924 ภาพถ่ายฝีมือเขาที่ได้ขึ้นปกนิตยสารหัวที่ทั้งวงการเคยปักใจเชื่อว่า "จะไม่มีทางเจ๊ง"

เช่นกันกับการจับกล้อง.. "คู่สร้างคู่สมก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมด้วย” เขาย้ำ

สมัยนั้นเขานิยมเอาตัวย่อภาษาอังกฤษนำหน้า
ผมชื่อโส่ย แปลว่า เล็ก ก็เลยใช้ตัว S. นำหน้า
เพราะมันคือ Small ก็แปลว่า เล็ก เหมือนกัน

ก่อนจะเริ่มต้นพูดคุยกัน เขาออกตัวถึงรูปที่แชร์กันสนั่นโดยเข้าใจผิดคิดว่า ปกสุดท้ายของคู่สร้างคู่สม เป็นรูปตัวเขาที่ขึ้นปก 

"อันนี้ผมถ่ายเล่นๆ นะครับ ตั้งกล้องเซ็ตเอง ถ่ายเอง เอามาทำปกเอง ตั้งใจจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกเฉยๆ" เขาบอก ก่อนจะเล่าถึงเส้นทางชีวิตสายช่างภาพที่เดินมายาวนานกว่า 40 ปี

“ทีแรกผมทำงานโรงพิมพ์ ชื่อโรงพิมพ์ยันฮี ที่นั่นเขาพิมพ์นิตยสารโลกดารา ตอนนั้นอาลมูล (ลมูล อติพยัคฆ์)​เขาดูแลอยู่ ส่วนผมมีหน้าที่ทำเพลตที่โรงพิมพ์ จริงๆ ก็ไม่เคยเรียนถ่ายรูปมาก่อน แต่อาศัยว่า ใจรัก และชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วพอมาทำงานที่โรงพิมพ์ได้ 7-8 ปี ภรรยาเจ้าของโรงพิมพ์ (สมรัก ใต้ธงชัย ภรรยา กำธร ใต้ธงชัย)​​ เขาก็ซื้อกล้องให้ผมใช้ คือ กล้อง Mamiya RB 67 ตอนนั้นราคาหมื่นห้าได้มั้ง ผมก็ตั้งใจฝึกถ่ายไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปหาอาลมูล ไปคุย ไปขอความรู้กับแกเรื่อย

จนตอนหลังเริ่มขอตามช่างภาพโลกดาราไปถ่ายรูปตามงานด้วย ทีนี้ถ่ายรูปดาราแล้วออกมาสวย คุณวีระ ลิมปะพันธุ์ เจ้าของหนังสือแดนดารา แกก็ชวนมาทำนิตยสารแดนดารา แต่ทำได้แป๊บเดียว อาลมูลก็ขอตัวให้กลับมาช่วยงานที่โลกดารา มาเป็นช่างภาพเต็มตัว

ผมถ่ายปกให้โลกดารา จนหนังสือปิด ก็ไปทำให้หนังสือ อินไซด์ทีวี แล้วหลังจากนั้น คู่สร้างคู่สม กำลังหาช่างภาพอยู่ก็เลยมาทำให้คู่สร้างฯ ไปพร้อมๆ กับอินไซด์ด้วย” เขาเล่าเส้นทางอาชีพกว่า 40 ปีอย่างย่อ โดยปกแรกที่ถ่ายให้คู่สร้างคู่สม คือ นาตยา แดงบุหงา กับแซม ยุรนันท์

ในส่วนที่มาของฉายาเอสโส่ย เขาบอกว่า มาจากชื่อ “โส่ย” ภาษาจีนแปลว่า เล็ก ในฐานะแฝดน้อง เขาจึงถูกเรียกว่า โส่ย ส่วนพี่ชายฝาแฝดชื่อ “ตั้ว” ที่แปลว่า ใหญ่

“ตอนถ่ายปกให้โลกดารา ต้องใส่ชื่อลงไป สมัยนั้นเขานิยมเอาตัวย่อภาษาอังกฤษนำหน้า ผมก็เลยใช้ตัว S. เพราะมันคือ Small ก็แปลว่า เล็ก เหมือนกัน คนในวงการเลยรู้จักผมในชื่อเอสโส่ย ไปบอกชื่อจริง เสรี เขาไม่รู้จักหรอก”

เขาเล่าว่า ช่วงแรกๆ ที่ไปถ่ายรูปดารา จะรู้สึกเกร็งมาก กังวลไปหมด ไหนจะต้องคิดเรื่ององค์ประกอบภาพ คิดเรื่องการโพสท่าดารา และอีกมากมาย

“เราไม่รู้จักดารา ความคุ้นเคยก็ไม่มี ตอนแรก เก้ๆ กังๆ มาก แต่ตอนหลัง เวลาไปถ่าย ดารานี่แซวตลอด อ้าว.. คู่สร้างฯเหรอ งั้นต้องเอาหัวชนกัน” เจ้าตัวเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

02

เขาอธิบายถึงที่มาของสไตล์ "ภาพถ่ายหัวชนกัน" อันลือลั่นว่า เพราะสไตล์ปกของคู่สร้างคู่สม คือ จะคร็อปภาพให้เห็นหน้าดาราชัดๆ ใหญ่ๆ ซึ่งถ้าไม่จัดท่าให้ศีรษะของแบบอยู่ใกล้กัน พอคร็อปเข้ามาก็จะดูไม่สวย เหมือนต่างคนต่างอยู่ 

ก็ในเมื่อเอาหัวชนกัน ยิ้มให้กล้อง
แล้วหนังสือมันขายได้
แล้วผมจะเปลี่ยนแนวทำไม

“ถ้าคุณไม่ถ่ายให้เอาหัวชนกัน พอลงปก มันก็ดูไม่แนบชิด ถ้าเราถ่ายไกล หัวไม่ชนกันก็ไม่เป็นไร ทีแรก ผมก็ถ่ายห่าง พี่ดำรงเขาบอกว่า อยากได้ใกล้ๆ หน่อย

หนังสือตอนนั้นเป็นร้อยๆ ฉบับอยู่บนแผง ถ้าเราถ่ายไกลๆ หัวเล็กๆ หนังสือเราจะไม่เด่นเลย แต่ของเรานี่เด่นจากแผงเพราะหัวใหญ่ และสำคัญที่สุด คือ ห้ามหันข้างให้กล้องนะ เพราะก่อนหน้าที่ผมจะมาถ่ายให้ คู่สร้างฯ เคยมีปกที่ให้แบบหันข้างเหมือนถ่ายแฟชั่น ปรากฏว่า เล่มนั้นขายไม่ดีเลย เพราะฉะนั้นคือต้องมองกล้อง แล้วก็ยิ้มๆ ด้วยนะ คู่สร้างคู่สมจะมาบึ้งๆ ได้ยังไง 

บางคนแซว หนังสือคู่สร้างฯ โห.. เชย ทำไมถ่ายแต่หัวชนกัน มองกล้อง แล้วก็ครึ่งตัว ทำไมไม่ถ่ายอย่างอื่นบ้างล่ะ

ผมจะบอกให้ หนังสือเล่มนี้นะ ตอนพีคสุด เขาพิมพ์เกือบสองล้านเล่ม แล้วถ้าผมถ่ายแบบไม่มองกล้อง ถ่ายแบบหนังสือแฟชั่น เกิดหนังสือเขาขายไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบล่ะ ก็ในเมื่อเอาหัวชนกัน ยิ้มให้กล้อง แล้วหนังสือมันขายได้หนิ แล้วผมจะเปลี่ยนแนวทำไม”

แทบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ของปกคู่สร้างคู่สมเป็นภาพคู่ดารา โดยตลอด 38 ปีของหนังสือเล่มนี้ มีแค่สามปกเท่านั้นที่ไม่ใช่ดารา

ปกแรก คือ เมื่อคู่สร้างคู่สมไกล่เกลี่ยคดีความกับ นันทิดา แก้วบัวสาย ได้เป็นผลสำเร็จ ดำรง พุฒตาล ก็ขึ้นปกขณะมอบดอกไม้ให้กับนักร้องสาวโดยเขายืนหันหลังให้กับกล้อง

ปกที่สอง คือ ปกเพื่อไว้อาลัยแด่การจากไปของ ขนิษฐา พุฒตาล น้องสาวซึ่งทำงานที่คู่สร้างคู่สมด้วยเช่นกัน โดยปกในฉบับนั้นเป็นรูปสามพี่น้อง ดำรง, ขนิษฐา และ มาโนช พุฒตาล

ปกที่สาม ก็คือฉบับที่ 1,005 ฉบับสุดท้ายของนิตยสารเล่มนี้ มี ดำรง พุฒตาล ขึ้นปก โดยนอกจากจะเป็นหนึ่งในสามปกจากจำนวนกว่าพันปกที่ไม่ใช่ดาราแล้ว นี่ยังเป็นปกแรกและปกสุดท้ายที่มีแบบขึ้นปกเพียงคนเดียวอีกด้วย

ดำรง

“พี่ดำรง เขาคุยกับกองบก. ก็ตกลงกันว่า ปกสุดท้ายจะเป็นตัวพี่ดำรงขึ้นปก แกก็มาคุยกับผมว่า คอนเซปยังไงดี ผมก็เสนอไปว่า ขึ้นแบบพี่ทำงานจนเล่มสุดท้ายสิ วันนั้นแกจะเตรียมเสื้อมา ผมเลยเสนอไปว่า แขนยาวสิพี่ ตอนนี้มันหน้าหนาวพอดี แล้วพี่ก็ใส่สีๆ หน่อย แกก็เลยเตรียมเสื้อสีสดแป๋นมาเลย (หัวเราะ) แกชอบเสื้อสีสดๆ อยู่แล้วไง”

จากตอนแรกที่จะทำแค่ปกเดียว แต่เมื่อถึงตอนจะส่งงาน เกิดรักพี่เสียดายน้อง เขาจึงส่งรูปไปทั้งเซ็ต ภาระหนักจึงตกแก่ ดำรง พุฒตาล ที่ไม่เคยได้เลือกปกเองสักครั้ง และในที่สุดก็เลือกไม่ได้เช่นกัน มันจึงเป็นที่มาของการลงทั้งปกหน้าและปกหลังอย่างที่เห็น

“ภาพปกหลังนี่ผมชอบมาก คือ ผมชอบถ่ายรูปคนในอิริยาบถสบายๆ อยู่แล้ว ตอนนั้น มันมีจังหวะที่เหมือนแกจะลุกขึ้น ผมเลยบอกว่า พี่ๆ เอาแบบนี้แหละ พี่ยิ้มเลย แล้วก็ถ่ายมา” เอสโส่ยเล่า

ในส่วนของปกดาราที่ต้องคัดมาลงสำหรับเล่มที่เหลืออยู่นั้น จาก 40 กว่าปกที่สต๊อกไว้ เมื่อลงได้แค่ 2 เขาก็ตัดสินใจเลือกปก ณเดช-ญาญ่า และ แต้ว-เจมส์ จิ​ เป็นสองปกสุดท้ายที่เป็นดารา

“ถ้าเราไม่ลงก็เสียดายเลย โอกาสลงไม่มีแล้ว อยากให้คนได้ประทับใจเล่มสุดท้าย สองคู่นี้ สวยสุดยอด”

03

โดยปกติแล้ว เขาจะส่งปกล่วงหน้าสองฉบับ โดยกะช่วงเวลาให้พอดีกันกับละครเรื่องนั้นเริ่มออนแอร์

“ถ้าทันละครออกอาทิตย์แรกนี่สวยเลย เพราะคนกำลังอิน”

มีคนจะเสนอเงินผมนะ  
คุณโส่ย.. ลงปกคิดเท่าไหร่ คิดยังไง
ผมบอก ผมไม่เอา ถ้าผมลง ผมลงให้ฟรี
ไม่คิดซักบาท

สำหรับหนังสือที่มียอดพิมพ์หลายแสนถึงหลักล้านจัดจำหน่ายทั่วประเทศ และในอีกหลายประเทศทั่วโลกดาราส่วนใหญ่ย่อมยินดีที่จะได้ขึ้นปก เพราะมันหมายถึงการเป็นที่รู้จักมากขึ้นอย่างแน่นอน

“มีคนจะเสนอเงินผมเหมือนกันนะ คุณโส่ย ลงปกคิดเท่าไหร่ คิดยังไง ผมบอก ผมไม่เอา ถ้าผมลง ผมลงให้ฟรี ไม่คิดซักบาทเลย แต่ถ้าเอาดาราโนเนม ใครก็ไม่รู้มาขึ้นปก ผมไม่เอานะ มันเสียเรา เขาไว้ใจเรา เราก็ทำให้ดีที่สุด

คุณดำรง แกให้เกียรติผมมาก จะเอาใครขึ้นปก วางปกใคร เขาไม่เคยมายุ่งเลย ทั้งๆ ที่หนังสือพิมพ์เป็นล้านเล่ม จะมาเห็นก็ตอนเป็นปรูฟให้แกดู แล้วคนอื่นจะมายุ่งกับผมก็ไม่ได้นะ แกก็จะกันไว้ ให้เกียรติผมมาก สุดยอดเลยครับเจ้านายคนนี้”

คุณดำรง แกให้เกียรติผมมาก
จะเอาใครขึ้นปก วางปกใคร เขาไม่เคยมายุ่ง
แกจะเห็นก็ตอนเป็นปรูฟให้แกดู

แม้กระทั่งบก.หนังสืออย่าง ‘ดำรง’ ยังไม่มีส่วนในการคัดเลือกภาพปก นั่นย่อมแปลว่า กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบของปกคู่สร้างคู่สมจึงอยู่ที่มือของเขาเพียงผู้เดียว

“อย่างสองคู่นี้ (ชี้ไปที่ปก ณเดช-ญาญ่า และ แต้ว-เจมส์ จิ) ขึ้นปกบ่อยมาก เพราะเขาดังมาก สองปกนี้ผมไปถ่ายที่มาลีนนท์ ก็ใช้แบ็คกราวน์เป็นผนังสีขาว ผมก็มานั่งไดคัท รีทัชภาพ รีทัชหน้าดารา ซ้อนฉากหลัง ก็ต้องมาดูว่า เรื่องนี้เป็นละครแนวไหน แบ็คกราวน์ต้องเป็นยังไง ก็หาภาพที่เกี่ยวข้องกับละครเรื่องนั้นๆ มาใส่เป็นฉาก งานทั้งหมดผมทำเองหมดเลย”

แปลว่า สายตายังดีมาก ?

“ผมไปเปลี่ยนกระจกตามา พี่ดำรงเขาอนุเคราะห์ ให้เงินไปทำตามา แกออกให้ฟรีๆ เลย” เอสโส่ยในวัย 69 เฉลย

โดยบอกว่า ตลอดเวลาที่ทำงานกับดำรงมา เขานับถือผู้ชายคนนี้มาก คอยดูแลทุกอย่าง หรือแม้กระทั่งตอนที่ปิดหนังสือ ตัวเขาเองไม่ใช่พนักงานประจำ แต่ก็ยังได้เงินก้อนจำนวนหนึ่งติดมือมาด้วยเช่นกัน

-po

ในส่วนทักษะการรีทัช ตกแต่งภาพ แม้จะเป็นสกิลพื้นฐานสำหรับช่างภาพรุ่นใหม่ แต่กับชายวัยใกล้หลัก 7 คนนี้ เราต้องยอมรับว่า ไม่ธรรมดาจริงๆ

“คอมพิวเตอร์ผมไม่เคยเรียนมานะ มาเริ่มหัดรีทัชหน้านางแบบ ลองไดคัท หัดเปลี่ยนฉากเอง ก็เกือบสิบปีแล้ว ซักตอนอายุ 60 ได้มั้ง เพราะทำเองแล้วมันได้อย่างใจมากกว่า ชอบแบบไหน ก็ทำแบบนั้น” เขาอธิบายและเผยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยคิดว่า ตัวเองเก่ง จึงพยายามเรียนรู้ ค้นคว้าตลอด
“อย่าไปคิดว่าเราเก่ง ถ้าคิดว่าเราเก่ง เราจะอยู่แค่นี้”

ทำงานจับกล้องมา 40 กว่าปีแบบนี้ เมื่อถึงคราวว่างงาน เขาก็ยังยืนยันที่จะจับกล้องต่อไป แม้จะยอมรับว่า คงไม่ง่ายเหมือนก่อน

“ยังอยากทำงานอยู่นะ มีหนังสือมาติดต่อเหมือนกัน แต่ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถึงไม่ได้ทำ ผมก็ถ่ายรูปไปเรื่อยแหละ ไม่หยุดหรอก การถ่ายภาพเป็นชีวิตของผม คู่สร้างคู่สมก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมไปแล้วเหมือนกัน”