ท่านเขมานันทะกับพระสวนโมกข์(2)

March 30, 2019
by นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

ธรรมะที่ลึกซึ้งเรื่องนี้ มีมุมชวนคิดเยอะมาก

 

ในการสนทนากับอ.เขมานันทะ ถึงเรื่องราวหนหลังครั้งยังเป็นภิกษุอยู่ที่สวนโมกข์ อันเป็นระยะแรกของชีวิตพรหมจรรย์ อาจารย์โกวิทได้หวนรำลึกถึงเรื่องราวจากวันวาน ให้ดิฉันและน้องกิ๋วที่ร่วมวงสนทนาอยู่ในวันนั้นต่อไปอีกว่า

 “ผลสัมฤทธิ์ของพุทธศาสนาต้องดูที่พระบ้านนอก ถ้าดีจะดีจริงๆ อย่างที่สวนโมกข์ ช่วงผมบวชเรียนปีแรกๆ นี้ ผมได้พบกับพระที่สวนโมกข์ มีหลายท่านที่แรกๆ ผมไม่ชอบใจเลย อย่างท่านจรูญน่ะ เป็นพระที่ผมเกลียดที่สุดในตอนต้นของชีวิตการบวช ผมเห็นกิริยาฉันข้าวของท่านจรูญแล้วผมไม่สบายใจ เวลาฉันข้าว ท่านจรูญจะหัวส่ายในบาตร ฉันข้าวไปหัวส่ายไป ผมเห็นแล้วโกรธมาก เพราะผมยังเคร่งครัด ไปมองงี้โมโหทุกที ผมยังยึดถือ form ของตัวเอง ว่าดีเลิศ

 อีกคนคือท่านเดช มาจากทางเหนือ ท่านเดชชอบพอกับท่านจรูญ แต่เดี๋ยวทะเลาะกัน เดี๋ยวดีกัน เป็นกิจกรรมประจำวัน ส่วนผมก็โมโหทุกทีที่เห็นท่านจรูญหัวส่ายในบาตรเวลาฉันข้าว

 พอถึงพรรษาที่ 2 ผมพบว่าตัวเองรักท่านจรูญมาก ความคุ้นเคยเป็นสิ่งสำคัญ ท่านจรูญเคยเอาชะแลงเคาะหน้าแข้งท่านเดช ดุเอาด้วยว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง และท่านจรูญไม่มีวินัยเลย แกไม่สวดมนต์ เล่นวิทยุรื้อวิทยุอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ดึกดื่น ตี 1ตี 2 ชาวบ้านมาหา ให้แกแก้วิทยุให้ แกช่วยทุกอย่าง

 การที่จิตใจคนจะดีงาม ไม่ขึ้นกับรูปแบบ รูปแบบเป็นการอำพรางตัวได้ ท่านจรูญทำให้ผมได้เห็นชัดในข้อนี้

       เดี๋ยวนี้ท่านจรูญอยู่วัดดอกไม้ ข้างสวนหลวง ร. 9 ผมเคยไปเยี่ยมท่าน ท่านยังนอนอยู่ในกองวิทยุ ไม่มีวี่แววความเป็นพระ มีอะไรเหนือความเป็นพระ นั่นคือ ความมีมนุษยธรรม

 ตอนอยู่สวนโมกข์ ท่านจรูญเดินจงกรมไป โกนผมตัวเองไป เหมือนคนวิกลจริต แต่เรียบร้อยดี ท่านทำได้เรียบร้อย ทั้งท่านเดชและท่านจรูญมองเผินๆ ดูแล้วน่าหนักใจ แต่ดูท่านอาจารย์สวนโมกข์เข้าใจดี ท่านอาจารย์ไม่เคยว่า ไม่เคยเตือน

 มีครั้งหนึ่งชาวบ้านเอาลูกชะนีมาให้ท่านจรูญ ท่านเห็นสัตว์ก็สนุก สนิทกันมากกับลูกชะนี ปกติชะนีไม่สนิทกับคน ชะนีมันซน มันเปิดจีวรท่านจรูญ ท่านโมโหชะนีมีคนไปฟ้องท่านอาจารย์พุทธทาส แต่ท่านไม่ดุไม่ว่า ปกติท่านดุ แต่กับท่านจรูญ ท่านอาจารย์ไม่ได้ดุว่าใดๆ

 ยังมีเหตุการณ์ตอนอยู่สวนโมกข์ที่ผมจำได้ดี ในปีแรกครั้งที่ผมเห็นไฟไหม้เขานางเอในตอนดึก ผมตกใจว่ามันจะลามมาถึงสวนโมกข์เอาได้ ผมไม่เคยมีประสบการณ์ ผมออกมาดูไฟและเสนอขอร้องให้พระทุกรูปไปช่วยกันดับไฟ แต่ที่ผมเห็นแล้วประหลาดใจมากก็คือ ท่านอาจารย์พุทธทาสดูท่านเฉยๆ ท่านเปิดประตู ไขกุญแจ เอากล้องโลลิแฟกซ์มาส่องดูไฟเป็นนานสองนาน แล้วบอกว่า มันสวยดี

      คืนนั้นพระแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งบอกให้ขึ้นเขานางเอไปช่วยกันดับไฟ อีกกลุ่มบอกปล่อยมันเถอะ มันเป็นของมันอย่างนี้อยู่แล้ว

ท่านอาจารย์อธิบายให้ฟังว่า เวลากลางคืนอย่างนี้อันตราย งูจะออกมา มันกลัวไฟ จะหนีลงมา พระขึ้นเขาไปจะอันตรายมาก

พระที่อยู่สวนโมกข์มาหลายปี เห็นไฟไหม้บนเขานางเอบ่อยๆ คุ้นเคยประจำ ความคุ้นเคยทำให้หายกลัว ท่านอาจารย์สวนโมกข์ก็เคยบอก หมามันยังไม่กลัวผี!

      ท่านอาจารย์สวนโมกข์สวมจีวรพระ แต่สลัดความเป็นวัดหลุดออกมา และพูดด้วยภาษาทุกระดับกับชาวบ้าน หลายปีภายหลังท่านประชา ปสนฺนธมฺโม (ประชา หุตานุวัตร) เข้ามาที่สวนโมกข์ ได้ทำให้ความคิดของอาจารย์สวนโมกข์ constructive ขึ้น เพราะท่านประชาเป็นคนรุ่นใหม่ อธิบายทางวิชาการได้ชัดเจนขึ้นกับนักศึกษารุ่นใหม่ในยุคสมัยนั้น มีข้อไม่ลงกันกับผมอยู่บ้าง คนรุ่นใหม่ถือการสะกดจิตมีพลัง เขาได้เรียนรู้จากข้อเขียนของเฮอร์มาน เฮสเสที่เขียนให้สิทธารถะสะกดจิตเจ้าอาวาส นี้เป็นท่าทีที่ทำให้เกิดการสะกดคนอื่นขึ้นมา 

ทั้งที่ถ้าต้องการใช้อำนาจโดยการใช้สมาธิ เราสามารถใช้อีกวิธีการ คือใช้ความนิ่มนวลในเวลาที่เหมาะสม ไม่ตอบโต้ รากฐานทางจริยธรรมของผมอยู่ในคุณธรรมแบบโบราณ คนทำผิดครั้งแล้วครั้งเล่าก็อดทนที่จะไม่ตอบโต้

 ชีวิตที่อุทิศให้ธรรมะ มีตน-ให้ไปแล้ว เอาไปเลย ชีวิตไม่เอาแล้ว ทิ้งทุกอย่างมุ่งสู่โมกษะธรรม อันนี้แหละสวนทางกับทุนนิยม ทุนนิยมต้องสะสม กลัวความยากไร้ แต่ชีวิตที่อุทิศให้ธรรมะ จาริกในธรรม ไม่เอาอะไรเลย

ในพรรษาที่ 2 ของชีวิตนักบวช ประมาณปีพ.ศ.2513  ผมได้เดินทางไปเกาะสมุย ท่านอาจารย์สวนโมกข์ให้เงินผม 20 บาท สมัยก่อนโน้นเงิน 20 บาทมีมูลค่ามาก ท่านให้รางวัลที่ผมทำงานหนัก วาดรูปที่โรงมหรสพทางวิญญาณมาตลอดปีเต็มๆ ทั้งเหนื่อยทั้งเพลียมามาก ปกติท่านอาจารย์จะไม่ชอบให้พระในวัดไปเที่ยวตะลอนๆ แต่ถ้าเป็นเกาะสมุยท่านหนุนเลย เพราะเมื่อก่อนสมุยเป็นสวรค์ของนักบวชแท้ๆ บ้านเรือนทุกหลังที่สมุยเหมือนวัดเซ็น พื้นดินเป็นทรายขาวสะอาดสะอ้าน ชาวบ้านขยันกวาดใบไม้ เดินในเกาะเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกของนักบุญ ญาติโยมก็ดีเหลือเกินกับพระ

ว่ากันว่าถ้าพระอยากจะสึก แค่พอไปเห็นเกาะสมุยแล้วยอมไม่สึก

      ผมไปอยู่ที่วัดแหลมสอ เกาะสมุยราวเดือนหนึ่ง ตอนนั้นยังเป็นสำนักสงฆ์อาจารย์แดงเป็นเจ้าอาวาส ท่านอาจารย์โพธิ์เป็นผู้ช่วยในเวลานั้น คนสมุยดีจริงๆ ผมยอมรับว่าคุณค่าทางวัฒนธรรมบังเกิดผล คนใจดีไปหมด โดยเฉพาะกับพระกับเณร ผมไปอยู่สมุยสบายใจมาก ได้ประโยชน์มหาศาล เลยปรารภว่า ผมจะวาดรูปให้ พอดีที่วัดแหลมสอกำลังสร้างโบสถ์เล็กๆ ผนังยังเปลือยอยู่ ผมตกลงใจที่จะวาดรูป แต่เป็นการทำงานที่งานล้นมือ ผมทำไว้ได้แค่บางส่วนเท่านั้น”

ฟังอาจารย์เขมานันทะเล่าถึงภาพจิตรกรรมในวิหารวัดแหลมสอแล้ว ดิฉันก็พลิกสมุดบันทึกเตรียมจดคำบอกกล่าวเกี่ยวกับความหมายของภาพเหล่านั้นในทันที เพราะหลังจากอาจารย์วาดภาพที่วัดแหลมสอไว้ 30 ปี ในปีพ.ศ. 2542 ครั้งที่ดิฉันได้ลงทำงานภาคสนาม สำรวจรอบทะเลสาบสงขลากับอาจารย์และน้องกิ๋ว ทีมของเราได้เดินทางเข้าไปที่สมุย ไปยังวัดแหลมสอที่อ.โกวิทได้เคยเข้าไปวาดภาพไว้บนผนังวิหารครั้งเริ่มบวชเรียนได้ไม่นาน และดิฉันก็ได้ถ่ายภาพชุดนี้กลับมา 

แม้ภาพที่บันทึกมาได้จะคมชัดอยู่พอสมควร แต่ช่วงไปถ่ายภาพมานั้น สีเริ่มกะเทาะ ผนังยับเยินไปมากแล้ว มาภายหลังดิฉันได้ฝากเพื่อนหลายคน และเคยขอร้องท่าน อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้มีบ้านเกิดอยู่ที่เกาะสมุย ให้เข้าไปดูภาพและถ่ายชุดนี้กลับมาไว้หน่อย แต่ไม่มีใครหาพบ ไม่ทราบว่าถูกทุบทิ้งไปแล้วหรือยัง

ในวันวานครั้งที่ดิฉันถ่ายภาพจิตรกรรมวัดแหลมสอกลับมานั้น ดิฉันไม่เคยได้ซักถามอ.โกวิทถึงความหมายทั้งหมดในภาพจิตรกรรมชุดนี้ จึงโชคดีอย่างยิ่งในช่วงต้นปีพ.ศ. 2551 ครั้งที่อ.โกวิทได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติใหม่ๆ และดิฉันกับน้องกิ๋วได้เข้าไปพบอาจารย์ เราเตรียมภาพถ่ายจิตรกรรมชุดนี้ติดมือไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบค้นข้อมูลเอาไว้ จึงนับเป็นโอกาสเหมาะ ในการขอร้องท่านอ.โกวิท ให้ช่วยอธิบายความหมายจากผลงานของท่านให้ฟังในทันที

      “บางทีความหมายอาจไม่มากพอที่จะเอ่ยถึงหรอกนะครับ แต่จะดูในแง่ศิลปะก็พอใช้ได้อยู่หลายคนไปเห็นเข้าเขาติดอกติดใจ” อ.โกวิทพูดไปยิ้มไป หยิบภาพถ่ายจิตรกรรมฝีมือตนเองมาเพ่งพินิจ ก่อนจะให้อรรถาธิบายอย่างยืดยาวนับเป็นชั่วโมงๆ ในบ่ายวันนั้น

 

เปิดอ่าน 887