ว่าที่ส.ส. นักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม

March 27, 2019
by ทีมข่าวจุดประกาย

ถึงเวลาแห่งความหลากหลาย เมื่อตัวแทนของการต่อสู้เพื่อวาระเท่าเทียมกำลังจะเข้าไปทำงานในสภา

IMAGE: พรรคอนาคตใหม่

HIGHLIGHTS

  • คุยกับ 3 ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ที่ผลักดันประเด็นความหลากหลายและสิทธิความเท่าเทียม
  • ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ กับการประเด็นความหลากหลายทางเพศ และเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะผ่านศิลปะแขนงต่างๆ
  • วรรณวิภา ไม้สน กับการเคลื่อนไหวต่อสู้ประเด็นสิทธิแรงงาน
  • ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ว่าที่ ส.ส.ผู้พิการ ที่เข้าใจความเหลื่อมล้ำอย่างดี

วันที่เรากำลังรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากกกต. นั้น ผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง 95 เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้เราได้รู้ว่าพรรคหน้าใหม่อย่างอนาคตใหม่กำลังจะมีว่าที่ ส.ส. เตรียมเข้าสู่สภาไม่น้อย และที่น่าสนใจก็คือความหลากหลายของผู้สมัครส.ส.นั้น อาจทำให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายที่เข้าถึงปัญหาในแต่ละด้านมากขึ้น เรามาคุยกับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ 3 คนที่ผลักดันประเด็นเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียม

ว่าที่ ส.ส. กะเทยแต่งหญิงคนแรกของไทย

คนที่เคยติดตามข่าวในแวดวงศิลปวัฒนธรรม คงผ่านตาข่าวผลงานและการเรียกร้องของ กอล์ฟ – ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ มาบ้าง ผู้กำกับที่เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เมื่อ Insects in The Backyard หนังที่เธอกำกับนั้น ถูกแบนในเมืองไทย กอล์ฟต่อสู้ถึง 7 ปีกว่าจะได้ออกฉาย ไม่ใช่เพียงเพื่อผลงานของตัวเอง แต่เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกผ่านภาพยนตร์และศิลปะแขนงต่างๆ ด้วย เธอยังเป็นกำลังหนึ่งของการต่อสู้เพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ ลำดับที่ 9 คนนี้ พูดถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันเรื่องเพศในสังคมไทยว่า

“รัฐธรรมนูญบอกว่าคนไทยมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กฎหมายไม่ได้เอื้อให้เราเท่ากันจริงๆ เช่น การสมรสของคนเพศเดียวกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1448 บอกว่าการสมรสจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นเพศหญิงและเพศชายสมรสกัน ถึงจะได้สิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย เช่น การรับรองบุตร การได้รับมรดก สิทธิการฟ้องแทนกัน เป็นต้น แต่คนที่รักเพศเดียวกัน ไม่สามารถใช้กฎหมายตัวนี้ แสดงว่ารัฐธรรมนูญที่บอกว่าเราคนไทยมีสิทธิเท่าเทียมกันตามกฎหมาย นั้นไม่ได้มองคนเท่ากันจริงๆ

ธัญญ์วาริน

เรามักคิดว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น สังคมไทยถือว่าให้การยอมรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมาก เห็นว่าทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข แต่ที่จริงแล้วกอล์ฟบอกว่าเป็นการยอมรับแบบ “เหลือบ” หรือขาดความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ แม้จะอยู่ร่วมกันได้ แต่การอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติและเท่าเทียมกันที่แท้นั้นยังไม่มี

“ปัญหาหลักหนึ่งของสังคมไทยคือการศึกษา ในบทเรียนของวิชาสุขศึกษา ยังเรียกกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศว่าเป็นผู้มีความเบี่ยงเบนทางเพศ โดยให้สาเหตุว่านี่คือโรคชนิดหนึ่ง อันเกิดจากการเลี้ยงดูหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม” ซึ่งที่จริงแล้วความหลากหลายทางเพศเกิดขึ้นเอง แต่เมื่อการศึกษาซึ่งวางรากฐานความคิดให้คนในสังคมตั้งแต่เด็กชี้นำเช่นนี้ ไม่ต่างจากการปลูกฝังให้เกิดการเหยียดคนโดยตำราเรียนของเราเอง

ที่ผ่านมากอล์ฟใช้ภาพยนตร์ในการสื่อสารความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ และเสรีภาพที่ศิลปินสามารถนำเสนอผ่านภาพยนตร์ หรืองานศิลปะ หรือสินค้าทางวัฒนธรรม แต่หนังของกอล์ฟก็ไม่ “แมส” ขนาดที่จะเข้าถึงคนโดยภาพรวม นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กอล์ฟเลือกเข้าสู่การเมือง เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย

“ถ้าเราได้นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แปลว่าเราสามารถผลักดันนโยบาย กฎหมายต่างๆ ที่จะสร้างความเข้าใจกับคนในสังคมได้ เช่น สามารถผลักดันให้เกิดการแก้หลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้นในโรงเรียน สามารถผลักดันให้เกิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ผลักดันการแก้ประมวญกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1448 โดยแก้จากการแต่งงานระหว่างเพศชายเพศหญิง เป็นการแต่งงานระหว่างบุคคลกับบุคคล ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศแบบใดก็ตาม เป็นต้น”

นี่คงถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้วสำหรับคนที่เข้าไปทำงานการเมือง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีที่มาเหมือนกัน แต่งตัวเคร่งขรึมเหมือนกัน แต่นี่คือสภาผู้แทนราษฎร ที่หมายถึงตัวแทนของคนในสังคมอันมีความแตกต่างหลากหลาย ในพื้นที่อย่างสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีกรอบความเป็นทางการ กอล์ฟยืนยันว่าจะเป็นตัวของตัวเอง ในความเหมาะสมและกาลเทศะ กอล์ฟเลือกแล้วว่าเธอจะเป็นว่าที่ ส.ส. กะเทยแต่งหญิงคนแรกของไทย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางเพศในสภา

“และไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เราก็สามารถเสนอนโยบายเหล่านี้ได้ การทำงานทางการเมืองของกอล์ฟขึ้นอยู่กับมติพรรค แต่การผลักดันแง่นโยบายให้เกิดการแก้กฎหมาย กอล์ฟทำอยู่แล้ว เพราะการพัฒนาประเทศนั้น เราไม่สามารถทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เราต้องพัฒนาไปทุกๆ ด้านพร้อมกัน เราจะวางตั้งแต่รากฐาน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ทุกอย่างล้วนต้องแก้ไขมาจากรากทั้งนั้น”

แม้ว่าที่ ส.ส.หน้าใหม่จะถูกปรามาสว่าไม่มีประสบการณ์การเมือง แต่กอล์ฟกลับคิดว่านี่คือความได้เปรียบ

“เพราะเราไม่ได้มาเล่นการเมือง เรามาเพื่อใช้ประสบการณ์ของเราให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เราได้เปรียบตรงที่เรามีประสบการณ์ชีวิตมาแล้ว ผู้สมัคร ส.ส. เราล้วนแต่เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพของตัวเอง อย่างกอล์ฟก็เคยเป็นอดีตนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เป็นผู้กำกับที่ได้รางวัลสุพรรณหงส์ มีหนังที่ได้ไปประกวดต่างประเทศ ทุกคนมีวิสัยทัศน์ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง”

ต่อให้มีประสบการณ์ในด้านของตัวเอง นี่ก็กำลังจะเป็นอีกจุดเปลี่ยนของเส้นทางชีวิต ในฐานะว่าที่ ส.ส. กอล์ฟเตรียมตัวด้านการคิด มองปัญหาให้ออก เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่หมักหมมมานาน และหนทางสร้างประโยชน์สูงสุดให้สังคม

ว่าที่ ส.ส. นักต่อสู้เพื่อแรงงาน

มด - วรรณวิภา ไม้สน ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 ของพรรคอนาคตใหม่คนนี้ มีประสบการณ์การต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานมายาวนาน วรรณวิภาเป็นเลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ผ่านการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงานต่อบริษัท สวัสดิการเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนงาน เช่น การลางาน เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เธอยังเป็นกรรมการบริหารสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ที่ไม่เพียงต่อสู้เพื่อคนร่วมอุตสาหกรรมเท่านั้น เธอยังมองเห็นปัญหาของสิทธิแรงงานในต่างอุตสาหกรรมด้วย

“เราเริ่มจากการเจรจาต่อรองกันภายในองค์กร ในฐานะสหภาพ สามารถช่วยคนที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว แรงงานที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงการยื่นเรียกร้องต่อการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้เขาได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสม นอกจากในอุตสาหกรรมสิ่งทอแล้ว เรายังทำให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ในกลุ่มยานยนตร์ ซึ่งมีปัญหาแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องสัญญาจ้าง การจ้างชั่วคราวที่ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือสิทธิในการรวมตัวเพื่อเรียกร้องต่อนายจ้าง ว่าโดยรวมเราต่อสู้เพื่อความไม่เป็นธรรมและสิทธิแรงงาน ซึ่งทำมาตลอด 10 กว่าปี”

วรรณิภา

ในเบื้องต้น หากได้เข้าไปทำงานในสภา วรรณวิภาคิดว่าการแก้ไขปัญหาอันดับแรกที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเลย คือการให้ไทยรับอนุสัญญา ILO เป็นนโยบาย ในเรื่องการรวมตัวการเจรจาต่อรองของลูกจ้าง และเรื่องการจ้างงานที่เหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาสะสมมานาน

ในฐานะนักต่อสู้ วรรณวิภาศึกษากฎหมายแรงงานอย่างละเอียด เธอเห็นว่ากฎหมายหลายมาตรายังเป็นกฎหมายเดิมที่ไม่ได้ปรับให้เข้ายุคสมัย ก็ต้องควรมีการแก้ไขให้เข้ายุค

“เราคลุกคลีกับปัญหา เห็นภาพนี้มานาน เราไม่ได้แค่ต่อสู้ในสหภาพ แต่เราทำงานยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลอยู่แล้ว ในเรื่องปัญหาที่ต้องแก้ไขปรับปรุง เราทำงานนี้ทุกปี แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับแก้ไข ทำให้ปัญหายังคงสะสมอยู่ตลอดมา”

แม้ยืนยันว่าไม่ว่าจะอยู่จุดไหน เธอก็จะทำงานเพื่อมวลชน “ไม่หยุดการทำงานเรื่องนี้ ทำหน้าที่เต็มที่ ผลักดันในวาระที่เรานำเสนอ” แต่การเข้ามาทำงานการเมืองคืออีกเส้นทางหนึ่ง และมีความจำเป็นที่ในสภาผู้แทนราษฎรต้องมีตัวแทนจากกลุ่มคนที่หลากหลาย

“ประชาชนไม่ได้มีแค่ประชาชนกลุ่มเดิม กลุ่มเดียว ประชาชนมีความหลากหลาย มีความต้องการและปัญหาที่แตกต่างกัน ที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่านักการเมืองกลุ่มเดิม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้เราได้ เพราะเขาไม่ใช่ตัวแทนของเรา เพราะฉะนั้น ในครั้งนี้ถ้าหากเราสามารถเข้าไปแก้ปัญหาที่มีอยู่ เราเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ดีค่ะ”

กับเสียงปรามาสถึงความไม่มีประสบการณ์การเมือง เธอตอบว่า “จริงค่ะ เราไม่มีประสบการณ์การเมือง แต่เราไม่ใช่คนไม่มีความสามารถ เรามีความสามารถเฉพาะทางของเรา ที่เราแก้ไขและต่อสู้มา เราต่างเห็นแล้วว่า ต่อให้เป็นนักการเมืองหน้าเดิมที่มีประสบการณ์การเมืองสูง แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์จากการที่มีพวกเขาเข้าไปเป็นตัวแทนเท่าที่ควร”

ระหว่างที่รอประกาศจากทางกกต. เธอย้ำว่าไม่ว่าจะได้เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ก็มีความพร้อมที่จะเดินหน้าเต็มที่ในเรื่องการทำงาน “ต้องติดตามดูผลงานของนักการเมืองหน้าใหม่ต่อไปค่ะ”

ว่าที่ ส.ส.ผู้พิการ’ หนึ่งเดียวในสภา

ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ หรือ ‘เม่น ไทยแลนด์’ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาคนนี้จะถือเป็นผู้พิการหนึ่งเดียวที่ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา

จากที่เคยถูกครูทักสมัยเด็กว่า เป็นคนพิการ เด็กชายปริญญาในตอนนั้นก็คิดค้านอยู่ในใจมาตลอด เพราะเชื่อว่า ตัวเองก็ไม่ได้ต่างไปจากคนอื่น จนเมื่อโตขึ้น เริ่มสนใจเหตุบ้านการเมือง เขาเริ่มตั้งคำถามถึงอาชีพใกล้ตัวอย่างเกษตรกรว่า ทำไมถึงจนนัก ทั้งๆ ที่เป็นอาชีพหลักของคนไทย จนเริ่มต้นค้นหาคำตอบ 

..นั่นเองที่ทำให้เขาได้รู้จักกับ “ความเหลื่อมล้ำ”

“มันคือความเหลื่อมล้ำ คือความไม่เท่ากันในเชิงอำนาจ ที่นำไปสู่ความไม่เท่ากันในทุกๆ เรื่อง เพราะถ้าเริ่มต้นจากกติกาที่ไม่เป็นธรรม ผลลัพธ์มันก็จะส่งต่อกันเป็นทอดๆ ทำให้ความห่างของ คนมี กับ คนไม่มี มันมากเกินไป อย่างผมเป็นนักกีฬาทีมชาติ ไปแข่งกีฬาคนพิการก็เห็นความไม่เท่ากันอย่างชัดเจน เพราะเขาให้รางวัลคนพิการแค่ครึ่งเดียวของคนปกติ ทั้งๆ ที่ตอนขึ้นไปรับเหรียญ เขาก็เปิดเพลงเดียวกัน ธงชาติก็ผืนเดียวกัน ไม่ได้เปิดเพลงครึ่งท่อน ชักธงชาติครึ่งผืนเสียหน่อย” ปริญญา สะท้อนมุมมอง 

ก่อนจะย้ำว่า “คนพิการไม่ใช่ครึ่งคนนะครับ แต่เป็นคนเต็มคนเหมือนๆ กันนี่แหละ”

IMG_3114

และยกตัวอย่างความเหลื่อมล้ำที่เจอจังๆ เมื่อตอนไปแข่งเอเชียนพาราเกมส์ 2018 ที่อินโดนีเซีย ซึ่งนักกีฬาคนพิการได้เงินรางวัลอัดฉีด 1 ล้านบาทสำหรับเหรียญทอง ขณะที่นักกีฬาปกติได้เงินอัดฉีด 2 ล้าน

สำหรับเขาเองที่คว้าเหรียญเงินมาได้ สิ่งที่ทำหลังจากกลับถึงกรุงเทพฯ คือ เปลี่ยนเงินครึ่งหนึ่งเป็นจักรยานไฟฟ้า และขึ้นถีบจากเมืองหลวงสู่จังหวัดตรัง เพื่อเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ให้สังคมรับรู้ถึงความเท่าเทียมที่ยืนหยัดมาเสมอ

แน่นอนว่า เสียงของ ‘เม่น ไทยแลนด์’ ย่อมดังต่างกันหลังพ่วงด้วยตำแหน่ง สส. แต่สิ่งที่เขายังคงยืนยันเสมอ คือ ความเท่าเทียมจะเกิดขึ้นได้ก็ในสังคมประชาธิปไตยเท่านั้น 

“ตั้งแต่เริ่มสมัคร ก็มีคนมาถามผมเยอะว่า จะมีแนวนโยบายเกี่ยวกับผู้พิการยังไง ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ เราชูประเด็นเรื่อง ‘คนเท่ากัน’ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลประชาชนทุกคน ไม่ต่างจากพ่อแม่ที่ต้องดูแลลูกตั้งแต่เกิด จำเป็นด้วยหรือที่ต้องตีตราก่อนว่า เป็นคนพิการ เป็นคนจน แล้วถึงจะได้รับการดูแล หรือได้เงินสงเคราะห์ ผมไม่ชอบคำว่า สงเคราะห์ เพราะมันสะท้อนถึงความเป็นสังคมอุปถัมภ์ และเมื่อเป็นสังคมอุปถัมภ์ก็แปลว่า มันไม่ใช่ประชาธิปไตย”

สำหรับว่าที่สส.ผู้พิการหนึ่งเดียวคนนี้ เขาเชื่อว่า สังคมที่ “เท่าเทียม” จะเกิดได้เมื่อทุกคน โดยเฉพาะผู้มีอำนาจหรือผู้ออกกฎกติกามองทุกคนอย่าง “เท่ากัน” 

เขาแสดงความเห็นถึงแนวนโยบายที่อยากเห็น เช่น การขยายศูนย์การศึกษาสำหรับผู้พิการในทุกจังหวัด เพื่อไม่ให้ผู้พิการต้องเดินทางไกล หรือจากครอบครัวไปเรียนในต่างถิ่น การจัดการด้านคมนาคมขนส่งที่เอื้อให้ทุกๆ คนสามารถเข้าถึงหรือใช้บริการได้ รวมถึงการสร้างงานที่เหมาะสมกับคนทุกกลุ่ม เป็นต้น

“คนพิการต้องได้รับการศึกษา ต้องมีงานทำ เพื่อให้เขามีชีวิตต่อไปได้ เพราะเขาก็มีภาระหน้าที่ มีครอบครัว มีลูกมีเมีย มีสามี เหมือนๆ กันกับคนอื่น ซึ่งรัฐต้องมองเขาในฐานะคนเท่ากัน มองเห็นว่า เขามีความสามารถไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่น และให้โอกาสเขาได้แสดงมันออกมา”

โดยเฉพาะเรื่อง “โอกาส” ที่ปริญญาเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างเช่นตัวเขาเอง ที่เป็น สส. หน้าใหม่ ไร้ประสบการณ์

“ถ้าสังคมให้โอกาส ประสบการณ์มันถึงจะเกิด อย่างที่ผมแข่งกีฬาก็เหมือนกัน ซ้อมให้ตาย หรือเก่งแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับประสบการณ์จริงจากในสนาม แล้วถ้าไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนาม มันก็ไม่เกิดการพัฒนา” 

ฉะนั้น โอกาสคือเรื่องสำคัญ และต้องมาจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่า “ทุกคนเท่ากัน”