คุยกับภูมิชาย บุญสินสุข การต่อจุดและความสนุกของคนทำพอดแคสต์

March 25, 2019
by อาศิรา พนาราม

พอดแคสต์ แพลตฟอร์มไม่ใหม่ แต่ใหม่ในเชิงธุรกิจ คุยกับคนทำพอดแคสต์ที่ตอบโจทย์ได้ตรงใจคนฟัง และดังไปถึงแบรนด์

IMAGE: กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร

HIGHLIGHTS

  • จากบรรณาธิการหนังสือเล่ม มาเป็นคนดูแล ทำพอดแคสต์ที่กำลังเป็นที่นิยม
  • ภูมิชาย บุญสินสุข ใช้ประสบการณ์การทำรายการวิทยุ บวกกับการเป็นบรรณาธิการหนังสือ มาสู่ทักษะการคัดสรรนำเสนอเนื้อหาเพื่อการฟังที่โดนใจคนฟัง ผู้มีการใช้ชีวิตและเสพสื่อหลากหลาย
  • การมาถึงของพอดแคสต์ ยังเป็นช่วงร่วมต้นที่ตลาดกำลังมีการเติบโต แต่ไม่ใช่ว่าการฟังจะมาแทนที่สื่ออื่นใด เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับบุคลิกของคนทำ คนฟัง และแบรนด์ที่กำลังมองหาคอนเทนท์ที่ใช่

ต่อจากการแย่งชิง Eyeball ต่อมาน่าจะเป็นการแย่งชิงช่องทาง Ear หรือเปล่า? เคยคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งไว้เมื่อ 2 -3 ปีก่อน  การช่วงชิงเวลาเสพสื่อผ่านสายตาจะเปลี่ยนมาสู่การฟังงั้นหรือ? ที่จริงอาจไม่ใช่ ในยุคที่ผู้คนมีสิ่งต่างๆ ให้ทำมากมายเหลือเกิน การมีอยู่ของสื่อบนหลากแพลตฟอร์มจึงสำคัญ ไม่ใช่อะไรจะมาแทนที่อะไร แต่ก็น่าสนใจว่าพื้นที่ของออดิโอ คอนเทนท์กำลังเติบโตขึ้น จากที่ได้พบปะคนมากมายพบว่ากลุ่มก็มีคนฟังพอดแคสต์มากขึ้นเรื่อยๆ

เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบฟังออดิโอ คอนเทนท์ ระหว่างกิจกรรมอย่างการขับรถ แต่งหน้า หรือทำงานบ้าน พอดแคสต์ (Podcast) จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์มาก (อันที่จริงก็มีหลายช่องทางไม่แค่พอดแคสต์) ในเมืองไทยมีคนทำพอดแคสต์มาหลายปีแล้ว แต่ส่วนใหญ่ทำเป็นงานอดิเรก งานอดิเรกที่จริงจัง เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ หรือเสริมการงาน แต่ทำโดยมีโมเดลธุรกิจจริงจังนั้น ยังมีน้อยราย

แต่มีสำนักหนึ่งที่ทำพอดแคสต์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ น่าจับตามอง ทำรายการออกมาเป็นเน็ทเวิร์คหลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งผู้ฟังและธุรกิจด้วย  มีคนพูดถึงพอดแคสต์ของสำนักนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

20190319160627389

เรามาคุยกับ บิ๊ก - ภูมิชาย บุญสินสุข Executive Director for Podcast ของ The Standard สำนักข่าวออนไลน์ที่มีแพลตฟอร์มเสพสื่อมากกว่าการอ่าน

หลายคนอาจคุ้นชื่อภูมิชายอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book ย้อนไปไกลกว่านั้น เขาเคยทำรายการวิทยุมาด้วย จากคนทำสื่อแบบ Old Media สู่ New Media เราคิดว่าเขาต้องปรับตัวมากทีเดียว แต่ที่จริง การทำพอดแคสต์เป็นสิ่งที่เหมาะกับเขาเหลือเกิน

ทำไมพอดแคสต์

ภูมิชายทำพอดแคสต์มาตั้งแต่ตอนที่เริ่มทำ The Momentum (ก่อนจะออกมาและทำ The Standard กับผู้ก่อตั้ง) ในช่วงนั้น ซึ่งกำลังเริ่มต้นทำสื่อออนไลน์ เขาคิดว่าควรลองทำสื่อใหม่ให้เป็นเนื้อหาโบนัสสำหรับผู้อ่านด้วย

“ผมฟังพอดแคสต์อยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นของต่างประเทศ เราก็อยากมีของไทยบ้าง และอยากทำอะไรที่สำนักข่าวอื่นไม่มี จึงลองทำพอดแคสต์ด้วย เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ไปถึงคนอ่านเราได้ ซึ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่แบรนด์หลัก นั่นคือสำนักพิมพ์ แมกกาซีน หรืออะไรต่างๆ

“ด้วยความที่ตอนแรกเราไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ ก็เลยง่าย เพราะไม่ต้องคิดโมเดลหาเงิน ทำเพราะน่าสนุก เรานึกออกเต็มไปหมดว่าเราจะชวนใครมาทำ เพราะเรารู้จักคนเก่งๆ คนน่าสนใจเยอะ หลายครั้งเราไม่ได้อ่านแค่ต้นฉบับเขา เวลาเจอกัน นั่งคุยกัน ฟังเรื่องที่เขาเล่า เราก็รู้ว่าน่าจะชวนใครมาทำ”

เมื่อทำจริงปรากฏว่ามีเสียงตอบรับมากกว่าที่คาดไว้ การคิดถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจจึงเริ่มต้นขึ้น ในเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุให้ผู้บริหารออกจากบริษัท เดย์ โพเอทส์ และนำทีมส่วนหนึ่งมาก่อตั้ง The Standard เมื่อนั้นก็ได้ทำพอดแคสต์เป็นอีกแพลตฟอร์มธุรกิจหนึ่งอย่างจริงจัง

ทางเลือกหนึ่งของการเสพสื่อ

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะฟังพอดแคสต์ และไม่ทุกแบรนด์จะต้องการมีรายการพอดแคสต์ของตัวเอง ขณะที่เทรนด์ในอเมริกาซึ่งมีพอดแคสต์มาร่วม 20 ปีแล้ว ภูมิชายก็ยังบอกว่า ไม่ถึงกับเป็นตัวเลือกหลัก ตัวเลือกรอง แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ได้มีตลาดใหญ่มาก แต่ถ้าใช่ ก็ใช่เลย

“ถ้าลูกค้าเก็ทคือเก็ทเลย ถ้าไม่เก็ทก็คือไม่เก็ท ไม่เก็ทไม่ใช่ว่าไม่ดี เพียงแต่มันยังไม่เดินทางมาถึงตัวเขา เขาอาจยังไม่เคยฟัง หรือยังไม่สร้างแรงกระเพื่อมกับเขามากพอ หรือพอดแคสต์อาจไม่มีวันเดินทางไปถึงเขาเลยก็ได้ เพราะเขาไม่สนใจออดิโอ คอนเทนท์ นี่ไม่ใช่วิธีการเสพข่าวสารที่เขาเลือกเท่านั้นเอง เหมือนคนที่ไม่อ่านหนังสือ ทำยังไงก็ไม่อ่านหนังสือ แต่เขาอาจดูหนังมากกว่าเราล้านเท่า เสพสื่ออื่นมากกว่าเราหลายพันเท่าก็ได้”

20190319160628393

เขาว่าในฐานะคนสร้างคอนเทนท์ ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า “ทำไมคนเลือกเสพสื่ออะไรสักอย่างหนึ่ง”

คำถามนี้จะนำไปสู่การคิดรายการพอดแคสต์ ภูมิชายตอบเข้าใจง่ายว่า “ทั้งหมดก็คือ Human Interest คือเรื่องที่คนสนใจ” ไม่ต่างจากการเดินเข้าไปในร้านหนังสือแล้วมีการแบ่งหมวดต่างๆ ตามสิ่งที่มองหา

“คนเราเสิร์ชกูเกิลอะไรกันล่ะ นั่นแหละสิ่งที่คนสนใจ อยากได้ข้อมูลเพื่อไปแก้ปัญหาบางอย่าง หรือ Pain Point ที่ได้ยินกันบ่อยๆ เราก็คิดคล้ายกัน ถ้าพอดแคสต์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็เพื่อแก้เพนพอยท์ของผู้บริโภค เราจะช่วยแก้เพนพอยท์อะไรของคนฟังได้บ้าง

“เมื่อเขาก็เสิร์ชแล้วเจอสิ่งที่เขาต้องการ เขาก็อยู่กับมันได้ เช่น ปัญหาแบบที่มีในรายการ R U OK ซึ่งเขาอาจเสิร์ชว่า ‘เศร้าขนาดนี้ แค่เศร้าหรือซึมเศร้า?’ นี่คือสิ่งที่คนค้นหาอยู่แล้ว เขาอาจเจอทั้งบทความ หรือคลิป แต่หลังๆ เขาอาจจะพอดแคสต์ด้วย ก็ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะฟังหรือเปล่า”

จากบรรณาธิการหนังสือถึงคนทำพอดแคสต์

ต่อให้เป็นสื่อต่างแพลตฟอร์ม แต่ภูมิชายบอกว่าทักษะในการเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มกับการทำพอดแคสต์นั้นคือทักษะเดียวกัน เขาเสริมว่า

“ถ้ามองตามทฤษฎีต่อจุดของสตีฟ จ๊อบส์ เราไม่สามารถต่อจุดจากอนาคตได้ แต่เราต่อจุดจากข้างหลังได้ ถ้ามองย้อนกลับไป ผมเคยทำงานในวงการวิทยุมา 10 ปี ผมเคยเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มอีก 10 ปี มาวันนี้ผมมาทำพอดแคสต์ผมพบว่ามันคือการรวมสองทักษะนี้เข้าด้วยกันพอดีเลย เราทำงานด้านออดิโอคอนเทนท์มาแล้ว แล้วเราก็รู้จักวิธีคิดแบบการทำหนังสือเล่ม นี่คือสกิลของเรา”

ภูมิชายทำพอดแคสต์ไม่ต่างจากการทำหนังสือเล่ม พอดแคสต์ 1 ตอนคือ 1 บทในหนังสือ และพอดแคสต์ 1 รายการก็คือหนังสือ 1 เล่ม อย่างรายการ The Money Case ก็เหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง ที่รวมบทต่างๆ ว่าด้วยการตอบปัญหาทางการเงินเอาไว้

ดูเหมือนว่า หากมีทักษะในการคิดออกแบบหนังสือเล่ม ก็อาจออกแบบสื่อได้ทุกแพลตฟอร์ม หรือเปล่า? เรายกตัวอย่างการทำ Live ภูมิชายเห็นว่าแพลตฟอร์มต่างแบบก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติการนำเสนอที่แตกต่างกันของผู้สร้างสรรค์คอนเทนท์

“แพลตฟอร์มอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับจริตของคอนเทนท์ ครีเอเตอร์และคนเสพด้วย อย่าง Live ก็น่าจะตรงจริตคนอีกเป็นจำนวนมาก ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น Influencer หรือเน็ต ไอดอล หรือคนค้าขายออนไลน์ เขาก็เอาไปใช้แล้วเหมาะ

“แต่ไลฟ์ก็ไม่เหมาะกับบางคน ผมก็ไม่ไลฟ์ แต่บางคนใช้แล้วรู้สึกเหมาะกับตัวเขา ผมเคยได้ยินเขาเล่ากันว่าเฟสบุ๊คถึงกับต้องส่งคนมาดูว่าทำไมประเทศไทยถึงได้ใช้ไลฟ์ขายของได้ ทำไมคิดได้ ทั้งที่เฟสบุ๊คไลฟ์ทั่วโลกก็มีเหมือนกัน ผมว่านี่คือเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ตามแต่คนจะคิด สร้างสรรค์ และนำไปใช้อย่างไร พอดแคสต์ก็เหมือนกัน เป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่รองรับวัตถุประสงค์หนึ่งของคนกลุ่มหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับคนอีกกลุ่มก็ได้”

พอดแคสต์นี้ได้แต่ใดมา

ไม่เพียงเป็นเรื่องที่คนสนใจแล้ว พอดแคสต์ของแต่ละผู้ผลิตก็แตกต่างกันตามจุดประสงค์ ความถนัด และบุคลิก สำหรับ The Standard ทุกอย่างต้องตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เมื่อมีเนื้อหารายการที่หลากหลาย การขึ้นรายการพอดแคสต์จึงมีที่มาแตกต่างกัน

เช่น ขึ้นมาจากตัวคนที่น่าสนใจ

“อย่างรายการ The Money Coach (ปัจจุบันชื่อ The Money Case by The Money Coach) เกิดจากเราคิดว่าควรมีรายการเกี่ยวกับการเงิน เพราะตรงกับฐานแฟนของเราอยู่แล้ว และผมก็รู้จักพี่หนุ่ม (จักรพงษ์ เมษพันธุ์) รู้สึกว่าเขาเจ๋ง ก็เลยชวน วิธีนี้คือขึ้นจากตัวคนที่เราคิดว่าเขาเก่ง น่าสนใจ และมีบางอย่างที่เหมาะกับแบรนด์ของเรา”

หรือมาจากปัญหาร่วมของทีมงานกับคนในสังคม

“รายการ R U OK มาจากโปรดิวเซอร์ของเรา เขาสงสัยว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่ถึงขั้นต้องหาหมอไหม? หรือใครๆ ก็เป็นกัน เขาพบว่าคนค้นหาเรื่องนี้ในกูเกิลเยอะมาก คนสงสัยเรื่องนี้ แต่ไม่กล้าถามออกมา หรือไม่กล้าไปหาจิตแพทย์ แล้วถ้ามีพอดแคสต์ที่ทำให้เขาได้สำรวจตัวเองก่อนว่าแบบนี้ปกติ หรือควรพบแพทย์ รายการมาจากแนวคิดนี้เลย ถ้าเป็น...แบบนี้ เราปกติไหม?”

20190319160431936

บางครั้งก็ได้แรงบันดาลใจจากรายการที่เคยฟังมาก่อนหน้านี้

“อย่างรายการ Step Life เป็นรายการเกี่ยวกับการวิ่ง เกิดจากผมได้ฟังพอดแคสต์ที่พาคนวิ่งของ The Guardian ของอังกฤษ บอกเราเลยว่าต้องวิ่งยังไง เร็วตรงไหน หยุดตรงไหน แต่เป็นภาษาอังกฤษ ผมเลยคิดว่าถ้ามีเป็นภาษาไทยก็ดี เพราะมีคนอยากวิ่งแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมกับทีมงานก็ใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองด้วย แล้วก็เห็นผลจริง เรานำเส้นความคิดมาจากเขา แต่เติมเนื้อหาและความคิดสร้างสรรค์ลงไป เช่น เคล็ดลับการวิ่ง หรือ Running Story โดยตั้งโจทย์ว่าเป็นรายการที่จะพาคุณวิ่ง 10 กิโลเมตรแรกให้ได้ภายใน 10 สัปดาห์ ถ้าวิ่งตามสเต็ปในรายการเรา พอจบ 10 สัปดาห์ เราก็จัดงานวิ่งให้เขาได้มาวิ่งกันจริงด้วย”

และที่น่าสนใจคือ การทำพอดแคสต์จากดาต้า ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นความนิยมบางอย่าง จนเกิดเป็นรายการแนะนำหนังสือของ Readery ที่กำลังได้รับความนิยม

“จริงๆ มีพอดแคสต์เกี่ยวกับหนังสือหลายรายการ แต่ผมรู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์ผม ผมว่าปัญหาของคนยุคนี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากอ่านหนังสือนะ แต่ตอนนี้เรามีสิ่งที่ต้องทำเยอะมาก มาดึงเวลาที่เคยใช้ในการอ่านไป เราอยากอ่าน แต่ไม่มีเวลาลองอ่านไปเรื่อยๆ

“ก่อนหน้านี้เรามีพอดแคสต์ตอนที่ชื่อว่า New Year New You เป็นรายการที่ทำให้เป้าหมายปีใหม่ที่คุณตั้งไว้สำเร็จให้ได้ มีเอพิโสดหนึ่งเกี่ยวกับการอ่านหนังสือ ซึ่งมีคนฟังเยอะมาก ตัวเลขโดดออกมาเลย ทำให้เราเห็นว่ามีคนคิดเหมือนเราเยอะจริงๆ

“เราอยู่ในวงการหนังสืออยู่แล้ว เรารู้จัก Readery เขามีความสามารถพิเศษในการเล่าหนังสือฟังแล้วน่าอ่านทุกเล่มเลย และเขาเป็นร้านหนังสือที่ผลิตคอนเทนท์ทางออนไลน์เยอะมาก เราไม่มีตัวเลือกอื่นเลย พอชวนเขาก็อยากทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว รายการนี้ตั้งโจทย์ง่ายๆ เลย ‘...อ่านเล่มไหนดี’ ”

มีแค่เสียงก็เป็นพอดแคสต์ได้แล้ว?

พอดแคสต์เป็นเนื้อหาเสียงที่มีรูปแบบเฉพาะ ไม่ใช่แค่มีแต่เสียงก็ใช้ได้แล้ว อย่างการมีรายการทีวีแล้วจะนำมาเป็นพอดแคสต์ได้เลยก็ไม่เหมาะ เพราะทำจากต่างวัตถุประสงค์ และพอดแคสต์ก็ไม่ใช่หนังสือเสียงหรือออดิโอ บุ๊คเท่านั้น “ผมเคยคิดว่าจะนำหนังสือผมมาอ่าน แต่ลองทำดูแล้วก็แปลก เพราะตอนเขียนหนังสือเราตั้งใจให้เขาอ่าน ไม่ใช่ให้ฟัง ภาษาที่ใช้จึงเป็นคนละแบบ”

และยังต่างจากรายการวิทยุที่มีคอนเทนท์หลักคือเพลง โดยเล่าเรื่องอัพเดทต่างๆ แทรก ทั้งยังเป็นรายการแบบ On Going ที่เปิดมาเมื่อไหร่ ก็ต้องฟังตรงนั้น ไม่สามารถคลิกฟังได้ตั้งแต่ต้น หรือต่อให้เป็นรายการวิทยุย้อนหลัง ก็ไม่ค่อยมีคนฟัง เพราะสิ่งที่พูดในรายการมักผ่านไปแล้ว

ลักษณะหนึ่งของเนื้อหาในพอดแคสต์ที่ภูมิชายสังเกต คือมีความเป็นเอเวอร์กรีน คอนเทนท์ (Evergreen Content) ที่ตอบโจทย์คงอยู่ได้นาน ไม่ตกยุค

“ฟังเมื่อไหร่ก็ไม่เชย เหมือนหนังสือที่ถูกออกแบบให้มี Shelf Life ยาวนานนั่นแหละครับ เช่น วิธีลดความอ้วน  20 ปีมาแล้วก็ยังเป็นวิธีเดิม แต่อาจเพิ่มกิมมิคใหม่ๆ ถ้าเราคิดคอนเทนท์ที่เอเวอร์กรีนได้ ก็เหมาะกับพอดแคสต์ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่พูดสดๆ กันในไลฟ์ เรื่องเมื่อวานก็อาจเชยแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่พูดกันในปัจจุบัน”

Audio is Enough

เกือบ 2 ปีที่ทำพอดแคสต์มา ภูมิชายได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวัน เป็นการยืนยันกับสิ่งที่เขาเชื่อ

“Audio is Enough ออดิโอมีพลังและเพียงพอ แต่ไม่ใช่ว่าอะไรจะมาแทนอะไร เหมือนกับตอนที่มีสื่อออนไลน์ หรือออดิโอบุ๊คขึ้นมา แล้วมีคนพูดว่ามันจะมาแทนที่หนังสือ นี่เป็นการสร้างทางเลือกมากกว่า ตอนนี้คนใช้ชีวิตและรับสื่อหลากหลายมาก ถ้าเรายิ่งทำสื่อในหลายรูปแบบให้เขา เขาก็มีโอกาสเลือกได้มาก เช่น เวลาไปวิ่ง ไม่สามารถอ่านหรือดูคลิป ก็ฟังพอดแคสต์ได้

“อย่าง The Standard เรามี 4 แพลตฟอร์ม คือ เท็กซ์เบสที่ไว้อ่าน มีวิดีโอให้ดู มีพอดแคสต์ให้ฟัง และมีไลฟ์ เราก็พบว่าข้อได้เปรียบหนึ่งของเรา คือทุกแพลตฟอร์มช่วยกันหมดเลย อย่างเรื่องการเมือง ทีมข่าวทำบทความการเมือง วิดีโอทำสกู๊ปการเมือง มีไลฟ์ที่เชิญแขกการเมืองมาดีเบต พอดแคสต์เราก็มี The Power Game

“ในบางประเด็นเราสามารถเสนอเนื้อหาให้กับผู้เสพได้ทุกแพลตฟอร์ม ผมว่ามันสนุกดีกับการที่เราสามารถใช้จุดเด่นของแต่ละแพลตฟอร์มให้คนได้รับข่าวสารข้อมูลและรสชาติรอบด้าน ทำให้แบรนด์โดยรวมกลมมากขึ้น”

และในเมื่อเป็นผู้บุกเบิกทำพอดแคสต์อย่างจริงจังในแง่ธุรกิจ เขาก็คิดว่าเป็นเรื่องดีมากที่สำนักข่าวต่างๆ จะมาเปิดพื้นที่ในแพลตฟอร์มนี้ให้คึกคัก แต่ละค่ายก็มีคาแรกเตอร์และเป้าหมายต่างกัน จากรายการหลักสิบรายการหากเพิ่มเป็นหลักร้อยหลักพัน ตลาดที่เบ่งบานก็จะทำให้พอดแคสต์ถูก “เห็น” มากขึ้น น่าสนุกไม่ใช่เหรอ

# # # # #

ใครๆ ก็จัดพอดแคสต์ได้?

ใครๆ ก็จัดพอดแคสต์ได้ ไม่ต่างจากใครๆ ก็เปิดแฟนเพจ หรือมีช่องยูทูบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับพอดแคสต์ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าเราควรทำพอดแคสต์หรือไม่ ภูมิชายฝากคำถามมาให้ตอบก่อน

  1. ถามตัวเองว่ามีเรื่องที่ชอบ จนสามารถพูดได้อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งไปสัก 1 ปี หรือเปล่า หากมี ก็เป็นไปได้ที่คุณจะจัดพอดแคสต์ได้
  2. คุณชอบพูดไหม คุณต้องชอบพูดก่อนเลยนะ บางคนอาจมีเรื่องที่อยากนำเสนอ แต่ที่จริงแล้วเขาเหมาะกับการเขียนมากกว่า หรือบางคนควรไปเป็นยูทูบเบอร์มากกว่า ก็ต้องดูธรรมชาติของตัวเอง
  3. คุณพูดเก่งไหม พูดเก่งคือพูดรู้เรื่องไหม พูดแล้วมีคนอยากฟังไหม พูดเรื่องที่คนอื่นงงให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ไหม รวมถึงคุณชอบเสียงตัวเองไหม
  4. มีคนอยากฟังเรื่องที่คุณอยากเล่าไหม เรื่องนั้นจะน่าสนใจไหม
  5. เรื่องที่คุณอยากถ่ายทอดออกมา เหมาะกับการเล่าด้วยเสียงไหม
  6. บางทีการจัดพอดแคสต์ไม่จำเป็นต้องจัดรายการเอง คุณเป็นโปรดิวเซอร์ หรือครีเอทีฟ หรือทำงานเบื้องหลังพอดแคสต์ก็ได้ มีหลายตำแหน่งที่ช่วยกัน