สังเวียนใหญ่ของ ‘คน’ ตัวเล็ก

March 19, 2019
by ศากุน บางกระ

เมื่อ ‘มวย’ คือ การต่อสู้ – ความหวัง – ความฝัน – ความจริง ของเด็กกลุ่มหนึ่งที่อยากมี ‘ที่ยืน’ บนผืนแผ่นดินไทย

 

ยกที่ 00 : ความหวังอยู่ที่ปลายนวม

“ได้เวลาแล้ว” เด็กชายวัยสิบต้นๆ สวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบคู่เก่า ตะโกนเสียงดังเรียกเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันให้เตรียมตัว ก่อนจะพากันวิ่งออกจากรั้วบ้านเพื่อไปซ้อมมวยที่ ‘ค่าย’ ห่างออกไปอีกเกือบ 4 กิโลเมตร วันนั้นเป็นวันเสาร์ เด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน ระยะทางที่ไปจึงสั้นกว่าจากโรงเรียนไปค่ายในวันธรรมดาเกือบครึ่งหนึ่ง

“ซ้อมทุกวันครับ ทุกวันนี้ผมยังซ้อมไม่หนัก เพราะป.6 ต้องติว O-NET (การสอบขั้นพื้นฐานของนักเรียนทั่วประเทศ) เรียนถึง 5 โมงกว่า ก็ค่ำแล้วครับ ไปถึงค่ายมืดเลย” อัศวิน เด็กชายวัย 13 เจ้าของฉายา “จอมเตะโยนกนคร” เล่าถึงกิจวัตรของตัวเองที่ต้องทุ่มเทเวลาหลังเลิกเรียนให้กับการซ้อมมวยไทย

ภาษาไทยที่ฉะฉานตามแบบฉบับเด็กต่างจังหวัดไม่อาจบอกได้ว่า อันที่จริงแล้วเขาเป็นเด็กอาข่าที่รู้ภาษาไทยจากการเรียนที่โรงเรียน เขาโตขึ้นในแผ่นดินไทยด้วยการดูแลของเจ้าหน้าที่มูลนิธิบ้านครูน้ำ จ.เชียงราย บ้านหลังใหญ่ที่ฟูมฟักเด็กๆ ชาติพันธุ์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาการค้ามนุษย์ ยาเสพติด ความยากจน ความรุนแรง ฯลฯ จากบริเวณชายแดนไทย-พม่า-ลาว ซึ่งร้อยละ 99 ยังไม่มีใครมีสัญชาติ

“มวยจะเป็นประตูหนึ่งครับ” อะนิหน่อ หรือ ‘เดชคัมภีร์’ นักมวยเด็กอีกคนหนึ่งบอก แม้ความตั้งใจแรกของเขาจะเกิดจากความอยากรู้อยากลองหลังจากที่เห็นเพื่อนไปซ้อม แต่ตอนนี้ ‘มวย’ ได้พาเขาฝันไปไกลกว่านั้น

“ไม่ต้องดังถึงขั้นราชดำเนินหรือช่องเจ็ด ให้เราพอมีชื่อ เราก็สามารถเป็นตัวแทนอำเภอ ตัวแทนจังหวัดได้” เดชคัมภีร์ ขยายความตั้งใจของเขาและเพื่อน

“เวลาเขามาตรวจ เหมือนเราไม่มีใบเกิดให้เขาดู ง่ายๆ เวลาไปโรงพยาบาล ถ้าไม่มีใบเกิด ไม่มีบัตร เจอหมอใจดีก็เสียน้อยหน่อย เจอหมอแบบว่าไม่ค่อยมีจิตใจก็จะเสียเยอะ ถ้าเราทำได้ เราจะเป็นตัวอย่างให้น้องๆ ว่าพี่ทำสำเร็จแล้วนะ เราจะมีที่ยืน มีที่อยู่นะ” นักมวยวัย 15 พี่ใหญ่ที่อยู่มานานในมูลนิธิฯ อธิบาย

รอมวยคู่อื่นชก (1)_1

จากการชักชวนของครูมวยเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว และหลายๆ อย่างที่อัดอั้นอยู่ในใจทำให้เด็กชายอาข่า มูเซอ กลุ่มหนึ่งของมูลนิธิบ้านครูน้ำ สนใจในศาสตร์ศิลป์ของไทยจนคิดจะยึดเป็นอาชีพ ทุกๆ เย็นถนนเส้นเล็กภายในหมู่บ้านหนึ่งของ ต.โยนก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จะถูกใช้เป็นที่ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและฝึกการหายใจของเด็กๆ ร่วม 10 ชีวิต ก่อนจะไปฟิตซ้อมต่อที่ค่าย ทั้งกระโดดเชือก กระโดดบนยางรถ ปล้ำคอ วิดพื้น พุ่งหลาว เตะกระสอบทราย ทั้งหมดอีกประมาณ 3 ชั่วโมง

โดยปกติเด็กในมูลนิธิฯ ทุกคนจะมีหน้าที่ตามเวรประจำวันตั้งแต่กวาดสนาม ล้างห้องน้ำ ดูแลผักสวนครัว ไปจนถึงช่วยดูแลเด็กที่เล็กกว่า ความรับผิดชอบของเด็กๆ จึงมีตลอดวัน แต่การเป็นนักมวยทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องมีวินัยและเหนื่อยมากกว่าคนอื่นๆ เริ่มตั้งแต่วิ่งในตอนเช้าตรู่ รีบทำการบ้านที่โรงเรียน และวิ่งไปซ้อมมวยตอนเย็น ทุกคนยอมรับว่าต้องสู้กับความเหนื่อยและท้อตลอด

 “ผมจะสร้างชื่อเสียงครับ ตอนนี้ก็มีโปรโมเตอร์มวยมาบริจาคของให้ที่มูลนิธิฯ อยู่ครับ แม่น้ำ (ครูน้ำ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านครูน้ำ) จะได้ไม่ต้องเหนื่อย พวกผมจะได้ช่วยดูแลน้อง ซ้อมมวยแล้วก็หาเงินดูแลน้อง ช่วยพี่เลี้ยง จะได้ให้พี่เลี้ยงไปทำงานแทนแม่น้ำ เพราะแม่น้ำก็แก่แล้ว และถ้าผมมีชื่อ ผมอาจจะได้บัตร (ประชาชนไทย) ผมจะบอกให้เขามาช่วยมูลนิธิให้เด็กๆ บ้านเรามีบัตร มีสัญชาติกันทุกคน” จอมเตะโยนกนครเผยถึงความตั้งใจสูงสุดของเขา

ตัวเขานั้นเริ่มชกมวยเป็นคนแรกในบรรดาเพื่อนๆ ผ่านมาแล้วกว่า 40 ไฟท์ และยังไม่คิดจะเลิกซ้อมมวยเลย แม้จะรู้ข่าวว่ามวยได้ทำให้เด็กถึงตายมาแล้ว

ที่นี่ไม่มีใครเชื่อว่า ต่อยมวยแล้วจะตายได้ง่ายแบบนั้น สิ่งที่เด็กๆ เชื่อคือ ต้องซ้อมสม่ำเสมอ เพราะการซ้อมจะทำให้ไม่เหนื่อยและไม่เจ็บตัวมาก สำหรับบางคนแม้จะเหนื่อย จะเจ็บก็ต้องสู้ เพราะมันคือทางที่พวกเขาเลือกแล้ว

 

ยกที่ 01 : แรงผลักสู่สังเวียน

“เห็นเด็กเขาตั้งใจ มันยิ่งทำให้เราตั้งใจ” ต้อย เป็นรงค์ เจ้าของค่ายศิษย์เจ๊ไร วัย 50 หรือ ‘พ่อต้อย’ ของเด็กๆ เอ่ยขึ้นถึงความแน่วแน่ของเด็กๆ และของนักมวยเก่าอย่างเขา

ถ้าเมื่อไรที่เห็นเด็กคนไหนไม่ตั้งใจซ้อม เขาก็จะให้เลิกไป เพราะกลัวว่าจะไปเจ็บตัวบนสังเวียน เขารู้ดีว่าการลงทุนลงแรงครั้งนี้อาจจะทำให้เขาขาดทุน ซึ่งถึงตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่า เงินที่เขาช่วยออกให้เด็ก ตั้งแต่ค่าน้ำมันรถ ค่าข้าว ค่าขนม เป็นจำนวนเท่าไรแล้ว แต่เขาคิดว่า วันข้างหน้า อย่างไรก็ต้องมี ‘กำไร’ แม้ไม่ได้เป็นตัวเงินกลับคืนมา แต่ทว่าเป็นอนาคตของเด็ก ที่อย่างน้อยก็มีเงินไว้ตั้งตัว หรืออย่างมาก เขาก็ฝันเช่นเดียวกันกับเด็ก นั่นคือ การที่เด็กมีสิทธิ มีตัวตนอยู่บนแผ่นดินไทย

“มีราชดำเนินโทรมานะ ถามว่าเด็กมีบัตรไหม เราก็บอกว่าไม่มี แต่ให้ครูที่โรงเรียนเขาเซ็นรับรองได้อยู่ แต่เขาว่าไม่มีบัตรมันยาก” ต้อยเล่าด้วยความภูมิใจที่อย่างน้อยก็มีคนเห็นความสามารถของเด็ก

พ่อต้อยทาน้ำมันให้ (1)

ต้อยเริ่มต้นจากการไปช่วยมูลนิธิฯ สร้างบ้านดิน ได้เห็นเด็ก ได้รู้จักเด็ก จนเข้าใจสภาพปัญหาที่เด็กและครอบครัวต้องเผชิญ ทำให้เขาอยากจะฝึกฝนเด็กๆ กลุ่มนี้ เมื่อตระเวนพาไปตามสังเวียนเล็กใหญ่มากขึ้น เขากับเด็กก็ยิ่งสนิทกัน สำหรับเขา เด็กกลุ่มนี้กตัญญู อดทน และแกร่งกว่าหลายคนที่เคยฝึกให้มาก

“ก็บอกเขานะ วันนึงถ้าเอ็งเลิกต่อยมวย อายุ 25 เลิกต่อย ก็มีเงินก้อนหนึ่ง คิดทำอะไรก็ทำได้ แต่ถ้าเราไม่มีเงิน ทำอะไรก็ยาก อาชีพอื่นมันต้องเรียนเก่ง แล้วก็ไม่ใช่เก่งเฉพาะภาษาไทย ถ้าเป็นเด็กกลุ่มนั้น เก่งแบบนั้น เขาไม่มาเป็นนักมวยอยู่แล้ว” ต้อยให้ความเห็น และย้ำว่าไม่ได้ขายฝันให้เด็ก เขาคอยบอกตลอดว่า คงไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงฝันที่หวังไว้ ระหว่างทางนี้ต้อยก็เริ่มทำให้เด็กๆ เห็นว่า ความสามารถของตัวเองนั้นมีคุณค่าด้วยการเก็บเงินค่าตัวเด็กบางส่วนไว้เป็นกองกลาง และมอบให้มูลนิธิฯ ไว้ใช้สำหรับการดูแลเด็กคนอื่นๆ อย่างเมื่อปีที่แล้วได้ให้ไป 2,000 บาท ปีนี้เขาตั้งใจว่าจะเก็บให้ถึง 5,000 บาท

“คือเด็กมันเป็นคนเนอะ เคยเจอแม่เด็กบางคนที่ติดยา ลุงเข้าใจเลยนะ ลุงบอกเด็กว่า ขอให้พวกเอ็งตั้งใจจริง ถ้าพวกเอ็งตั้งใจ ลุงก็มีพลัง ลุงจะพร้อมที่จะเดินไปด้วย”

จากค่าตัวที่เริ่มต้น 250-350 บาท ในการชกมวยล้อมผ้าโชว์เก็บเงินตามงานวัด ตอนนี้สังเวียนของเด็กๆ หลายคนค่อยๆ เข้าใกล้ ‘มวยอาชีพ’ มากขึ้น บางคนได้ไปต่อย ‘มวยวิก’ ตามอำเภอใกล้เคียง บางคนได้เข้าไปสู่ศึกการชิงแชมป์ของภาคเหนือที่ค่าตัวต่อไฟท์เริ่มต้นอยู่ที่หลักพัน

“ผมต่อย 4 ไฟท์อยู่เลยครับ ได้ที 400 มีเงิน 1,040 บาทครับ ของปะโจได้ 1,600 แล้ว” อะโทหนี่ เจ้าของชื่อ ‘ยอดอัคนี’ นักมวยวัย 12 ระบุถึงเงินเก็บของตัวเองและมองไปยังรุ่นน้องคนมูเซอที่อายุน้อยที่สุดเพียง 10 ขวบ ทั้งคู่ยังขึ้นชกกันไม่ถึง 10 ไฟท์ ถ้าจำนวนไฟท์มากขึ้นจะทำให้พวกเขามีเงินเก็บมากขึ้น หลายคนเลือกเก็บเอาไว้กับเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ บางคนส่งไปให้ญาติที่มีปัญหาเรื่องเงิน แต่ทุกคนก็ยอมรับว่า มีที่เอาไปใช้ซื้อของใหม่ๆ ที่พวกเขาไม่เคยมีอย่างกระเป๋า เสื้อผ้า หรือขนมอร่อยๆ บ้าง

 

ยกที่ 02 : คู่ชกที่ใหญ่กว่า

เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้มีแค่คู่ชกที่ตั้งการ์ดรออยู่บนสังเวียน แต่หลายคนต้องสู้กับความคิดตัวเองตลอดเวลา “จะต่อยมวยต่อไปไหม” “จะยอมเจ็บตัวไหม” “จะเรียนต่อไปไหม” “เรียนแล้วจะมีโอกาสที่ดีกว่าไหม” คำถามเหล่านี้พวกเขาควรจะหาคำตอบได้เอง แต่ด้วยบริบทที่พวกเขาเผชิญอยู่ ทำให้คำตอบกลับต้องขึ้นอยู่กับคนอื่น

“แม่ผมขอไว้ครับ แม่บอกว่าถ้าจะยังอยู่ที่นี่ (มูลนิธิฯ) ให้เลิกต่อย ผมอยากอยู่ที่นี่ อยากเรียนหนังสือ ก็เลยเลิกครับ” อดีตนักสู้ตัวเล็กวัย 14 ปี บอก

ความฝันของเขายังไปไม่ถึงครึ่งทางก็มีเหตุให้หยุดก่อน เขาเลือกที่จะทำตามความห่วงใยของแม่ที่ได้เจอกันปีละครั้ง เพราะเขาคิดว่าอาจจะเสียโอกาสที่สำคัญอย่างการเรียนและการมีอาชีพที่ดีไป

“อย่างน้อย ผมขอแค่บัตรหัวศูนย์ก็ได้ครับ ให้ผมได้ทำงานที่นี่” เด็กชายเอ่ยพร้อมบอกว่า โตขึ้นเขาจะเป็น ‘ช่าง’ เขาจะเรียนให้จบ ม.3 แล้วต่อสายอาชีพ และไม่คิดว่า ตัวเองจะกลับไปอยู่และทำงานที่บ้านบนดอยสูง เพราะที่นั่นมีแต่ยาเสพติด สิ่งที่เขาหวังวันนี้ยังไม่ต้องถึง ‘สัญชาติ’ แต่เป็นเพียงการระบุว่า เขาเป็นบุคคลที่ไร้สถานะก็ได้ เพราะอย่างน้อยเขาก็มีสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขมากกว่าตอนนี้ที่ถือ ‘บัตรหัว G’ หรือบัตรประจำตัวนักเรียนที่ยังไม่มีบัตรประชาชนคนไทย

ช่วยกันฝึกซิทอัพ (1)

การมีบ้านที่ไม่ปลอดภัยก็เหมือนกับการไม่มีบ้าน นอกจากสภาพแวดล้อมของบ้านเดิมที่ล้อมรอบไปด้วยยาเสพติดและความขาดแคลน เด็กยังมีความเสี่ยงที่จะถูกล่อลวงหรือไปอยู่ในแรงงานที่เลวร้าย และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้มูลนิธิบ้านครูน้ำดูแลเด็กกลุ่มนี้เพื่อให้กลับไปต่อสู้กับโลกภายนอกได้ บทเรียนที่ผ่านมาทำให้ครูน้ำเชื่อว่า ‘มวย’ จะเป็นทางหนึ่งสำหรับเด็กกลุ่มนี้ อย่างน้อยก็ทำให้เด็กฝึกตัวเองซึ่งทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่า ‘การศึกษา’ ที่ไม่ได้รองรับหรือสานฝันของเด็กๆ เท่าที่ควร

“บทเรียนของเราก็คือเราล้มเหลวเรื่องการศึกษา เพราะว่าการศึกษามันเอาแต่หน้า มันไม่ได้รักษาจิตใจของเด็ก การศึกษา ถามว่าสำคัญกับชีวิตเราไหม ก็สำคัญ แต่ว่าเวลาที่จะต้องเดินไปมันลำบากเหมือนกันนะ คนที่คิดได้ก็ไปได้ดี ไปเรียนหมอ แต่คนที่คิดไม่ได้ก็มีมาก การที่เขาจะคิดได้มันโดนดึงไประหว่างทาง แต่เป็นนักมวยมันชัด พอกูขึ้นเวที กูต้องสู้ให้ถึงเป้า” ครูน้ำ-นุชนารถ บุญคง อธิบาย

ครูน้ำรู้ดีว่าในบรรดาเด็กที่ทุ่มเทให้กับการต่อยมวยอาจจะเดินไปไม่ถึงเป้าทั้งหมด การเกิดมาแบบกระดูกคนละเบอร์ทำให้การสู้ของเด็กต้องรู้จักล้มแล้วลุก และครูน้ำยังเชื่อว่านี่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของเด็กทุกคนในบ้าน

“ในความเอาจริงของเขา เขาก็รู้สึกว่ารากฐานเขาก็ไม่มั่นคง ความมั่นคงทางใจของเขาก็คือ โตขึ้นมามีอาชีพแน่แล้ว อันแรกที่มันเข้ามาปะทะที่หัวคือเรื่องนี้ อันที่สองที่เข้ามาก็คือเรื่องของหมูป่าที่มันกระทบใจเด็ก แล้วเด็กก็ได้ไปอยู่ตรงนั้นด้วย ไปช่วยนวดให้คนที่หมูป่าด้วย ก็เลยเห็นว่า มันก็เป็นส่วนหนึ่ง การมีชื่อเสียงก็เป็นส่วนหนึ่งที่เขยิบฐานของเขาให้ยกระดับขึ้นมา แล้วก็เป็นที่รู้จัก การเป็นที่รู้จักนั่นหมายถึงว่า เขาก็รู้สึกเขามีศักดิ์ศรีเท่าเทียม เขารู้สึกว่ามันมีคนเห็นด้วย เพราะฉะนั้นต้องทำตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ได้ชกให้แย่ลงไปเรื่อยๆ” ครูน้ำบอกถึงเบื้องหลังความคิดของเด็กๆ ที่ทางมูลนิธิได้คอยสำรวจจิตใจมาโดยตลอด

ซ้อมเตะกระสอบทราย (2) (1)

เช่นเดียวกัน พจน์ จงสร้างสรรค์ เจ้าหน้าที่ติดตามและส่งต่อเด็ก มูลนิธิบ้านครูน้ำ ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านวินัยของเด็กมาตลอด การมีครูมวยที่ชำนาญและมีความรู้มาช่วยสอนทำให้เขาไม่กังวลเรื่องผลกระทบต่อสมองของเด็กมากเท่ากับปัญหาใหญ่ของเด็กๆ ที่เจ้าหน้าที่อย่างเขาพยายามสู้มาหลายปี

“เด็กกลุ่มนี้มันไม่สามารถไปกำหนดที่จะขอสัญชาติพม่าหรือว่าลาวได้ด้วยตัวเอง หรือสามารถอยู่ตรงนั้นได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขจนแก่เฒ่าตาย อันนี้คือยังไม่ตายก็เหมือนกับตาย เพราะว่ายังไม่มีบ้าน ไม่มีคนรับรองความปลอดภัยในชีวิตและอาหาร ปัจจัยสี่ไม่ต้องพูดถึง แค่มีปัจจัยสองก็พอ มีบ้านกับมีอาหารกิน ให้บ้านนั่นแหละเป็นตัวคุ้มครองตัวเอง ยังไม่มีเลยไง ทีนี้การให้สถานะอันใดอันหนึ่งบางทีก็เลยต้องหวัง” พจน์ย้ำให้เห็นภาพ

 

ยกที่ 03 : ยกสุดท้ายยังมาไม่ถึง

“เหนื่อยก็ต้องซ้อมครับ เย็นเราวิ่งมาจากโรงเรียน แต่ตอนเช้าบางครั้งก็ไม่ออกวิ่งครับ มันหนาวมาก” อาหย่า น้องใหม่ของค่ายวัย 13 บอกปนรอยยิ้มที่ยอมรับว่า มีขี้เกียจบ้าง แต่เมื่อถึงเวลาจริงจังเช่นเพื่อนอีกหลายคนที่มีรายการใหญ่รออยู่ก็พยายามวิ่งฟิตซ้อมเต็มที่

“ผมเคยออก แล้วกลับมาฝึกอีก วันนั้นผมเจอมือเก่ง ผมไม่ออกอาวุธ กลัวนิดหน่อยครับ ก็เลยโดนให้ออก แต่ก็กลับไปขอพ่อต้อยอีกรอบ” จีจ้า หรือ ‘ยอดขุนศึก’ วัย 13 เล่าถึงความพยายามของตัวเอง

ซ้อมวิ่งตอนเย็น (1)

เย็นวันเดียวกันที่เด็กทุกคนกำลังซ้อมเช่นทุกวัน บนถนนเส้นเดียวกันที่เด็กๆ ใช้ซ้อมวิ่ง ยอดอัคนีและยอดขุนศึกขี่จักรยานไปหาพ่อต้อย เขาหยุดวิ่งหนึ่งวัน เพราะเวลาสองทุ่มต้องขึ้นชกในงานประจำปีของ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พ่อต้อยของเด็กๆ แต่งตัวรอรถกระบะของเพื่อนมารับ เพราะรถตัวเองเสียมาสักพักระหว่างพาเด็กๆ ไปต่อยมวย น้องเล็กอย่างปะโจขอติดตามไปด้วยเพื่อไปดูเชิงมวยของคนอื่น และไปช่วยนวดน้ำมันให้พี่ๆ ก่อนขึ้นชก

เด็กๆ พกผ้าห่มติดตัวกันไปคนละผืน เตรียมพร้อมสำหรับการนั่งหลังรถกระบะที่ต้องปะทะกับลมหนาวตอนกลางคืนตลอดระยะทางไปและกลับที่ไกลกว่า 200 กิโลเมตร

เมื่อไปถึงงาน โปรโมเตอร์มวยบอกกับพ่อต้อยว่า “คืนนี้สองคู่นะ เพชรบ้านนากับยอดขุนศึก” สีหน้าของพ่อต้อยตกใจ เพราะชื่อของนักมวยผิดไปหนึ่งคน และคงทำอะไรไม่ได้ นอกจากสละไฟท์นั้นไป การผิดพลาดที่ไม่รู้มาจากใครนี้ทำให้อะโทหนี่ หรือยอดอัคนีที่ตั้งใจมาชกเต็มที่ต้องผิดหวัง

เขาพยักหน้าเพื่อตอบรับพ่อต้อยว่า เขารับรู้และไม่เป็นอะไร

เพราะยังมีอีกหลายสังเวียนที่ให้เขาได้สู้ต่อ...