เราจะสู้ไปด้วยกัน 3 มุมมองของสาวข้ามเพศ จากเวที Miss International Queen 2019

March 19, 2019
by อาศิรา พนาราม

3 สาวผู้ได้รับตำแหน่งจากเวที Miss International Queen 2019 ที่ไม่ได้มีเพียงความสวย แต่เจตน์จำนงที่แน่วแน่ ทำให้เวทีนี้เป็นราวกับจุดกระโดดที่จะส่งพวกเธอเจิดจรัสในเส้นทางของตัวเอง และเพื่อผู้อื่น

IMAGE: ปราโมทย์ พุทไธสง

HIGHLIGHTS

  • จาเซลล์ บาร์บี้ รอยัลล์ Miss International Queen 2019 เรียนรู้ว่าสิ่งใดมีความสำคัญต่อชุมชน จากการที่ทำงานเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ เป็นผู้ประสานงานชุมชน และทำงานเกี่ยวกับการทดสอบเชื้อ HIV ดังนั้น เมื่อเธอได้รับตำแหน่งมิสคอนติเนนทัล ยูเอสเอ จึงเป็นโอกาสให้เธอได้แนะนำผู้คนให้ตระหนักเรื่องความภาคภูมิใจในตนเองและความเท่าเทียมกัน และตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่เธอจะได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่าเธอสามารถทำอะไรได้อีกมากมายด้วยตำแหน่ง Miss International Queen 2019
  • เอดม่อนด์ - กานต์วรา แก้วจินต์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ครอบครัวของเTvเป็นเจ้าของกิจการร้านขายไก่ทอด เมื่อเด็กๆ เอดม่อนด์ต้องกลับมาช่วยพ่อแม่ทำงานที่ร้าน เกิดเป็นความผูกพัน ความทุ่มเท ความรักต่อกันอย่างไร้เงื่อนไข พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงต่างยอมรับเส้นทางความฝันของเอดม่อนด์ และในวันนี้ เธอคือเจ้าของมงกุฎมิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส ราวกับใช้ชีวิตในความฝัน แต่เป้าหมายสูงสุดในชีวิต คือ ความเท่าเทียมกัน, ความรัก และความเคารพในชุมชน ในสังคม ไม่เพียงแต่ชุมชน LGBTQ เท่านั้น เพราะเธอเชื่อว่าเราทุกคนเท่าเทียมกันอยู่แล้วในฐานะที่เกิดมามนุษย์เช่นเดียวกันทุกคน
  • ญาญ่า รองชนะเลิศอันดับ 2 เธอเชื่อว่าความเท่าเทียมกันมนุษย์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อคนทุกผู้ทุกนาม การที่เธอเป็นสาวทรานส์เจนเดอร์นี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่โชคดีที่ญาญ่าได้รับความเมตตาความเข้าใจจากผู้เป็นแม่ จึงทำให้เธอเติบโตขึ้นมาได้อย่างที่เธอเป็น ในวันนี้ เธอเป็นนักร้องอาชีพ และยังเป็นครูสอนร้องเพลง เทรนเสียงอีกด้วย

ทำไมเวทีประกวด Miss International Queen จึงเป็นที่ใฝ่ฝันของสาวๆ สตรีข้ามเพศ (Transgender) ?

เพื่อประกวดความงามที่จะทำให้ทุกคนทึ่งเหรอ? ไม่ใช่เลย

การเลือกปฏิบัติและสิ่งที่ได้ประสบมาต่างหาก ทำให้พวกเธอต้องพยายามอย่างมาก ไขว่คว้าอย่างยิ่ง เพื่อจะมีที่ทางในสังคม ทั้งเพื่อตัวเอง และการสร้างพื้นที่ให้กับสาวข้ามเพศรุ่นต่อๆ ไป

20190313163331177

“สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด สีผิวไหน ล้วนมีความเท่าเทียมกัน นี่คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับโลกวันนี้อันเต็มไปด้วยดราม่า สงคราม และการเลือกปฏิบัติ โชคร้ายที่มันยังไม่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม อย่างฉันซึ่งเกิดมาเป็นคนผิวดำ ฉันก็ถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะสีผิว เพราะการเป็นทรานส์เจนเดอร์ ในที่ที่ฉันเติบโตมา ฉันถูกเลือกปฏิบัติหลายแบบ ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เราไม่สามารถพูดได้ว่าใครดีกว่าใครเพราะความแตกต่างเพียงภายนอก ถ้าทุกคนมองข้ามความต่างเหล่านี้ ก็จะทลายกำแพงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้” จาเซลล์ บาร์บี้ รอยัลล์ กล่าว

ความตื่นเต้นยังไม่จางไปจาก 3 สาวผู้ชนะจากเวที Miss International Queen 2019 พวกเธอก็ได้มาคุยกับจุดประกาย ทำให้เรารับรู้ถึงความงามทั้งภายนอกและภายใน ผ่านวิธีคิดซึ่งแสดงตัวตนและสิ่งที่ชีวิตสอนไว้

เติบโตอย่างแตกต่าง

จาเซลล์ บาร์บี้ รอยัลล์ หญิงข้ามเพศชาวอเมริกัน คว้าตำแหน่ง Miss International Queen 2019 ได้ในวัย 31 เธอเกิดมาในครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ในชุมชนคริสเตียนอันเคร่งครัด เธอรักเสียงดนตรีและเข้าคณะประสานเสียงของโบสถ์ แม้จะถูกสังคมรอบข้างเลือกปฏิบัติแบบไม่ดีต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก แต่โชคดีที่คุณแม่ของเธอเข้าใจ เพราะเธอยืนยันในความเป็นตัวเอง

20190313163238059

“สำคัญมาก เพราะนั่นไม่ใช่ตัวเลือก ฉันไม่มีทางเลือก แต่คือสิ่งที่ฉันเป็น” จาเซลล์ชัดเจนกับตัวเองตั้งแต่เด็ก เธอเริ่มประกวดนางงานตั้งแต่อายุ 19 ทำงานเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ และยังเป็นสมาชิกขององค์กรที่ดูแลสนับสนุนหญิงข้ามเพศทุกมิติ ทั้งทักษะการใช้ชีวิต การผ่าตัดแปลงเพศ การใช้ฮอร์โมน การดูแลตัวเอง เรื่องทางกฎหมาย ฯลฯ และยังเป็นผู้ที่รณรงค์เรื่อง HIV อย่างขันแข็ง

ในประเทศจีนฉันต้องปกปิดว่าฉันเป็นทรานส์เจนเดอร์ เพราะถ้าฉันเปิดเผยออกไปฉันตกงานได้

ต่อให้มีการเลือกปฏิบัติ แต่สังคมอเมริกันก็นับว่าเปิดกว้าง ต่างจากสังคมจีนที่ให้ค่ากับเพศชายมากกว่าเพศหญิง และยิ่งร้ายหากเป็นสตรีข้ามเพศ ญาญ่า รองชนะเลิศอันดับ 2 เล่าให้ฟังถึงความทรงจำอันเลวร้ายที่พบเจอมาตั้งแต่เด็ก

“พ่อรับไม่ได้ที่ฉันเป็นอย่างนี้ พ่อทำโทษฉัน ตีฉัน ถึงขั้นเอาน้ำร้อนราด พอไปโรงเรียน ก็ไม่ต่างกัน เพื่อนร่วมชั้นพากันกลั่นแกล้งล้อเลียน พอไปหาครู ขอให้ครูช่วย ครูก็บอกว่า เป็นความผิดของเธอเอง เพื่อนเขาทำถูกแล้ว เธอนั่นแหละที่ต้องเปลี่ยน อย่าเป็นเด็กตุ้งติ้ง ทำตัวให้เหมือนเด็กผู้ชายซิ”

20190313162938770

โชคดีที่คุณแม่ของเธอเข้าใจ และคอยเป็นแรงสนับสนุนให้เธอมาตลอด ญาญ่าไม่ได้เจอพ่อมาหลายปีแล้ว และยังไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้กลับมาพบกันอีกหรือเปล่า

ถึงวัยทำงานญาญ่าก็พยายามอย่างหนักเพื่อเก็บเงินผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งเธอมาผ่าตัดที่เมืองไทย โดยมีคุณแม่ติดตามมาดูแลให้กำลังใจ ในวัย 29 ปีเธอผ่านงานทั้งการเป็นนางแบบ นักร้อง ครูสอนร้องเพลง และผู้ฝึกสอนการใช้เสียงอย่างมืออาชีพ แม้มีความสามารถ แต่ชีวิตเธอไม่เคยง่าย

“ในประเทศจีนฉันต้องปกปิดว่าฉันเป็นทรานส์เจนเดอร์ เพราะถ้าฉันเปิดเผยออกไปฉันตกงานได้ ก่อนหน้านี้ฉันกลัวมาก ใช้ชีวิตด้วยความกลัวทุกวัน โดยที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เหนื่อยมาก ทั้งที่ประเทศจีนกฎหมายเรื่องนี้ดีมาก คือเราสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นหญิงได้ เมื่อผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว แต่กับผู้คน เขาไม่เข้าใจ คิดว่าเราป่วย มองว่าเราไม่ดี มันไม่ถูกต้องเลย ฉันต้องการให้เราสามารถเปิดเผยความเป็นตัวเองได้ ให้ทุกคนรู้ว่าเรามีดี ทำสิ่งที่ดี และเราเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากใคร มีความเท่าเทียมกัน”

เราต้องเรียนรู้การยอมรับตัวเองก่อน เพราะโลกภายนอกพร้อมมองเราในทางลบอยู่แล้ว

หลังผ่าตัดแล้วญาญ่ามีความสุขมากขึ้น “ฉันสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ฉันมาทำงานที่เมืองไทยแล้วก็สามารถบอกทุกคนได้ว่าฉันเป็นทรานส์เจนเดอร์ นี่คือกำลังใจให้ฉันนำไปบอกเด็กๆ ข้ามเพศในจีนได้ว่า การเป็นเช่นนี้ไม่เป็นไร คุณสามารถใช้ชีวิตที่มีความสุขได้ ฉันต้องการสร้างการรับรู้นี้ ไปถึงเด็กๆ และพ่อแม่ว่าถ้าลูกเป็นทรานส์เจนเดอร์ จงอยู่เคียงข้างลูก ให้ความรักกับลูกเถอะ”

ต่างจากเอดม่อนด์ - กานต์วรา แก้วจินต์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ที่ใช้ชีวิตมาอย่างเด็กปกติ เธอไม่รู้สึกถึงการถูกเลือกปฏิบัติใดๆ เลย

20190313162846642

“ชีวิตดีมาก ไม่ได้ถูกกีดกันใดๆ จากครอบครัว แต่แน่นอน แรกๆ พ่อก็รับไม่ได้ แต่เพราะเราเป็นเด็กเงียบๆ ไม่เที่ยว ตั้งใจเรียน ผลการเรียนดี จึงทำให้พ่อภูมิใจได้”

ที่สำคัญในการใช้ชีวิต “เราต้องเรียนรู้การยอมรับตัวเองก่อน เพราะโลกภายนอกพร้อมมองเราในทางลบอยู่แล้ว เราต้องมองตัวเองในแง่บวก ใช้ชีวิตตามปกติ อย่ากดดันตัวเอง ตอนม่อนด์เข้ามหาวิทยาลัยก็แต่งหญิงเลย ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ได้ทำให้ตัวเองเป็นจุดเด่น จุดต่างของสังคม ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดในกลุ่มเพื่อนหรือสังคม”

สาววัย 22 ปีเสริมว่าแต่ละประเทศก็มีจุดต่าง ขณะที่สังคมไทยยอมรับสตรีข้ามเพศดี แต่ในทางกฎหมายก็มีหลายอย่างที่พวกเธอไม่อาจทำได้ เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ การแต่งงาน และสิทธิทางกฎหมายต่างๆ ในฐานะคู่สมรส ขณะที่สังคมจีนซึ่งต่อต้านเพศทางเลือกมาก ทำให้พวกเขาและเธอต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก กฎหมายกลับรองรับสถานะความเป็นหญิง ให้กับสตรีข้ามเพศที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว

ส่วนในอเมริกา จาเซลล์บอกว่า “เรามาไกลมากแล้ว” กฎหมายของแต่ละรัฐแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่กฎหมายเกี่ยวกับการทลายการเลือกปฏิบัติมีอยู่มาก อย่างรัฐฟลอริดาที่จาเซลล์อยู่ เพศทางเลือกก็สามารถสมรสกันได้ หญิงข้ามเพศสามารถเข้ารับราชการในกองทัพได้ สวัสดิการสาธารณะสุขก็ครอบคลุมมาถึงการดูแลร่างกาย การรับฮอร์โมนเพื่อความเป็นหญิงด้วย เป็นต้น

และยังมีผู้บุกเบิกที่ทางของชาวทรานส์เจนเดอร์มากมายในอเมริกา ที่ทำให้เกิดการรับรู้และยอมรับในแง่มุมต่างๆ เช่น เจเน็ต มอค (Janet Mock) นักเขียน โปรดิวเซอร์ พิธีกรที่โด่งดังมาก ลาเวิร์น คอกซ์  (Laverne Cox) นักแสดงระดับรางวัลเอมมี่ หรือ รูพอล ที่สร้างปรากฏการณ์ Drag Queen ฯลฯ คนเหล่านี้ไม่เพียงโด่งดังในอเมริกา แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับชุมชนชาวทรานส์ในระดับโลกด้วย

แต่ถึงกระนั้น การเลือกปฏิบัติกับชาวทรานส์เจนเดอร์ก็ยังคงมีอยู่ มากน้อยตามแต่สังคม

เวทีส่งต่อฝัน

เวทีประกวดซึ่งการันตีทั้งความงามและความสามารถ คือก้าวแรกของความฝัน คือจุดเปลี่ยนของชีวิต นอกเหนือจากการเป็นที่ยอมรับในสังคม เป็นใบเบิกทางสู่อาชีพ นี่ยังเป็นพื้นที่ที่พวกเธอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ทุกชีวิตต้องต่อสู้ แต่สำหรับชุมชนของหญิงข้ามเพศนั้นมีเงื่อนไขมากกว่า ด้วยการถูกแปะป้ายในสังคม ทำให้พวกเธอรวมตัวกันเหนียวแน่น และช่วยเหลือกันมาก

20190313163252740

จาเซลล์บอกว่าสิ่งที่พวกเธอทำอยู่นั่นแหละคือส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน

“การขึ้นมาอยู่บนเวทีนี้ทำให้ทุกคนได้เห็นเรา ได้ยินเสียงของเรา ว่าเราไม่ได้หลบซ่อน เราไม่กลัว ทำให้ทุกคนรู้ว่าเราสวยจากภายใน เรามีสมอง เรามีเจตน์จำนงในการใช้ชีวิต นี่คือสิ่งที่เราเป็นและตั้งใจทำมาตลอด”

เอดม่อนด์เอง ก็ตั้งใจจะใช้โอกาสแห่งชื่อเสียงนี้ทำงานเพื่อผู้อื่น “อยากสานฝันต่อจากพี่จาเซลล์ซึ่งรณรงค์เรื่อง HIV ม่อนด์อยากทำทุกโครงการในประเทศไทย อยากช่วยคนทุกเพศ ไม่จำกัดแค่ทรานส์เจนเดอร์ อยากรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นโดยไม่จำกัดเพศ”

20190313162904341

สำหรับญาญ่า ในสังคมที่ต่อต้านผู้หญิงข้ามเพศ เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีที่เธอได้ตำแหน่งในเวทีระดับนานาชาติ ชาวจีนพูดถึงญาญ่าในแง่ดีและภูมิใจในตัวเธอ

“มิสอินเตอร์เนชันแนล ควีน เป็นเวทีที่สร้างประสบการณ์ และเปลี่ยนชีวิตฉันมาก ตอนนี้ฉันมีเพื่อนพี่น้องทั่วโลกเลย ฉันหวังว่าในอนาคตฉันจะได้ทำงานในเมืองไทย เพราะฉันรักเมืองไทยมาก อาจทำงานในทิฟฟานีโชว์ อาจเป็นนางแบบ หรือนักร้อง ฉันจะพยายามให้ดีที่สุด ฉันอยากสร้างสังคมสำหรับพี่น้องทรานส์เจนเดอร์ชาวจีน หากพวกเขาอยากมาใช้ชีวิตที่นี่ เพราะในประเทศจีนไม่มีใครเข้าใจและสนับสนุน เราต้องดูแลกันเอง เราจึงช่วยเหลือกันอย่างมาก ฉันต้องการเป็นต้นแบบ เป็นคุณแม่ให้กับเด็กรุ่นใหม่ อยากทำสิ่งดีๆ ให้กับชุมชนของพวกเรา”

20190313162929960

“ในจีน ฉันเคยบังเอิญพบ ลีอา ที. (Lea T.) ซุปเปอร์โมเดลระดับโลกที่เคยขึ้นปก Vogue เธอเป็นโรลโมเดลของฉัน ฉันเล่าความทุกข์นี้ให้ฟัง ลีอาบอกว่า ญาญ่าคุณต้องทำให้ได้ ต้องมีชื่อเสียงให้ได้ แล้วเราจะได้เจอกัน และฉันก็พยายามอย่างที่สุด เมื่อฉันมีชื่อเสียงจะได้เจอกับลีอา

“ตอนนี้ฉันก็มีชื่อเสียงมากขึ้น สามารถพูดด้วยเสียงอันดังขึ้น และมีคนสนใจมากขึ้น ฉันจะนำเรื่องราวของพวกเรา สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น แล้วเราจะสู้ไปด้วยกัน”

เปิดอ่าน 321