ก่อนจะถึงปลายทาง ‘การุณยฆาต’

March 15, 2019
by เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ 

แม้การตัดสินใจการุณยฆาต จะเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล แต่ถ้าไม่เลือกจบชีวิตแบบนั้น ยังมีทางเลือกอื่นไหม...

การุณยฆาต ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกใบนี้ และเรื่องนี้ไม่มีคำว่า ’ถูก’ หรือ ’ผิด’ แม้กฎหมายหลายประเทศจะเปิดโอกาสให้ทำได้ แต่ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับ ถ้าอย่างนั้นการป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาได้แล้ว และทำให้การมีชีวิตอยู่ทนทุกข์ทรมาน จะมีทางเลือกไหม...

โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่เป็นข่าวฮือฮา กอล์ฟ หนุ่มนักดนตรีที่เลือกไปจบชีวิตด้วยการการุณยฆาตที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เนื่องจากป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง ไม่มีทางรักษาให้หายได้ และเขาไม่อยากเป็นภาระของพ่อและแม่คอยดูแล หากมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็จะทนทุกข์ทรมาน 

อย่างไรก็ตาม แม้ความตายในรูปแบบการุณยฆาตจะทำให้ปัญหาทุกอย่างจบลง แต่คงไม่ใช่แค่คำถามที่ว่า “ประเทศไทยควรมีกฎหมายรองรับเรื่องการุณยฆาตหรือไม่?” ขอตั้งคำถามใหม่ว่า เมื่อรักษาไม่ได้แล้ว และอยู่ในระยะสุดท้าย จะอยู่ต่อไปโดยไม่ทนทุกข์ทรมานหรือเป็นภาระครอบครัว ต้องทำอย่างไร

และนี่คืออีกมุมจาก พิสิษฐ์ ศรีอัคคโภคิน นักกฎหมาย และผู้ชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทำงานคลุกคลีและมีส่วนร่วมร่าง กฎหมายในเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง และพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12

“ผมมองว่า ถ้าการดูแลแบบประคับประคองไม่สามารถดูแลประชากรได้ การฆ่าตัวตายคือทางเลือกสุดท้าย”

ลองมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านมุมมองนักกฎหมาย ที่บอกว่า การดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิตแบบประคับประคอง (Palliative care) ยังเป็นทางเลือก เพียงแต่ภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตประชากร

หากดูจากดัชชีวัดคุณภาพความตาย(Quality of Death index) ซึ่งก็คือ ดัชนีวัดคุณภาพการดูแลแบบประคับประคองในแต่ละประเทศ ผลสำรวจในปี พ.ศ.2557-58 กว่า 100 ประเทศ...ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 ส่วนประเทศในเอเชียที่อยู่ในลำดับที่ดีกว่าประเทศไทย คือ ไต้หวัน(ลำดับที่6), สิงคโปร์(ลำดับที่12), ญี่ปุ่น(ลำดับที่14), เกาหลีใต้(ลำดับที่18) ฮ่องกง(ลำดับที่22), มองโกเลีย(ลำดับที่28), มาเลเซีย(ลำดับที่38) และประเทศที่อยู่อันดับ 1 คือ อังกฤษ

 

ก่อนจะพูดถึงทางเลือกอื่นๆ อยากถามว่า คิดเห็นเรื่องการุณยฆาตยังไง

การทำการุณยฆาต ต้องใช้เงินหลายแสนบาท คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่า การทำแบบนี้ที่สวิตเซอร์แลนด์ไม่ต้องเสียเงินเยอะ แม้จะจัดการบริหารโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร แต่จริงๆ แล้วก็คือธุรกิจ  Euthanasia ทัวร์ (การุณยฆาต) ถ้าคนไข้ระยะสุดท้ายต้องการจะไปฆ่าตัวตาย เพราะปัญหาสุขภาพหรือความชรา ทำให้ไม่อาจใช้ชีวิตได้แล้ว พูดภาษาง่ายๆ คือ ก่อนจะไปฆ่าตัวตาย จะมีหลายแพ็กเกจให้เลือก จะไปท่องเที่ยวชมวิวหรือกินอาหารที่ไหนในสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้ เรื่องการุณยฆาตมีไม่กี่ประเทศที่ทำได้ และกฎหมายก็เหมือนกันทั้งโลก

โดยหลักของกฎหมาย Euthanasia ทำได้สองวิธี กรณีแรกคือ แพทย์เป็นผู้ฉีดสารพิษให้ผู้ป่วยเสียชีวิต และกรณีที่สอง แพทย์เป็นผู้ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยฆ่าตัวตาย ปัจจุบันจะไม่มีคำว่า Active Euthanasia หรือPassive Euthanasia นั่นเป็นความคิดยุคเก่า ใช้ในทางกฎหมายไม่ได้แล้ว

 

เมื่อคนๆ นั้นตัดสินใจเลือกการุณยฆาต จะต้องรอนานแค่ไหน

ไม่ใช่ว่าลงทะเบียนวันนี้แล้วพรุ่งนี้การุณยฆาตได้เลย ตามกฎหมายสวิตเซอร์แลนด์ ต้องรอ 4-5 เดือน ซึ่งในสวิตเซอร์แลนด์จะเป็นกรณีแพทย์ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยฆ่าตัวตาย ถ้าในเบลเยี่ยมหรือลักเซมเบิร์ก แพทย์เป็นผู้ฉีดยาให้ผู้ป่วยเสียชีวิต วิธีการต่างกัน ที่เหมือนกันคือ กฎหมายแต่ละประเทศลงทะเบียนแล้วจะให้รอสัก 4-5 เดือน

 

เหตุใดต้องรอนานขนาดนั้น

เพื่อให้ผู้ป่วยไตร่ตรองให้ดีว่า จะการุณยฆาตชีวิตตัวเองจริงๆ ไหม และช่วงนั้นแพทย์ที่ปรึกษาก็จะเอาประวัติมาดูและเรียกผู้ป่วยมาคุย เพื่อเสนอทางเลือกใหม่ โดยจะถามว่าได้ลองรักษาด้วยวิธีการอื่นๆหรือยัง ได้ดูแลแบบประคับประคองหรือใช้กัญชา มอร์ฟีน ฝังเข็ม ในการบรรเทาความเจ็บปวดหรือยัง นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีระบบการแพทย์ที่สามารถบล็อกเส้นประสาทเส้นที่ปวดได้ เพื่อตัดความรู้สึกปวด

 

แสดงว่าระบบประเทศเขา ก็ไม่อยากให้คนไปสู่จุดนั้น ?

แนวคิดของระบบสุขภาพประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีความคิดว่า การดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิต ถือเป็นอริยของสังคม ต้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้สูงอายุระยะท้าย หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จึงมีการทำเรื่องดัชนีคุณภาพการตาย(ดัชนีวัดคุณภาพการดูแลแบบประคับประคอง)ของประเทศต่างๆ เปรียบเทียบกัน โดยเอาระบบบริการทางการแพทย์และระบบบริการสาธารณสุขของแต่ละประเทศมาเทียบกัน ดัชนีคุณภาพการตายของประเทศต่างๆ จำนวนกว่า 100 ประเทศ เมื่อปี 2557-2558 คุณภาพอันดับหนึ่งคือ ประเทศอังกฤษ ประเทศไทยอยู่ในอันดับกลางๆ ถ้าเป็นประเทศในเอเชียที่คุณภาพชีวิตการดูแลระยะสุดท้ายที่ดีคือ ไต้หวัน

ประเทศที่มีดัชนีคุณภาพการตายอยู่ในอันดับต้นๆ จะเป็นประเทศที่ทำให้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้าย เหมือนที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยเขียนไว้ในเรื่อง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน คือ ดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย จึงมีคำพูดที่ว่า การดูแลแบบประคับประคอง ก็เป็นความสำคัญอย่างหนึ่งที่รัฐต้องจัดให้ประชาชน

 

ทำไมการดูแลระยะสุดท้ายในไต้หวันจัดว่าดีที่สุดในเอเชีย

คำว่าดีในกรณีมีตัวชี้วัด 5 อย่าง ผมยกขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งคือ การให้ยาระงับความปวดผู้ป่วยโรคร้ายแรง ปริมาณการให้มอร์ฟีนมีมาตรฐานที่โรงพยาบาลแต่ละประเทศทำไว้ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสุขสบายในวาระสุดท้ายของชีวิต

ในเมืองไทยแทบจะไม่รู้เลยว่า เราควรได้มอร์ฟีนแค่ไหน ยังไง ในขณะที่ในสิงคโปร์ ผู้ป่วยสามารถถือคูลเลอร์มอร์ฟีน (มอร์ฟีนน้ำเจือจางขนาด 5 ลิตร) กลับบ้านได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย จะมีมาตรฐานการใช้และระบบการตรวจสอบ หรือระบบทางการแพทย์ที่เอาชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย

ในไต้หวัน มีมูลนิธิฉือจี้ที่นำเรื่องความเชื่อทางศาสนามาดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล และไต้หวันมีระบบบริการสุขภาพที่ดีมาก ทำให้หนุนเสริมกัน ระบบการดูแลระยะสุดท้ายดี มาตรการดูแลสุขภาพจึงติดอันดับดี

 

ระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายบ้านเราไปไม่ถึงจุดนั้นเพราะอะไร

เรื่องสุขภาพในวาระสุดท้ายของผู้ป่วย เป็นเรื่องที่คนไทยคิดไม่ถึง เมื่อคิดไม่ถึงก็จะมองที่ปลายทางคือ ความตายอย่างเดียว คิดว่าตายก็จบ  จริงๆ แล้วรัฐต้องจัดการให้บริการดูแลที่ดีและถูกต้อง แต่เราแก้ปัญหาง่ายๆ หลายครั้งมีการละเมิดสิทธิผู้ป่วย ละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ อย่างในนิวซีแลนด์ ประเทศที่มีระบบการดูแลระยะสุดท้ายค่อนข้างดี มีแนวคิดว่า ถ้าการดูแลระยะสุดท้าย ทำให้คนป่วยไม่หายเจ็บปวด ไม่หายทุกข์ทรมาน ความตายคือทางเลือกสุดท้ายของชีวิต นั่นหมายถึงระบบบริการสาธารณสุขของภาครัฐต้องช่วยเหลือผู้ป่วยทุกวิถีทาง รวมถึงระยะสุดท้ายด้วย ในสวิตเซอร์แลนด์ ถ้าผู้ป่วยจะมาทำการุณยฆาต แพทย์ที่ปรึกษาก็จะถามว่า คุณได้รับการดูแลแบบประคับประคองหรือยัง ได้รับกัญชา มอร์ฟีนหรือยัง

ถ้าผู้ป่วยบอกว่า ลองมาทุกวิถีทาง แต่ไม่ดีขึ้น จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็เป็นภาระของครอบครัว ขอจบชีวิตดีกว่า คุณมีความเห็นอย่างไร

กระบวนการกฎหมายของเขาก็จะหาวิธีการทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้ป่วยเลือกการตายเป็นเรื่องสุดท้าย อย่างกรณีคุณกอล์ฟนักดนตรี ที่เลือกการุณยฆาต ผมมองว่า หมอที่ทำการรักษาไม่มีความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพราะเป็นหมอผ่าตัดสมอง และหมอก็มีแนวคิดว่าต้องสู้ทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ จึงผ่าตัดหลายครั้ง

แต่การป่วยของเขาถ้ามองตามจริยธรรมทางการแพทย์หรือหลักกฎหมาย หากคุณกอล์ฟพูดว่า พอแล้ว ไม่รักษาแล้ว ซึ่งคำว่าไม่รักษา ถ้าเป็นหมอที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็จะดูแลแบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่กับครอบครัวจนถึงวินาทีสุดท้ายและจากไปอย่างสงบ โดยผู้ป่วยและครอบครัวก็มีความสุข  ถ้าตอนนั้นเขาเจอหมอที่ทำการรักษาแบบประคับประคอง เขาก็ไม่ต้องไปสวิตเซอร์แลนด์ และผมเชื่อว่าปัจจุบันเขาก็ยังมีชีวิตอยู่  อย่าลืมว่า มอร์ฟีนเม็ด องค์กรเภสัชกรรมขายเม็ดละ .50 บาท แพทย์จ่ายได้ ตามสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือสิทธิสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือ 13 กองทุนที่มีการดูแลแบบประคับประคอง ปัจจุบันมีผู้ป่วยหลายคนถูกดูแลแบบประคับประคองที่ถูกต้อง เขามีชีวิตยืนยาวกว่าที่ควรจะเป็น

 

ระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในบ้านเรายังไม่ดีพอไม่ใช่หรือ

ในเมืองไทยเพิ่งเริ่มไม่ถึงสิบปี หลายหน่วยงานพยายามผลักดันเรื่องนี้ ต้องพัฒนาหมอและพยาบาลด้านนี้ ซึ่งไม่ทันกับความต้องการสังคมสูงอายุและคนป่วยโรคเรื้อรังจำนวนมาก

เพราะระบบนี้ในเมืองไทยมีแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ของโรงพยาบาลทั้งประเทศ ปัญหาเยอะ อย่างปัญหาเรื่องมอร์ฟีน ปริมาณมอร์ฟีนเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตประชากรของหลายประเทศ ประเทศไทยยังไม่ได้มาตรฐาน อัตราการใช้มอร์ฟีนสำหรับโรคร้ายมีการใช้น้อยมาก แต่ละปีมีผู้ป่วยฆ่าตัวตายในโรงพยาบาลเยอะ เพราะทนความปวดของโรคร้ายไม่ได้ เนื่องจากไม่มีมอร์ฟีนใช้ในโรงพยาบาล

เพราะกฎหมายการใช้มอร์ฟีนเข้มงวดเกินไป หมอที่จ่ายมอร์ฟีนเหมือนเอาข้างหนึ่งไปอยู่ในคุก ก็เลยไม่ค่อยจ่ายมอร์ฟีน อีกอย่างบุคลากรด้านสาธารณสุขบางส่วนไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ยา ไม่มีการสต๊อกยา โรงพยาบาลในต่างจังหวัดหลายแห่งไม่มีมอร์ฟีนใช้ ถ้าผู้ป่วยโรคร้ายปวดมากก็จ่ายยาแก้ปวด ซึ่งกินแล้วไม่หายปวด

คุณภาพการรักษาก็มีปัญหาเยอะ ?

ใช่ ทำให้คนไปเรียกร้องการตายแทน หรือการุณยฆาต มีงานวิจัยหลายเรื่องในต่างประเทศที่บอกว่า ถ้าผู้ป่วยได้รับการดูแลระยะสุดท้ายแบบประคับประคองที่ถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์ ได้รับปริมาณมอร์ฟีนที่ถูกต้อง รวมทั้งมีแพทย์ให้คำปรึกษา เขาจะไม่เลือกความตายที่เรียกว่า การุณยฆาต

 

แสดงว่า แพทย์ที่เข้าใจเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีอยู่น้อย ?

ขาดเยอะเลยครับ และยังมีความเข้าใจผิดในสังคมไทย รวมทั้งบุคลากรทางแพทย์ ว่า ถ้าให้มอร์ฟีนผจะทำให้ผู้ป่วยถูกมองว่า เป็นคนติดยา ภาพลักษณ์ไม่ดี ทั้งๆ ที่มอร์ฟีนระงับความปวดดีที่สุดในโลกแล้ว

 

ถ้าคนไทยจะช่วยกัน ทำให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายดีขึ้นบ้าง ต้องทำยังไง

เอาง่ายๆ เลยถ้าเราพาครอบครัวไปหาหมอ ในทางปฏิบัติญาติจะคุยกับหมอ อันนี้คือผิดวิธี ตามหลักการดูแลแบบประคับประคอง จะต้องเป็นการรักษาทั้ง 3 ฝ่ายคือ ญาติ แพทย์และผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยยังสื่อสารได้ เขามีสิทธิบอกว่า ต้องการหรือไม่ต้องการอะไร ดังนั้นหมอควรคุยกับผู้ป่วยก่อน ถ้ามาดูแลต้องระยะท้ายใกล้ตายไม่ได้ ต้องดูแลตั้งแต่เริ่มรักษาโรคและประคับประคองไปด้วยกัน เป็นแนวคิดที่ทั่วโลกใช้ หรือเรื่องพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 กรณีที่คุณป่วยหนักจะยื้อชีวิตหรือไม่ยื้อ จะไม่ใช้เครื่องมือแพทย์อะไรบ้าง ญาติต้องทำตามพินัยกรรมชีวิต นี่คือสิทธิการเลือกรักษาหรือไม่รักษา ถ้าไม่รักษาก็ดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งคนไทยจะไม่ค่อยสนใจกฎหมายเรื่องนี้

ผมมองว่า ถ้าสังคมไทยจะก้าวไปถึงการุณยฆาต มันเร็วไป เพราะระบบการดูแลระยะสุดท้ายแบบประคับประคองสังคมไทยยังทำไม่ได้ ทำให้เกิดความตายที่ไม่ควรตายเยอะมาก ยกตัวอย่าง ความตายของคุณกอล์ฟ เป็นความตายที่ไม่ควรจะตาย และ มีกรณีแบบนี้ในเนเธอร์แลนด์ที่มีกฎหมายการุณยฆาต และมีระบบการดูแลแบบประคับประคอง กฏหมายเข้มงวดมาก ก็ยังเกิดการตายที่ไม่ควรตาย ปีหนึ่งเกือบสองพันราย

 

ถ้าอย่างนั้นควรมีกฏหมายการุณยฆาตในประเทศไทยไหม

สังคมไทยยังมองที่ปลายทางคือความตาย แต่ไม่ได้มองเรื่องคุณภาพชีวิต ทั้งๆ ที่ระบบการดูแลแบบประคับประคองเริ่มแล้ว แต่ระบบราชการไม่มีความรู้เรื่องนี้ อย่างโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะสร้างศูนย์การดูแลแบบประคับประคอง สอนนักศึกษาแพทย์ พยาบาล หรืออบรมชุมชน ผู้บริหารสำนักงบประมาณมองว่า นี่คือ บ้านพักการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งๆ ที่รัฐต้องให้บริการประชาชนในเรื่องนี้

ดังนั้นไม่ว่าในปัจจุบันหรืออนาคต ผมมองว่า ในสังคมไทยไม่ควรมีกฎหมายรองรับเรื่องการุณยฆาต ถ้าสังคมเรายังไม่มีระบบการดูแลขั้นพื้นฐานหรือกฎระเบียบที่ดีพอ ไม่มีระบบบริการสาธารณสุขที่ดีตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าระบบเหล่านั้นยังไม่ดีพอ เราไม่ควรก้าวไปถึงตรงนั้น ไม่อย่างนั้นจะเป็นที่ทิ้งคน 

เปิดอ่าน 1,271