#CLIMATESTRIKE โดดเรียน ไปรักษ์โลก

March 15, 2019
by ปานใจ ปิ่นจินดา 

แม้จะไม่ได้เป็นวันสำคัญอะไรบนปฏิทิน แต่ 15 มีนาคม 2019 กลับเป็นอีกหนึ่งวันที่โลกต้องบันทึกไว้ในฐานะวันแห่งการ “โดดเรียน” ของเหล่านักเรียนจาก 80 ประเทศทั่วโลก

เปล่า, พวกเขาไม่ได้โวยคุณครูที่ให้การบ้านเยอะ หรือประท้วงชั่วโมงการเรียนที่มากเกิน ฯ แต่พวกเขานัดกันออกมาแสดงพลังให้โลกตระหนักถึงผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ภายใต้แฮชแท็ก #CLIMATESTRIKE ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากมูฟเมนท์เล็กๆ โดยเด็กสาวชาวสวีเดนชื่อว่า “เกรต้า ธุนเบิร์ก” 

อันที่จริง เด็กหญิงหางเปียผู้ถูกวินิจฉัยเป็นแอสเพอร์เกอร์ซินโดรมคนนี้ไม่ใช่คนดังหน้าใหม่แต่อย่างใด เพราะถ้าใครไปค้นหาข่าวย้อนหลังดู ก็จะพบว่า สาวน้อยวัย 16 ปีคนนี้ เป็นที่รู้จักในระดับโลกจากการ “โดดเรียน” โดยเมื่อปลายเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แทนที่จะออกจากบ้านตรงดิ่งไปโรงเรียนอย่างเคย เกรต้ากลับคว้าแผ่นป้ายพ่นคำว่า skolstrejk för klimatet (school strike for climate) ออกจากบ้าน มุ่งตรงไปยังอาคารรัฐสภาสวีเดน และนั่งประท้วงอย่างเงียบๆ พร้อมความหวังว่า อย่างน้อย ฯพณฯ ผู้มีอำนาจทั้งหลาย รวมถึงใครที่ผ่านไปมา ก็คงได้สะดุดตา สะดุดใจ จนถึงเดินเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับ “สาส์น” ที่เธออยากจะบอก

20190125195438455
- เกรต้า ระหว่างรณรงค์ที่หน้างานประชุม World Economic Forum ณ กรุงดาวอส -

“หนูเป็นคนคิดมาก คนอื่นๆ เวลามีเรื่องไม่สบายใจ เขาก็ปล่อยผ่านไปได้ แต่หนูทำไม่ได้ ตอนเด็กๆ คุณครูเอาภาพยนตร์มาฉายให้ดูที่โรงเรียน เราได้เห็นขยะพลาสติกลอยในมหาสมุทร ได้เห็นภาพหมีขั้วโลกอดอยาก แล้วหนูก็ร้องไห้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเพื่อนๆ ในชั้นเรียนก็รู้สึกไม่ต่างกัน แต่พอหลังจากนั้น ทุกคนก็หันไปคิดเรื่องอื่นได้ แต่หนูทำไม่ได้ ภาพเหล่านั้นมันยังติดอยู่ในหัวตลอด” เกรต้าเล่าถึงตอนที่ได้รู้จักกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นครั้งแรก เมื่อวัย 8 ขวบ ซึ่งติดอยู่ในหัวของเธอตลอดมา

ก่อนหน้านี้ เกรต้าก็เป็นเด็กหญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆ ตื่น 6 โมงเช้าเตรียมตัวไปโรงเรียน แล้วก็กลับมาถึงบ้านราวๆ 3 โมงเย็น 

“ชีวิตหนูก็ปกติธรรมดาๆ เป็นนักเรียนหลังห้องที่ไม่ค่อยได้คุยกับใคร หนูคิดว่า ตัวเองไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเรายังเด็ก”

กระทั่งเมื่อปีที่แล้วที่ยุโรปเหนือต้องเจอกับวิกฤติปัญหาคลื่นความร้อนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และสวีเดนเองก็เจอปัญหาไฟป่าครั้งใหญ่ เด็กหญิงจึงรู้สึกว่า เธอไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกต่อไป

“หนูเขียนข้อความลงบนป้าย แล้วก็โน้ตข้อมูลที่คิดว่า ผู้คนควรจะได้รู้ จากนั้นก็ปั่นจักรยานไปที่รัฐสภา แล้วก็นั่งลงตรงนั้น ตั้งแต่ 8.30 น. จนถึง 15.00 น. ซึ่งเท่ากันกับเวลาเรียน แล้ววันต่อๆ มา ก็เริ่มมีคนอื่นมาร่วมนั่งด้วยกันกับหนู” เด็กหญิงเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561 ซึ่งเป็นวันแรกของวีรกรรมการโดดเรียนครั้งแรกของเธอ และเป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้โลกได้รับรู้ถึงพลังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ

ในตอนนั้น เกรต้าตั้งใจที่จะมานั่งประท้วงทุกวัน จนกว่าจะถึงการเลือกตั้ง สว. ที่จะมีขึ้นอีก 3 สัปดาห์ถัดมา หลังจากนั้นเธอก็เริ่มได้กล่าวสปีชต่อหน้าคนนับพันระหว่างการเดินขบวนเพื่อกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงวิกฤติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปรากฏตัวบนหลายเวทีสำคัญเพื่อเรียกร้องการจัดการวิกฤติภูมิอากาศ

20190125215343921

..ทุกวันศุกร์ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หิมะโปรย หรือกระทั่งวันที่หนาวยะเยือก เกรต้าก็แทบไม่เคยยกเลิกกิจวัตรนี้

สิ่งที่อยู่ในหัวของเธอในตอนนั้น ก็แค่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง
เพียงแต่ตัวเธอเล็กเกินไป อำนาจก็ไม่มี
ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็ยังไม่ได้ จะให้ไปยืนตะโกนโหวกเหวกก็ไม่ใช่แนว
เพราะเธอชอบอยู่เงียบๆ มากกว่า

เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะกลายมาเป็นคนดัง หรือสิ่งที่เธอทำจะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกขนาดนี้ เพราะสิ่งที่อยู่ในหัวของเธอในตอนนั้น ก็แค่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพียงแต่ตัวเธอเล็กเกินไป อำนาจก็ไม่มี ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็ยังไม่ได้ จะให้ไปยืนตะโกนโหวกเหวกก็ไม่ใช่แนว เพราะเธอชอบอยู่เงียบๆ มากกว่า มันจึงกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนที่ผ่านไปมาหน้าอาคารรัฐสภาสวีเดนในทุกวันศุกร์ซึ่งจะได้เห็นเด็กหญิงหางเปียนั่งอยู่เงียบๆ พร้อมป้ายรณรงค์

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า สิ่งที่ทำมันเล็กน้อยมาก แต่ก็ยืนยันที่จะทำ เพราะอย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และในที่สุด สังคมก็มองเห็นความมุ่งมั่นนั้น เรื่องราวของเกรต้าเริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างขึ้น และกว้างขึ้น จนเธอมีโอกาสได้ปรากฏตัวบนหลายเวทีสำคัญระดับโลก อาทิ ในการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24 (COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ ที่เธอได้รับโอกาสขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ 

หรือก่อนหน้านี้ เกรต้าก็เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum และบอกใส่หน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งเวทีโลกว่า “พวกเขาต้องรับผิดชอบกับวิกฤติภูมิการอากาศ” โดยเกรต้ายอมเดินทางไกลด้วยรถไฟเป็นเวลา 32 ชั่วโมงจากกรุงสตอกโฮล์มสู่ดาวอสด้วยเหตุผลเรื่องคาร์บอนฟุตปรินท์ เช่นเดียวกับสาเหตุที่เธอหันมาบริโภคมังสวิรัติ

20190123201155656
- ระหว่างเดินทางด้วยรถไฟจากสตอกโฮล์มไปดาวอส ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 32 ชั่วโมง -

เธอได้รับการยกย่องบนเวทีของยูเอ็น ได้พบประธานาธิบดี “เอ็มมานูเอล มาครง” แห่งฝรั่งเศส ได้แชร์โพเดียมกับ “ฌอง-คล็อด ยุงเกอร์” ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และกระทบไหล่“อังเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฯลฯ

เกรต้าเล่าย้อนไปถึงตอนอายุ 8 ขวบ หลังจากได้เรียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เธอรู้สึกตกใจมากที่พวกผู้ใหญ่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับปัญหานี้ ซึ่งเรื่องนี้มันทำให้เธอรู้สึกแย่

“หนูเก็บเอามาคิดอยู่ตลอดแต่ไม่ได้พูดกับใคร แล้วหนูก็เริ่มมีอากาสซึมเศร้า เลิกไปโรงเรียน พ่อแม่เป็นห่วงหนู เราได้พูดคุยกัน แล้วหนูก็เล่าทุกอย่างที่ทำให้รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องสภาวะอากาศ เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมันทำให้หนูรู้สึกดีขึ้น เหมือนยกภูเขาออกจากอก พวกเขาปลอบหนูว่า เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้น ซึ่งถึงมันจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่ก็รู้สึกดีที่ได้พูดออกไป หลังจากนั้นเราก็คุยกันเรื่องนี้ตลอด หนูเอาข้อมูล รูปภาพ หรือบทความต่างๆ เกี่ยวกับโลกร้อนมาให้พ่อแม่ดู พวกเขาก็สนใจ หนูเลยคิดว่า ตัวเองน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แล้วหนูก็ขจัดความรู้สึกเศร้าออกไป เพราะคิดว่า มันเสียเวลาที่จะมานั่งรู้สึกแย่แบบนี้ แทนที่จะเอาเวลาไปทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิต” เธอเล่า

20190221220536527
- เธอ คือ แรงบันดาลใจของเหล่าวัยรุ่นทั่วโลก -

จากพ่อแม่ที่เป็นหนูทดลองแรกซึ่งเกรต้าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ เธอสามารถทำให้แม่เลิกเดินทางโดยเครื่องบิน ส่วนพ่อ เดี๋ยวนี้ก็เป็นมังสวิรัติเต็มตัวไปแล้ว เธอจึงเชื่อว่า จะทำเช่นนี้ให้คนอื่นๆ คล้อยตามได้เช่นกัน

“เมื่อเธอเอาข้อมูล หรือหนังสารคดี หนังสือต่างๆ มาให้ดูเป็นปีๆ ทีสุดเราก็หมดข้อโต้แย้ง เกรต้าได้เปลี่ยนพวกเรา เช่นเดียวกับที่หลายๆ คนบนโลกนี้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเธอจนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง” พ่อของเกรต้าให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศ

บางคนอาจจะคิดว่า มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เกินกว่าจะปล่อยไว้บนบ่าของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่สำหรับเกรต้าแล้ว เธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร โดยบอกว่า ถ้าผู้คนจะรู้สึกสิ้นหวัง มันก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเธอหรือผู้ประท้วงคนอื่นๆ 

“หนูไม่สนใจว่า สิ่งที่ทำมันจะมีความหวังไหม เพราะอย่างไรพวกเราก็จะทำมันอยู่ดี แม้กระทั่งไม่เหลือความหวังอีกต่อไป พวกเราก็จะยังทำตราบเท่าที่ทำได้”

เปิดอ่าน 674