ข้ามพรมแดนภาษา ‘เจ้าชายน้อยล้านนา-ปกาเกอะญอ’

March 12, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

กว่า 300 ภาษาที่ถูกแปลทั่วโลก ถึงคราวภาษาถิ่นอย่างล้านนาและภาษาปกาเกอะญอจะปรากฏบนวรรณกรรมชื่อดัง ‘เจ้าชายน้อย’ (Le Petit Prince) ของ อองตวน เดอ แซง-เต็กซูเปรี (Antoine de Saint-Exupéry)

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1943 วรรณกรรมเยาวชนที่ไม่ได้เป็นแค่หนังสือสำหรับเด็กเล่มนี้เดินทางไปแล้วทั่วโลก ไม่ใช่แค่ความบันเทิงจากรสชาติวรรณศิลป์ ยังมีแง่คิดที่แต่ละคนอ่านจะได้รับแตกต่างกัน แม้คนเดียวกันทว่าอ่านต่างช่วงวัย สิ่งที่ได้ก็ไม่เหมือนเดิม นี่เป็นคุณสมบัติที่ไม่ได้มีในวรรณกรรมทุกเรื่อง...แต่เจ้าชายน้อยทำได้

แปลมาแล้วหลายร้อยภาษา หมายความว่ามีคนจำนวนมหาศาลได้รับโอกาสเข้าถึงวรรณกรรมเรื่องนี้ แต่เท่าที่ผ่านมาภาษาถิ่นในประเทศไทยยังไม่เคยได้รับโอกาสแบบนั้น จนกระทั่งนักเขียนนักเดินทางอย่าง สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ กับนักเขียนอิสระ บุษกร พิชยาทิตย์ ร่วมกันคิดโครงการทำหนังสือ ‘เจ้าชายน้อย ภาษาถิ่น’ โดยมีภาษาล้านนากับภาษาปกาเกอะญอเป็นจุดเริ่มต้น

 

  • ภาษาถิ่นไทยหมายเลข B612

“โดยส่วนตัวผมค่อนข้างมีอะไรสัมพันธ์กับเจ้าชายน้อยในหลายมิติ แรกเลยเรารู้จักเจ้าชายน้อยจากการเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศส ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเด็กนักเรียนทั่วไป อ่านไปไม่ได้เข้าใจปรัชญาสักเท่าไร แต่ก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่น่ารัก เข้าใจง่าย ต่อมาพอทำงานด้านสายการบิน ได้เดินทาง กระทั่งออกจากงานแล้วเป็นนักเดินทางเต็มตัว ได้พบว่าเจ้าชายน้อยมีฉบับภาษาแปลเยอะมาก และผมถือว่าเจ้าชายน้อยก็เป็นนักเดินทางคนหนึ่ง แม้แต่ผู้เขียนก็เป็นนักเดินทางคือเป็นนักบินส่งพัสดุภัณฑ์ เรารู้สึกว่าการเดินทางมันเปิดโลกทัศน์ จำได้ว่าครั้งแรกที่คิดจะสะสมเจ้าชายน้อยอย่างจริงจังคือที่หลวงพระบาง เจอหนังสือชื่อ ‘ท้าวน้อย’ คือเจ้าชายน้อยฉบับภาษาลาว รู้สึกมันมีเสน่ห์จังเลย จึงคิดว่าต่อไปนี้ถ้าเดินทางไปไหนเราจะซื้อเจ้าชายน้อยเก็บไว้”

ความคลั่งไคล้จนกลายเป็นนักสะสมหนังสือเจ้าชายน้อยทำให้ สุพจน์ โคจรไปพบกับ ฌอง-มาร์ค พร๊อพสต์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิฌอง-มาร์ค พร๊อพสต์ เพื่อเจ้าชายน้อย (Fondation Jean-Marc Probst pour le Petit Prince) แล้วจบบทสนทนาครั้งนั้นด้วยการตกลงทำหนังสือเจ้าชายฉบับภาษาถิ่นล้านนาและภาษาปกาเกอะญอ โดยมูลนิธิฯเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนในการจัดพิมพ์

“เราเริ่มจากภาษาล้านนาเป็นภาษาแรก เพราะเห็นว่าเป็นภาษาที่มีอักขระวิธีชัดเจนสวยงาม และได้ชื่อว่าเป็นภาษาที่กำลังจะตาย ไม่ค่อยมีคนใช้ ส่วนมากจะถูกใช้เป็นภาษาธรรม คือใช้ทางศาสนามากกว่า”

บุษกรในฐานะผู้ประสานงานจึงติดต่อให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาคดี และ ดร.ดิเรก อินจันทร์ นักวิชาการศึกษา สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มารับหน้าที่ผู้ปริวรรตฉบับภาษาล้านนา

เมื่อฉบับล้านนาเสร็จสมบูรณ์จึงได้ส่งไปให้มูลนิธิฯ แล้วได้รับการเผยแพร่ต่อ ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด เกิดคำถามในหมู่นักสะสมหนังสือเจ้าชายน้อยว่า “ภาษาล้านนาคืออะไร?” นี่จึงไม่ใช่แค่การแปลหนังสือหนึ่งเล่ม แต่คือการจุดประกายให้คนสนใจภาษาถิ่นไทยที่เจียนจะหมดลมหายใจ

“วัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ที่สนับสนุนการแปลและจัดพิมพ์หนังสือเจ้าชายน้อยภาษาต่างประเทศ เพื่อนำไปแจกให้เด็กและสถานศึกษาโดยไม่คิดสตางค์ เราจึงคิดว่าการแปลนี้ไม่ใช่แค่ทำให้นักเรียนในโรงเรียนที่เราไปแจกได้รู้จักเจ้าชายน้อยเท่านั้น มันกลายเป็นทำให้ต่างชาติทั่วโลกรู้จักภาษาถิ่นของเราด้วย” สุพจน์กล่าว

เมื่อกวาดสายตามอง เขาเห็นภาษาถิ่นมากมาย และภาษาปกาเกอะญอก็เข้าตา เนื่องจากว่าชาวปกาเกอะญอมักจะมีบทบาทสำคัญทางสังคม ไม่ว่าจะการต่อสู้ปกป้องสิทธิ มีปราชญ์ชาวบ้านมากมาย บวกกับปกาเกอะญอมีตัวอักษรที่สวยงาม

53611061_2193718904020243_5271466705321721856_o

สำหรับฉบับภาษาปกาเกอะญอได้ พะตีจอนิ โอโดเชา ปราชญ์ชาวปกาเกอะญอผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านหนองเต่า อ.แม่วาง จ. เชียงใหม่ เป็นผู้แปล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณบดีฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นบรรณาธิการฉบับปกาเกอะญอ

บุษกรบอกว่า ที่เลือกภาษาปกาเกอะญอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แรกเพราะ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา เป็นกลุ่มที่มีบทบาททางสังคมทางด้านต่างๆ ค่อนข้างชัด และคิดว่าคนที่จะมาแปลไม่จำเป็นต้องเป็นปกาเกอะญอที่เป็นคนที่อ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล้วแต่เลือกคนที่มีบทบาททางความคิดต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องและเป็นที่รักนับถือของชาวปากาเกอะญอ ในที่สุดจึงเป็น พ่อหลวงจอนิ (พะตีจอนิ)

“แน่นอนเราก็ต้องมีความยุ่งยาก เพราะพ่อหลวงจอนิไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้อย่างแตกฉานแต่ แต่เรารู้ว่าพ่อหลวงจอนิเป็นที่นักเล่าเรื่องและสื่อสารถึงปรัชญาของการดำรงชีวิตได้อย่างปราดเปรื่องเสมอๆ พ่อหลวงเป็นคนที่เหมาะที่สุดสำหรับกการถ่ายทอดวรรณกรรมเล่มนี้ ซึ่งเราก็ต้องหาวิธีที่จะทำงานให้ราบรื่นและสำเร็จ ซึ่งคนที่จะเป็นผู้ช่วยที่สำคัญและใช้เวลากับพ่อหลวงได้เป็นอย่างดีก็คือ แซวะ ลูกชายของพ่อหลวง ซึ่งเขาก็มีความสุขมากหลังจากอ่านวรรณกรรมที่เป็นภาษาไทยเล่มนี้จบลง เขาได้มีส่วนอ่านออกเสียงทีละประโยคแล้วก็สื่อสารแต่ละประโยคนั้นเป็นภาษาปกาเกอะญอให้พ่อหลวงฟัง จากนั้นพ่อหลวงก็ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาปกาเถอะญอตามความเข้าใจในความหมายแต่ละประโยคแต่ละตอนออกมา”

 

  • ล้านนากับ ‘เจ้าจ๋ายน่อย’

คำว่า “โรยริน” น่าจะนิยามสถานะของภาษาล้านนาในปัจจุบันได้ดีที่สุด ทว่า ‘เจ้าชายน้อย ฉบับภาษาล้านนา’ อาจเป็นเสมือนเครื่องกระตุ้นหัวใจ

ตอนได้รับโจทย์มาว่าจะมีเจ้าชายน้อยเผยแพร่ในภาษาถิ่นต่างๆ ผศ.วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ปริวรรต มองว่าถ้าจะให้เจ้าชายน้อยอู้กำเมืองได้จะต้องปรับให้ภาษาเป็นสำนวนล้านนาก่อน ติดตรงที่ภาษาล้านนาไม่ได้มีแบบเดียว ทั้งสำเนียงและคำศัพท์บางคำของแต่ละจังหวัดก็แตกต่างกัน ครั้นจะใช้ภาษาล้านนาเชียงใหม่ก็มีปัญหาว่าจะใช้สำนวนช่วงปีใด

“ค่อนข้างยากเหมือนกัน เพราะเมื่อร้อยปีเป็นภาษาหนึ่ง พอสองร้อยปีก็เป็นสำนวนหนึ่ง เราจึงต้องใช้การปริวรรต คำว่าปริวรรตคือโอนจากภาษาไทยกลางให้มาเป็นภาษาล้านนา หลักการปริวรรตคือแปลจากภาษาล้านนาให้กลับไปเหมือนภาษากลางได้โดยไม่ผิดกัน แต่ก็มีเงื่อนไขหนึ่งคือแต่ละสำนักปริวรรตไม่เหมือนกัน สุดท้ายผมจึงปรึกษา ดร.ดิเรก อินจันทร์ จนได้ข้อสรุปว่าจะปริวรรตตามสำนักเรียนเดิมคือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่”

53745050_2193719080686892_1015299722966990848_o

เนื่องจากเจ้าชายน้อยไม่ใช่วรรณกรรมแนวรัก โลภ โกรธ หลง แต่มีนัยยะซ่อนอยู่มากมายเพื่อให้ตีความ ผศ.วิลักษณ์ เล่าว่าตอนเด็กอ่านก็ได้อย่างหนึ่ง พอโตมาก็ได้อีกอย่างหนึ่ง แต่รวมๆ คือหนังสือที่วิเศษมาก เข้ากับทุกยุคสมัย เป็นหนังสือที่อ่านครั้งเดียวไม่พอ เพราะครั้งแรกอาจไม่ประทับใจ ต้องอาศัยวุฒิภาวะและความคิดอ่าน

“เราจะทำอย่างไรให้เยาวชนได้สัมผัส ยิ่งในยุคที่เราสรุปว่าคนอ่านหนังสือน้อยลง” เป็นความท้าทายที่เขาตั้งใจให้เจ้าชายน้อยที่ตัวเองปริวรรตไปถึงจุดนั้น

“ผมอยากถ่ายทอดให้เจ้าชายน้อยอู้กำเมืองในยุคสมัยนี้ เราไม่ได้หวังผลการอ่านอักษรล้านนาในคนรุ่นใหม่ พูดง่ายๆ มันก็เป็นลมหายใจที่โรยริน ขนาดภาษาไทยที่อ่านง่ายก็โรยรินแล้ว นี่จะโรยรินยกกำลังสอง แต่ก็อยากทำ

ตอนที่รู้ว่าจะมีฉบับล้านนาความคิดแรกคือเราจะแปลดีไหม ถ้าแปลมันจะง่ายแต่ต้องมีเวลาให้มัน ผมยกตัวอย่างรูปงูเหลือมกลืนช้างเข้าไป แค่คำว่า ‘กลืน’ จะใช้คำว่า ‘ลืน’ หรือคำว่า ‘ใคร’ ใช้คำว่า ‘ไผ’ ถ้าปริวรรตก็เขียนด้วยอักขระล้านนาที่เป็น ‘ใคร’ “

ตัวอย่างชัดที่สุดว่าการปริวรรตง่ายกว่าการแปลคือคำว่า ‘เจ้าชายน้อย’ ถ้าปริวรรตจะเขียนว่า ‘เจ้าชายน้อย’ แต่ในภาษาล้านนาคำว่า ‘น้อย’ แปลว่า คนที่เป็นเณรแล้วสึกออกมา แน่นอนว่าเจ้าชายน้อยไม่ใช่เจ้าชายที่เคยบวชเณร ผู้ปริวรรตบอกว่าต้องเขียนเป็น ‘น่อย’ ซึ่งแปลว่าน้อย

เหมือนจะยากแต่ความตั้งใจทำให้ถูกต้องที่สุด ผศ.วิลักษณ์บอกว่าไม่ยากเพียงต้องใช้เวลา เพราะภาษาล้านนาปัจจุบันมีค่อนข้างมากที่ใช้ภาษาไทยกลางแต่ใส่สำเนียงล้านนา

 

  • ชาติพันธุ์บันทึก

ถึงจะมีหนังสือมากมายถูกแปลเป็นภาษาปกาเกอะญอ แต่ส่วนมากคือตำรับตำราและหนังสือทางวิชาการ เพราะสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์นี้พวกเขาถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด จึงต้องศึกษาเรียนรู้ให้เท่าทัน อีกเล่มหนึ่งที่ถูกแปลมาแล้วนานนับร้อยปีคือคัมภีร์ไบเบิล แต่ที่ขึ้นชื่อว่าวรรณกรรมระดับโลก เจ้าชายน้อยคือเรื่องแรก

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ บอกว่านี่จะเป็นการเปิดพื้นที่สำหรับคนที่เป็นแฟนคลับเจ้าชายน้อย ซึ่งจำนวนไม่น้อยคือนักสะสม เมื่อแปลเป็นภาษาปกาเกอะญอจะถูกบันทึกและขึ้นทะเบียนที่มูลนิธิฌอง-มาร์ค พร๊อพสต์ เพื่อเจ้าชายน้อย ที่สวิสเซอร์แลนด์ จะมีคนตามหาเจ้าชายน้อยฉบับนี้แน่นอน ซึ่งการตามหาไม่ใช่แค่นั้น

“เขาไม่ได้ตามหาแค่หนังสือเล่มนี้ แต่เขาจะต้องรู้ที่มาของกลุ่มผู้ใช้ภาษานี้ว่าเป็นใคร มาจากไหน นี่เป็นการเปิดพื้นที่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เราสู่เวทีสาธารณะ ไม่ใช่แค่ระดับประเทศแต่เป็นระดับนานาชาติที่คนจะทำความรู้จักปกาเกอะญอผ่านหนังสือเล่มนี้”

เรื่องอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจรับหน้าที่บรรณาธิการ เพราะในแง่ภาษาศาสตร์ ทุกนาทีมีโอกาสที่ภาษาแต่ละภาษาจะสูญหายไป โดยเฉพาะภาษาเขียนจะหายไปง่ายกว่าภาษาพูด คุณูปการของวรรณกรรมเรื่องนี้คือช่วยบันทึกภาษาเขียนปกาเกอะญอให้คงอยู่สืบไป

นอกจากนี้การปรากฏบนวรรณกรรมสุดคลาสสิก จะทำให้ชาวปกาเกอะญอภาคภูมิใจในภาษาของตนเอง การเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ย่อมดีกว่าเป็น ‘ผู้ถูกลืม’ อย่างที่พวกเขาเป็นมาตลอด

“ภาษาปกาเกอะญอก็เหมือนภาษาที่ไม่ใช่ภาษาราชการ เป็นภาษาของผู้ไร้อำนาจ ภาษาที่ไม่ใช่ส่วนกลางอำนาจ ไม่ใช่ภาษาของผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นย่อมเสี่ยงที่จะสูญหายไป แล้วภาษาปกาเกอะญอก็ยังถูกแบ่งแยกเป็นหลายแบบ จริงๆ เมื่อก่อนเรามีภาษาดั้งเดิมของเราชื่อว่า หลิชอแวะ หรือที่เรียกว่าตัวหนังสือไก่เขี่ย สมัยที่มิชชันนารีเข้ามา ด้วยความที่ต้องการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาปกาเกอะญอแต่อยากให้เสร็จเร็วๆ วิธีการสมัยนั้นคือต้องหาภาษาที่มีเครื่องพิมพ์ดีดอยู่แล้วมาประยุกต์เป็นภาษาปกาเกอะญอ โดยไม่เอาหลิชอแวะที่มีอยู่เดิมมาใช้

ปัจจุบันจึงมีสองเวอร์ชั่นคือโรมาไนซ์ อีกแบบคือประยุกต์จากภาษามอญกับเมียนมา ตัวหนังสือจะคล้ายๆ กับมอญและเมียนมา แต่คนมอญอ่านไม่ได้ คนเมียนมาอ่านไม่ออก แต่ใช้พิมพ์ดีดตัวเดียวกัน นี่ก็ประมาณเกือบ 200 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่เป็นคาทอลิกจะใช้ตัวโรมาไนซ์ คนที่เป็นโปรแตสแตนท์จะใช้ภาษาประยุกต์จากมอญและเมียนมาที่คนปกาเกอะญอเรียกว่าหลิวา หรือตัวหนังสือไข่ไก่เพราะจะเป็นวงรีตั้งเหมือนไข่ไก่”

เส้นแบ่งของภาษาที่ทาบทับภาษาดั้งเดิมจนไม่มีที่ยืน เพราะยิ่งไม่มีคนใช้ก็ไม่มีโอกาสพัฒนาเป็นตัวพิมพ์ ภาษาแม่ของปกาเกอะญอจึงเจือจางอย่างน่าเสียดาย แม้แต่ตัวหนังสือที่ใช้ในเจ้าชายน้อยก็เป็นตัวหนังสือไข่ไก่ อย่างน้อยก็เป็นตัวหนังสือที่ชาวปกาเกอะญออ่านได้มากที่สุดแล้ว

53604416_2193719140686886_7339556740393861120_o

วิกฤตการณ์ทางภาษาปกาเกอะญอนับว่าน่าเป็นห่วง อย่างที่ ผศ.ดร.สุวิชานให้ข้อมูลว่า น่าจะมีคนเขียนตัวไก่เขี่ยได้ไม่เกิน 1,000 คนทั่วโลก ส่วนการอ่านก็พอกันเพราะแทบจะไม่มีโรงเรียนใดสอนอ่านภาษาปกาเกอะญอแล้ว จะมีเพียงอานิสงส์จากการเข้าโบสถ์ และยิ่งเป็นการพูดปัจจุบันคนรุ่นใหม่พยายามพูดภาษาราชการให้ถนัดปาก ศัพท์ยากหรือคำทางการของปกาเกอะญอแทบจะไม่ออกจากปากเด็กรุ่นใหม่

“เจ้าชายน้อยอาจไม่ถึงกับกู้วิกฤตภาษาปกาเกอะญอ แต่พอจะกระตุ้นเด็กรุ่นใหม่ได้ ผมคิดว่าชาวปกาเกอะญอหลายคนเป็นแฟนเจ้าชายน้อย พอเขาเห็นว่าเจ้าชายน้อยเองก็แปลเป็นภาษาปกาเกอะญอ ผมคิดว่าจะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้หันมาสนใจรากเหง้าของตัวเองได้”

...

แม้จะเป็นวรรณกรรมที่ยิ่งกว่าแมสเพราะโด่งดังทั่วโลก แต่ความเป็นภาษาถิ่นก็นับว่าเป็นหนังสือเฉพาะกลุ่ม กับคำสบประมาทที่ว่า “ทำเอาเท่” กับ “ใครจะอ่าน” อาจบั่นทอนใครบางคน แต่สำหรับสุพจน์กลับมองข้ามสิ่งเหล่านั้น แล้วมองเพียงว่า

  “ถ้าโครงการนี้ทำให้เด็กหันกลับมาสนใจและศึกษาภาษาถิ่นล้านนาหรือภาษาปกาเกอะญออย่างจริงจังเพียงสักคนเดียว ถือว่าโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว”

54526079_2193718964020237_4579392915243008000_o