“จากความมืดสู่ความสว่าง” เชิดชูผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เนื่องในวันสตรีสากล

March 8, 2019
by อาศิรา พนาราม

เมินอุปสรรค แม้ถูกคุกคามและข่มขู่ ยกย่องเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เนื่องในวันสตรีสากล

HIGHLIGHTS

  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้จัดงานเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติยศผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 6 รางวัล เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม
  • โดยเป็นบุคคลและเครือข่ายที่ทำงานในมิติต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิสตรี และการต่อสู้กับความรุนแรง

สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิอันติดตัวมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่เกิด แต่กลับเป็นสิทธิที่มนุษย์หลายคนเข้าไม่ถึง ถูกละเมิดโดยประเพณีความเชื่อ โดยสังคม โดยกลุ่มทุน และเจ้าหน้าที่รัฐ โครงสร้างที่ไม่เอื้อให้คนทุกคนรู้และต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองเป็นสิ่งที่ต้านทานได้ยาก คนที่ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิผู้อื่น เพื่อประโยชน์สาธารณะจึงต้องเจอกับแรงกดดัน การข่มขู่ ทั้งทางวาจา กาย และด้วยข้อกฎหมาย ไม่ว่านักสิทธิมนุษยชนนั้นจะอยู่ในเพศสภาพใด

แต่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลับถูกคุกคามมากกว่า ด้วยภาวะความเป็นหญิง เพื่อให้เกิดความกลัว ความลำบากในการทำงานและการใช้ชีวิต เพื่อปิดปาก เพื่อหยุดยั้งการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้จัดงานเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติยศผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 6 รางวัล ซึ่งทำงานในมิติต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิสตรี และการต่อสู้กับความรุนแรงต่างๆ

ได้แก่ เครือข่ายปกป้องสิทธิผู้หญิงมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้, เครือข่ายผู้หญิงกลุ่มรักษ์น้ำอูน, เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย, มูลนิธิผู้หญิง, น.ส.สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิแรงงานและแรงงานข้ามชาติ และพะเยาว์ อัคฮาด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แม่ผู้เรียกร้องความยุติธรรม

“ปัจจุบันผู้หญิงออกมาทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชนมากกว่าผู้ชาย และด้วยความเป็นหญิงทำให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแบกรับภาระหลายอย่างขึ้น การถูกคุกคามยังทำให้ผู้หญิงรู้สึกหวาดกลัว ไม่มั่นคงในชีวิต การประกาศเกียรติยศยกย่องผู้หญิงที่ทำงานด้านนี้จึงเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ เสียสละ และเพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงคุณค่าการทำงานของผู้หญิง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นต่อไป” อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว

อุปสรรคที่ตั้งตระหง่าน

การทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากต้องสู้กับแรงปะทะภายนอกแล้ว งานยากด่านแรกที่ต้องทำก่อนคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของตัวผู้ที่ได้รับความรุนแรงเอง

น.ส.ดาราราย รักษาสิริพงษ์ ตัวแทนมูลนิธิผู้หญิง ขึ้นกล่าวบนเวทีอภืปราย

ดาราราย รักษาสิริพงษ์ (ขวา)  ตัวแทนมูลนิธิผู้หญิง

อย่างที่ ดาราราย รักษาสิริพงษ์ ตัวแทนมูลนิธิผู้หญิงกล่าว มูลนิธิผู้หญิงทำงานด้านสิทธิและการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิงพม่ามุสลิม ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทำงานทั้งในกรุงเทพ และตะเข็บชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ผู้หญิงกลุ่มนี้ถูกเลี้ยงดูมาให้เชื่อว่าผู้หญิงเป็นทรัพย์สินของผู้ชาย สามีจะทำอะไรกับภรรยาก็ได้ ต้องเผชิญความรุนแรงทั้งในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ และการกดขี่แรงงาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำให้รู้ว่าตัวเขามีสิทธิ ทลายมายาคติที่ถูกปลูกฝังมา ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าความรุนแรงที่ได้รับเป็นเรื่องผิดกฎหมาย การต่อสู้เพื่อให้ผู้หญิงและเด็กเหล่านี้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเป็นเรื่องไม่ง่าย แม้จะมีกฎหมาย แต่การบังคับใช้ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร ไม่เพียงเท่านี้ คณะทำงานยังถูกข่มขู่จากทางครอบครัว ทำให้ทำงานยาก รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐยังเห็นว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องภายใน เป็นเรื่องศาสนา จึงไม่ค่อยเข้าไประงับเหตุ ให้การช่วยเหลือเท่าที่ควร

นางรัศมี ทอศิริชูชัย เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย ขึ้นกล่าวบนเวทีอภิปราย

รัศมี ทอศิริชูชัย ตัวแทนเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย

เช่นเดียวกับที่ รัศมี ทอศิริชูชัย ตัวแทนเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย เกิดจากการรวมตัวแลกเปลี่ยนของผู้หญิงชาติพันธุ์นับพันคนในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีปัญหาจากขนบความเชื่อเดิม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่า เช่น ผู้หญิงม้งเมื่อแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ห้ามกลับมาอยู่บ้านเดิม และห้ามใช้แซ่เดิม ยิ่งแยกทางกับสามี ก็จะถูกปฏิเสธจากทั้งแซ่ของสามีและของครอบครัวตัวเอง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้หญิงม้งยากลำบาก จากที่เคยรวมตัวกันเพื่อปรับทุกข์ร้องไห้กันอยู่หลายปี จนรู้ว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ก็ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง

เริ่มจากการวิเคราะห์ตัวเอง พบว่า ‘คำพูดของผู้หญิงไม่มีค่า’ และที่เกิดขึ้นได้เป็นเพราะ ‘สังคมอนุญาตให้เป็นเช่นนั้น’ โดยไปพูดคุยกับผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ผู้นำชุมชนที่เข้าใจ และเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลง จนได้พบกุญแจไขความเชื่อเดิม ‘พิธีกรรมผู่’ ที่มีในสมัยโบราณ คือ ‘โครงการรับลูกสาวกลับบ้าน’ และเริ่มเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี จนมีหลายครอบครัวที่รับลูกสาวกลับไป ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ในระหว่างทางจะมีการต่อต้านจากในชุมชนเอง ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง วัยรุ่น ที่เห็นว่าการกระทำนี้ขัดต่อขนบที่สืบต่อกันมา จะทำให้เกิดความวิบัติ เพราะความเชื่อฝังหัวในสังคมชายเป็นใหญ่สุดขั้ว

ส่วน รอซิดะห์ ปูซู ตัวแทนเครือข่ายปกป้องสิทธิผู้หญิงมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่ซึ่งมีทั้งความรุนแรงของสถานการณ์ความขัดแย้ง และความรุนแรงภายในครอบครัวภายใต้กฎศาสนา ผู้หญิงมุสลิมที่นี่จึงเจอทั้ง 2 แรงกดทับ การทำงานเพื่อสังคม ในฐานผู้หญิงต้องลำบากขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะจะออกจากบ้านทุกครั้งก็ต้องขออนุญาตสามี และจะมาทำงานนอกบ้านได้ ก็ต้องจัดการงานภายในบ้านให้เรียบร้อยเสียก่อน

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังต้องเจอกับอุปสรรคอีกหลายรูปแบบ อย่าง สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ปกป้องสิทธิแรงงานและแรงงานข้ามชาติ จากคนที่เข้าเมืองหลวงเพื่อเป็นสาวโรงงาน กลายเป็นนักต่อสู้ด้านสิทธิแรงงาน ซึ่งสามารถผลักดันให้วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันหยุดของโรงงาน หรือฟ้องร้องโรงงานที่ไม่จ่ายค่าจ้างจนทำให้ต้องจ่ายค่าจ้างชดเชยรวมหลายล้านบาทมาแล้วหลายกรณี การต่อสู้ที่ผ่านมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้เธอทั้งถูกเลิกจ้าง ถูกฟ้องด้านพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในการเผยแพร่ข้อมูลที่ส่งผลเสียต่อนายจ้าง (ที่ไม่เป็นธรรม) ทั้งยังฟ้องข้อหาส่งเสริมให้แรงงานลักทรัพย์อีก ซึ่งตอนนี้คดีก็ยังอยู่ในชั้นศาล

สำหรับ พะเยาว์ อัคฮาด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แม่ผู้เรียกร้องความยุติธรรมต่อการสูญเสียลูกสาว กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา ให้เหตุความรุนแรงทางการเมืองเมื่อปี 2553 เปลี่ยนแม่ค้าคนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจการเมืองมาศึกษาเรื่องประชาชนที่เสียชีวิตโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใด ประชาชนเสียชีวิตมากเท่าใด เจ้าหน้าที่รัฐไม่เคยได้รับโทษเลย การต่อสู้ของพะเยาว์คือการเผชิญหน้ากับรัฐโดยตรง ทำให้เธอถูกข่มขู่ ดำเนินคดีครั้งแล้วครั้งเล่า ปิดบังบิดเบือนข้อมูล ไม่ได้รับความสะดวกทั้งจากฝ่ายรัฐ และแม้แต่จากทางวัดปทุมวนาราม ซึ่งลูกสาวเธอเสียชีวิตที่นั่น แต่ยิ่งพบกับอุปสรรคก็ยิ่งทำให้เธอมีแรงฮึกเหิม ไม่สิ้นหวังต่อการเรียกร้องความยุติธรรม

               และเครือข่ายผู้หญิงกลุ่มรักษ์น้ำอูน ก็ต้องเจอกับการข่มขู่ด้วยกฎหมายเช่นกัน สมัย มังทะ ตัวแทนเครือข่าย เล่าถึงการต่อสู้กับอุตสาหกรรมใหญ่อย่างโรงงานผลิตน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวล เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนที่จะอาศัยอยู่ในสภาพธรรมชาติที่ดีเหมือนเดิม ดำรงชีวิตแบบเกษตรอินทรีย์ ได้ต่อสู้เรียกร้องให้ตรวจสอบอุตสาหกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชน จนถูกข่มขู่ให้กลัว ฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท รวมถึงฟ้องที่ทำให้โครงการล่าช้า และขู่จะไปฟ้องร้องในหลายๆ จังหวัดเพื่อจะให้เสียเวลา สร้างความไม่สะดวกในชีวิต แต่เครือข่ายก็ต่อสู้ต่อไปทั้งทางกฎหมาย และการสร้างป่าชุมชนเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งยิ่งขึ้น

ปกป้องนักปกป้อง

จากการที่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้รับการข่มขู่คุกคามในการทำงานหลายทาง ไม่เพียงข่มขู่ทางตรงทางกายและวาจาแล้วยังถูกข่มขู่ทางกฎหมาย ด้วยการฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่ง จากเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเอกชนใหญ่ รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นแนวทางการต่อสู้ว่าด้วยความรู้ทางกฎหมาย

เช่น ในกรณีถูกฟ้องหมิ่นประมาท ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (3) ว่าด้วย “ผู้ใดแสดงความหรือข้อความใดโดยสุจริต” ในวงเล็บ (3) คือ “ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อกระทำ” หมายถึงการใช้สิทธิเพื่อแสดงความเห็น หรือออกความคิดกับประเด็นสาธารณะ เป็นการทำเพื่อส่วนรวมนั้นไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่ในการบังคับใช้ บางครั้งมาตรานี้ก็มาถึงช้า ทำให้การต่อสู้กินเวลายาวนาน คนที่ไหวก็ไปต่อ แต่ก็ทำให้บางคนถอดใจ รศ.ดร.ปกป้อง จึงเสนอกฎหมายอีกมาตราคือ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา มาตรา 165/2 (ที่มีการปรับแก้เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2562) ว่า “จำเลยอาจแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล และจำระบุในคำแถลงถึงตัวบุคคล เอกสาร หรือวัตถุที่จะสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลยด้วยก็ได้ กรณีเช่นว่านี้ ศาลอาจเรียกบุคคล เอกสาร หรือวัตถุดังกล่าวมาเป็นพยานศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามที่จำเป็นและสมควร โดยโจทก์และจำเลยอาจถามพยานศาลได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาล”

ซึ่งการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อประโยชน์สาธารณะไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือถือว่าคดีไม่มีมูล รศ.ดร.ปกป้อง แนะนำว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนควรนำไปใช้ โดยยื่นหลักฐานการต่อสู้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการสู้คดีไปตั้งแต่ต้น เพื่อปกป้องตนจากความผิดที่ไม่ชอบธรรม

เปลี่ยนแปลงสู่แสงสว่าง

“ขอขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ฉันได้มาทำงานเพื่อผู้หญิงและสิทธิมนุษยชน”

รอซิดะห์ กล่าว ทั้งๆ ที่การทำงานต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้อื่นนั้นเป็นงานที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้เธอเห็นว่าการลุกขึ้นมาทำงานนั้นคุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก

เพราะเชื่อว่าผู้หญิงสามารถเปลี่ยนสังคมได้ และทุกปัญหามีทางออกจึงลงมือทำ รอซิดะห์ ทั้งลงพื้นที่เข้าไปพูดคุยกับปัญหา พูดคุยกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และสร้างเครือข่าย เพื่อผลักดันประเด็นของผู้หญิง ทำให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและผู้ที่ได้รับความรุนแรงขึ้นมา รวมถึงการแก้กฎหมายอิสลามเกี่ยวกับการแต่งงานในเด็กหญิง จากกรณีที่มีชายมาเลเซียอายุ 40 กว่ามาแต่งงานกับเด็กหญิงไทยอายุ 11 ปี เครือข่ายก็ได้ผลักดันจนมีการแก้ให้เป็นอนุญาตให้ผู้หญิงแต่งงานได้เมื่ออายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น และการลงมือทำอย่างจริงจังทำให้เครือข่ายปกป้องสิทธิผู้หญิงมุสลิมฯ มีบทบาทในการทำงานขับเคลื่อนสังคม ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้นำชุมชน และผู้นำศาสนาอิสลาม ทางเครือข่ายคาดหวังว่าจะมีการปรับกฎหมายศาสนาที่ไม่เข้ากับปัจจุบันสมัย เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงอันเกิดเพศสภาพที่มีการตีความในมิติศาสนาได้ในอนาคต

เช่นเดียวกับนักปกป้องฯ ทุกคนที่ไม่ว่าทางจะยากอย่างไรก็ยังมีแรงต่อสู้เสมอ

“จากความมืดสู่ความสว่าง” สุธาสินี บอกถึงสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอเสมอ แม้ว่าการทำงานนั้นยากเย็น เธอว่า “ตอนแรกที่เริ่มต้น เราไม่รู้เลยว่าจะไปยังไง แต่พอลงมือทำแล้วก็จะเริ่มเห็นแสงสว่างไปเรื่อยๆ” เช่น กรณีต่อสู้ให้กับแรงงานที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในฟาร์มไก่แห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี จนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานของจังหวัดเข้าไปตรวจสอบ และศาลฎีกายืนตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการฯ สั่งให้จ่ายค่าชดเชยแก่แรงงาน 14 รายในฟาร์มไก่แห่งนั้น ยังผลให้เกิดการตรวจสอบสภาพแรงงานของฟาร์มไก่ทั่วประเทศ จนเกิดการปรับปรุงสวัสดิการให้เหมาะสมในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกทั่วประเทศ นี่เป็นหนึ่งตัวอย่าง รวมถึงการอบรมความรู้เรื่องสิทธิแรงงานให้กับผู้ใช้แรงงาน สามารถนำไปเรียกร้องเพื่อสิทธิของตัวเองได้อีก ความสว่างอย่างนี้คือสิ่งที่ทำให้สุธาสินีไม่มีทางหยุดทำงานด้านสิทธิแรงงาน

รัฐที่เป็นประชาธิปไตย

ในช่วงที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา ความคาดหวังของเหล่าผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาในทางเดียวกันกับตัวแทนกลุ่มรักษ์น้ำอูน คือต้องการรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิด อยากให้มีตัวแทนประชาชนจริงๆ เข้าไปนั่งในสภาเพื่อพูดถึงปัญหาที่มีอยู่ในทุกวันนี้

อย่างที่ตัวแทนเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทยบอกว่า “ที่ผ่านมา ต่อให้มีกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย เราจึงต้องลุกขึ้นมาทำเอง จึงอยากส่งเสียงไปถึงกระทรวงวัฒนธรรมว่า ปัญหาเรื่องชาติพันธุ์และวัฒนธรรมเป็นปัญหาสำคัญ อยากให้มีการทำเป็นนโยบายบังคับใช้ลงไปถึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้มีการบรรจุ “โครงการรับลูกสาวกลับบ้าน” ให้เป็นข้อปฏิบัติทางวัฒนธรรม ในพื้นที่ ไม่เพียงแต่ชาวม้งเท่านั้น กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่มีความเหลื่อมล้ำทางเพศจากประเพณีโบราณก็จะได้นำไปใช้กันอย่างเท่าเทียม”

สำหรับพะเยาว์ ที่ต่อสู้กับรัฐและทหารโดยตรง เสนอให้ปฏิรูปกองทัพ ลดกำลังพล ลดงบประมาณ ลดอำนาจทหารที่จะมีผลต่างนโยบายต่างๆ ความมุ่งหวังของเธอคือการทำให้ทุกอย่างให้โปร่งใส เพื่อนำความยุติธรรมกลับคืนมาสู่ผู้เสียชีวิตโดยฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐให้เหตุความรุนแรงทางการเมือง

สุธาสินี เสนอจากประสบการณ์ของเธอ ให้ยกเลิกพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และยกเลิกพ.ร.บ.การห้ามชุมนุม เพราะการชุมนุมคือเครื่องมืออย่างเดียวที่คนจนหรือแรงงานจะใช้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมได้ “พวกเราไม่มีอาวุธอะไรนอกจากมือเปล่าๆ” และที่สำคัญคือต้องไม่ปล่อยให้กลุ่มทุนมีอำนาจเหนือรัฐ เพราะนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการกดขี่แรงงานขึ้น

รอซิดะห์ ที่ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้บอกว่าไม่คาดหวังกับนักการเมืองเท่าใด แต่ก็หวังว่าหลังการเลือกตั้งจะไม่มีรัฐประหารอีก เพราะเธอเชื่อในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม สิ่งที่เธออยากเห็นคือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับพลเรือนไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือเด็ก ส่วนในด้านเศรษฐกิจเธอคิดว่าควรมีกองทุนเพื่อผู้หญิงที่ดูแลโดยผู้หญิงที่เข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ดูแลโดยผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างที่เป็นอยู่

เหล่านี้เป็นการประสานเสียงจากตัวแทนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เต็มไปด้วยความเข้มแข็งและแรงบันดาลใจ แม้จะมีอุปสรรคก็เดินหน้าทำงานปกป้องต่อ ในฐานะสื่อมวลชน เราก็ขอเป็นอีกเสียงที่ประสานไปกับพวกเธอด้วย

เปิดอ่าน 412