บ้านไร่ในฝัน ‘ดินดีใจ’

March 9, 2019
by นฤมล ทับปาน 

ทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ง่ายเลย ต้องฝ่าฟันและเรียนรู้ และเมื่อทำสำเร็จทุกอย่างจะดีเอง

“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” วาทกรรมที่กำพลได้ยินมาเป็นสิบปี จากการทำงานในแวดวงวารสารการเกษตร ซึ่งเขาก็เชื่ออย่างนั้นมาตลอด และตอกย้ำความเชื่อด้วยอีกวลีที่ว่า “เงินก็คือกระดาษ ซึ่งกระดาษมันกินไม่ได้” 

นั่นยิ่งทำให้ กำพล กาหลง เจ้าของไร่ดินดีใจ ร้อนวิชาพร้อมลุยในเส้นทางสายเกษตรอินทรีย์

กำพล กาหลง และ หทัยชนก อินทรคำแหง สองสามีภรรยาที่คืนความสุขให้ผืนดิน ด้วยการทำไร่หมุนเวียนตามฤดูกาลแบบอินทรีย์ บนพื้นที่ 20 ไร่ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี

ดินดีใจ 2

ไร่ที่แห้งแล้ง แปลงที่เต็มไปด้วยหญ้าสีเขียวแก่ และผืนดินอันแตกระแหง ราวกับว่าที่นาแห่งนี้ ไม่เคยปลูกข้าวมาก่อน มันคือภาพแรกที่ทำให้ทั้งสองถึงกับชะงักกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจที่จะกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ของเขาและเธอหยุดลง ทั้งสองทิ้งความแห้งแล้งไว้เบื้องหลัง แล้วจับมือกันเดินหน้าเข้าสู่ไร่สุขใจ ชื่อแรกที่ตั้งขึ้นบนความฝันที่ใหญ่ยิ่ง ผ่านสายลมที่พัดฝุ่นดินปะทะใบหน้าไปอย่างไม่ไยดี

หทัยชนก อินทรคำแหง เธอเคยทำงานในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) ด้านสิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่ง ต่อต้านการสร้างเขื่อน ส่งเสริมป่าชุมชนให้ชาวบ้านรู้จักจัดการทรัพยากรได้เอง แต่เมื่อทำงานไปสักระยะ เธอกลับพบว่าการต่อต้านไม่ใช่ทางออกของปัญหา กลายเป็นตัวเธอเองที่ทุกข์ เพราะการไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น

“ต่อให้เราลุกขึ้นมาคัดค้านนโยบาย สุดท้ายวันหนึ่งก็วกกลับมาเหมือนเดิม เราก็เลยตั้งคำถามว่า เราควรจะทำอย่างไรดี พอดีในตอนนั้นกำพลทำวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ แล้วเรารู้สึกว่าเกษตรคือทางออกของปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทรัพยากรถูกทำลาย คนที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย” หทัยชนกเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

ถึงเรื่องราวในการทำงานที่ผ่านมา

เกษตรยั่งยืน คือ คำตอบที่แท้จริงของชีวิตและเป็นคำตอบของโลกใบนี้ในเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้นในหัว เขาและเธอไม่รอช้าที่จะลงมือทำ จึงย้ายจากกรุงเทพฯกลับมาอุทัยธานีในปี 2548 ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของกำพล เริ่มสร้างทุกอย่างด้วยมือทั้งสอง โดยมีแนวคิดเดียวที่ว่า “พึ่งตัวเองในวิถีธรรมชาติ”

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตก็คือลูก เมื่อมีลูกจึงเริ่มคิดกันว่า เราจะให้ลูกถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมแบบใด ถ้ายังทำงานแบบเดิมในกรุงเทพฯ คงไม่มีเวลาให้ลูกอย่างเต็มที่ การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวครั้งนั้น จึงเป็นคำตอบที่กำพลและหทัยชนกต้องการจริงๆ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดที่พวกเขาพยายามดิ้นรนแสวงหามาทั้งชีวิต

กำพล เล่าว่า เริ่มทำเกษตรด้วยการปลูกข้าว ถั่ว และงา หมุนเวียนกันไป ซึ่งกว่าที่จะได้ปลูกข้าวนั้น เขาต้องต่อสู้กับคนในครอบครัว เพียงเพราะเขาทำไม่เหมือนคนอื่น เขาใช้เวลา 3 ปี ในการขอที่นาของแม่มาปลูกข้าว

“แม่บ่นกับตัวเองว่า เป็นชาวนาแท้ๆ แต่ต้องมาซื้อข้าวเขากิน ทำไมข้าวมันแพงอย่างนี้” ประโยคที่เปิดโอกาสให้กำพลได้ที่นามาปลูกข้าว เขาบอกกับแม่ว่า “ถ้าให้ผมทำอย่างน้อยก็ได้ข้าวกิน จะได้ไม่ต้องซื้อ” แล้วการปลูกข้าวแบบปลอดสารเคมีก็เริ่มต้นขึ้น

การทำนาดำเนินไปตามกรรมวิธีปกติที่ชาวบ้านทำกัน กระทั่งถึงเวลาฉีดยาคุมหญ้า กำพลยื่นคำขาดกับแม่ว่า เขาจะไม่ฉีดยาที่เป็นสารเคมีใดๆในแปลงข้าว

“ไม่ได้นะ มันต้องฉีดไม่อย่างนั้นข้าวจะไม่ได้กิน” หลายเสียงถาโถมเข้ามาในหัวกำพลคะยั้นคะยอให้เขาปลูกข้าวตามแบบฉบับชาวนาที่ทำมาเป็นสิบๆปี ซึ่งเขายืนกรานที่จะทำนาแบบอินทรีย์ไม่ใช้ปุ๋ยหรือใช้ยาฆ่าหญ้า จึงปล่อยให้ต้นข้าวเติบโตตามธรรมชาติ

รูปจากในช็อปออนไลน์ของไร่ดินดีใจ(ผงข้าวผอกหน้า)

เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตในตอนนั้น กลับสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ทุกคนมายืนมุงดูข้าวในนาของกำพลและหทัยชนก ราวกับว่าลุ้นรางวัลสลากกินแบ่ง ซึ่งผลผลิตค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ แม้จะไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาขาดทุน เนื่องจากไม่ได้ใช้เงินไปกับสารเคมีทั้งหลาย

“ปรากฏว่าชาวบ้านละแวกนั้นอยากกินข้าวของเรา เพราะเป็นข้าวที่ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง เข้าคิวขอซื้อกันใหญ่ ถึงกับเอารถมาเข็นเอง” กำพลเล่าเหตุการณ์วันนั้นพร้อมเสียงหัวเราะ ราวกับว่าเป็นเรื่องตลกที่เขาเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน

ระหว่างการปลูกข้าว ที่ดินส่วนหนึ่งถูกแบ่งไว้สำหรับปลูกงา ซึ่งเป็นพืชที่ไม่ได้ถูกปรับปรุงพันธุ์ สามารถเก็บพันธุ์ต่อได้ จึงเป็นสิ่งที่ยั่งยืนที่สุดในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ หทัยชนกเล่าว่า ปลูกงาเพื่อจะนำมาแปรรูปเป็นน้ำมันงา หากขายให้พ่อค้าคนกลาง จะได้ราคาที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเธอยอมรับว่าไม่สามารถอยู่ได้จริง ทางออกที่ดีจึงเป็นเป็นแปรรูปผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเอง

ในปีต่อมาไร่สุขใจในตอนนั้น เริ่มปลูกถั่วเขียวสลับกับงา เพื่อบำรุงดิน ตามหลักการที่ต้องมีพืชเพื่อช่วยเพิ่มปุ๋ย เพิ่มไนโตรเจนให้ดิน

“ตอนนั้นไม่มีตลาดส่งออก จึงเอาไปขายให้เถ้าแก่ในท้องถิ่น ซึ่งโดนกดราคาด้วยเหตุผลที่ว่าถั่วไม่สวย จากราคาส่งปกติในตอนนั้นถังละ 300 บาท เขาให้เราถังละ 200 บาท เลยตัดสินใจไม่ขาย” เธอเล่าถึงการถูกเหยียดหยามในวันนั้นที่ทำให้เธอฝังใจมาจนวันนี้

ทว่าฟ้าหลังฝนย่อมดีเสมอ เมื่อการมาของหมอเจคอบ วาทักกันเชรี อายุรเวทจากอินเดีย พร้อมกับความรู้เรื่องผงถั่วเขียวที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายแทนสบู่ มีค่า ph เป็นกลาง ขจัดเซลล์ผิวเก่าและล้างสารตกค้าง และนี่เองที่จุดประกายความคิดให้เขาและเธอหาทางออกให้เจ้าถั่วเขียวนี้ได้

“ถั่วของเราก็เป็นอินทรีย์น่าจะเอามาบดเป็นผงถั่วเขียวได้ ซึ่งตอนที่ทำก็ไม่แน่ใจว่าจะขายได้ แต่คิดว่าต้องทำ เราบดแล้วกรอกใส่ขวดขายเป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งของไร่” ความมุ่งมั่นของเธอยังคงทำงานพร้อมๆกับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยพลัง

เมื่อมีงานออกร้านต่างๆ กำพลและหทัยชนกจะนำผลิตภัณฑ์ของไร่ไปขาย ประกอบด้วย น้ำมันงา สมุนไพรสระผม ผงถั่วเขียว และผลผลิตทางการเกษตรที่ยังไม่ได้แปรรูป ซึ่งผลตอบรับที่ได้ยังไม่เป็นอย่างใจหวัง เนื่องจากว่า คนยังไม่เข้าใจผลิตภัณฑ์จากผลผลิตอินทรีย์

หทัยชนก เล่าว่า หลายคนตั้งคำถามกับผลิตภัณฑ์ของเธอ บางคนก็ถามว่าทำไมสมุนไพรสระผมนี้ถึงไม่มีฟอง บางคนก็สงสัยว่าผงถั่วเขียวใช้ล้างหน้าได้จริงหรือเปล่า แล้วจะสะอาดไหม บางคนก็ยังติดกับหน้าตาผลผลิตที่ดูไม่สวยไม่สะอาดตา อย่างนี้มันจะปลอดภัยหรือไม่

“เราก็บอกเลยว่า คุณกลัวความสกปรก แต่เคยตั้งคำถามกันบ้างไหมว่า ถั่วสวยๆ ที่ขายตามห้าง ผ่านการฉีดยามาแล้วกี่ครั้ง” เธอชวนตั้งคำถามถึงสิ่งที่เรากำลังใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จัก จึงหันมาจับตลาดออนไลน์ในชื่อแบรนด์ไร่ดินดีใจ โดยการทำเว็บบล็อค เพื่ออธิบายสิ่งที่เราทำ ให้คนเข้าใจที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์

จากบ้านไร่สุขใจ สู่บ้านไร่ดินดีใจ กำพลและหทัยชนกวาดภาพในฝันว่าถึงความสุขของไร่สุขใจ แต่เมื่อได้ลงมือทำ กลับไม่ได้เป็นอย่างที่วาดฝันไว้ มีเรื่องราวทั้งสุขและทุกข์เกิดขึ้นในไร่แห่งนี้

หลังจากผ่านไปปีแรกทั้งคู่ตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ว่า มันคือการหลอกตัวเองหรือไม่ ไร่สุขใจที่เขาและเธอใฝ่ฝันมันไม่ได้สร้างความสุขตลอดเวลา ที่ผ่านมาต้องต่อสู้กับปัญหา ต้องทุกข์ใจถึงขั้นหลั่งน้ำตา

“เราพากันเดินดูสิ่งที่เราทำ เราเห็นแมลง เห็นหญ้าขึ้น มันบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถึงเราจะไม่สุขใจ แต่ดินเขาก็ดีใจในสิ่งที่เราทำ จึงเป็นที่มาของไร่ดินดีใจ” รอยยิ้มของกำพลที่เล่าเรื่องราวในไร่อย่างสุขใจ

ไร่ดินดีใจแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับมาเช็คอินถ่ายรูปแล้วกลับ ความตั้งใจของกำพลและหทัยชนกคืออยากให้คนเข้ามาเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ จึงมีกิจกรรมเวิร์คชอปตามฤดูกาล อย่างฤดูทำนาก็จะพาดำนา และทำแยมผลไม้และน้ำผลไม้ตามฤดูกาล เช่น พุทราป่า มะขามป้อม ส้มซ่า ส้มป่อย รวมถึงทำน้ำตาลอ้อยด้วย ที่ผ่านมามีเด็กๆแวะเวียนมาเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นการมาเข้าค่ายของโรงเรียน

บ้านไร่ในฝันที่กำพลและหทัยชนกวาดฝันไว้ เป็นจริงได้เพราะความทุ่มเทและการเรียนรู้ ไร่แห่งนี้ถือเป็นโมเดลบ้านไร่ในฝันของใครหลายๆคนถ้าตอบคำถามตัวเองได้ว่าพร้อมที่จะทุ่มกับไร่และนามากน้อยเพียงใด หรือว่าแค่ต้องการจะมาอยู่ เพื่อตอบสนองความสุขของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อการดำรงชีพ

50110655_2564316600276272_5612489178798358528_n

เปิดอ่าน 8,181