Sour Grapes ไวน์หรูกับคนลวงโลก

March 5, 2019
by อนันต์ ลือประดิษฐ์ 

ด้วยคุณค่า ราคา ความน่าพิศวงในโลกของไวน์ที่กลายเป็นช่องทางของการต้มตุ๋นมูลค่ามหาศาลครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไวน์

เป็นเรื่องที่โจษขานกันในแวดวงไวน์ระดับโลกมานานหลายปี และถูกนำกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อ Reuben Atlas และ Jerry Rothwell สองผู้กำกับ นำเรื่องราวของอาชญากรชื่อดังในโลกของไวน์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี เรื่อง Sour Grapes (2016) ซึ่งแฟนหนัง และคอไวน์สามารถหาชมได้แล้ววันนี้ ทางสื่อ streaming ระดับ global อย่าง Netflix

ช่วงทศวรรษ 2000s Rudy Kurniawan ซึ่งพื้นฐานเดิมเป็นชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน เริ่มสร้างตัวตนขึ้นใหม่ กลายเป็นกระแส talk of the town ให้แก่แวดวงคนรักไวน์ที่สหรัฐอเมริกา โดยรูดีเผยโฉมตนเองเป็นคอไวน์ที่มีทั้งความรู้ และความลุ่มหลงไวน์จนถอนตัวไม่ขึ้น ที่สำคัญกว่านั้น เขายังมีกระเป๋าหนักพอที่จะประมูลไวน์ราคาแพง และหายากได้บ่อยครั้ง ตั้งแต่หลักหลายหมื่นเหรียญจนถึงหลายแสนเหรียญ

นิตยสาร Time เคยนำเสนอเรื่องราวของเขาเป็นข่าวพาดหัว เมื่อครั้งที่เขาควักเงินซื้อไวน์ลังละ 75,000 เหรียญ (ราว 2.5 ล้านบาท หรือตกขวดละกว่า 2 แสนบาท) ราวกับเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับหนุ่มคนนี้

Sour+Grapes+Dogwoof+Documentary

แม้พื้นเพความเป็นมาของ รูดี เคอร์เนียวาน จะค่อนข้างคลุมเครือ ว่าเขาร่ำรวยจริงหรือไม่ แล้วได้มรดกหรือสมบัติพัสถานมาจากครอบครัวหรือกิจการใด แต่ด้วยภาพลักษณ์ของ รูดี ที่มาพร้อมกับความเป็นอาเสี่ยใจป้ำ พลอยทำให้หลายคนมองข้ามปริศนาที่ชวนให้ฉงนนี้เสียสิ้น ผนวกกับองค์ความรู้เรื่องไวน์หรูของเขา นับว่าพอจะกล้อมแกล้มประสมกลมกลืนได้ระดับหนึ่ง จึงทำให้ รูดี ย่างกรายเข้าสู่แวดวงสังคมไวน์ชั้นสูงได้อย่างแนบเนียน

ในปี ค.ศ. 2006 รูดี ประมูลซื้อไวน์ด้วยเงินสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนั้นเขาเริ่มสร้างโปรไฟล์ตัวเองเพิ่มเติม โดยจัดให้มีงานชิมไวน์หรู และหายากกับเหล่ามหาเศรษฐี และนักสะสมไวน์กลุ่มต่างๆ บ่อยครั้งที่ รูดี เปิดเผยถึงรายชื่อไวน์ที่มีอยู่ในการสะสม และครอบครอง ซึ่งทำเอาคนฟังที่รู้เรื่องราว ต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความทึ่ง

เช่น เขาอ้างว่ามีไวน์แพงจากเขตเบอร์กันดีของฝรั่งเศส ขวดละหลายๆ แสนบาทขึ้นไป อย่าง Domaine de la Romanée-Conti ที่มีสะสมเป็นจำนวนมาก จนทำให้เขาได้รับฉายานามว่า Dr. Conti ในเวลาต่อมา

จากนั้น รูดี เริ่มเปลี่ยนสถานะจากคนซื้อมาเป็นคนขาย ด้วยการนำไวน์ในความครอบครองส่วนตัวออกประมูลขายถึง 2 ครั้งภายในปีเดียวกัน โดยทำผ่านบริษัทประมูล Acker, Merral & Condit ด้วยยอดรวมของมูลค่าสูงถึง 35 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,155 ล้านบาท) เขายังเริ่มส่งไวน์ราคาแพงไปในการประมูลขายหลายแห่ง ทั้งในอเมริกา และอังกฤษ รวมถึงการขายในแบบส่วนตัวอีกหลายครั้ง

ชื่อชั้นของ รูดี ในเวลานั้น ขึ้นสู่จุดสูงสุดไปแล้ว ว่าเป็นตัวจริงของวงการ การประมูลซื้อไวน์ของนักสะสมอย่างรูดีย่อมเชื่อถือได้ด้วยประการทั้งปวง

KBxh5bZe

หากแต่ด้วยจุดผิดพลาดในบางจุดที่เขาก่อขึ้น ได้ย้อนกลับเป็นข้อสงสัยในหมู่นักเลงไวน์บางคนว่า สรุปแล้วไวน์หรูที่รูดีซื้อมาแล้วนำออกขายนั้น จริงๆ แล้ว มีอะไรผิดพลาดหรือไม่

หลักๆ เริ่มจากการเสนอขายไวน์ Château Lafleur ปี 1947 เป็นขวดแม็กนั่ม (ขนาด 1.5 ลิตร) จำนวน 8 ขวด เรื่องนี้ David Molyneux-Berry อดีตหัวหน้าแผนกไวน์ของ Sotheby’s ออกมาหักล้างที่งาน TASTE3 food and wine conference ซึ่งจัดขึ้นในเขตนาปา แคลิฟอร์เนีย ในปีถัดมาว่า ในปี 1947 Château Lafleur ผลิตขวดแม็กนั่มออกมาจริงๆ เพียง 5 ขวดเท่านั้น นั่นเท่ากับ ไวน์ของรูดีน่าจะเป็นไวน์ปลอม

เดือนเมษายน ปี 2007 รูดี เสนอขาย Château Le Pin ปี 1982 ขนาดแม็กนั่ม ในการประมูลที่ Christie's ในนครลอสแองเจลิส โดยมีภาพถ่ายไวน์ขึ้นปกแคตตาล็อก ผลปรากฏว่า ตัวแทนของ ชาโตเลอแปง รีบแจ้งกับบริษัทประมูลว่า ไวน์เหล่านั้น คือของปลอม จน คริสตีส์ ต้องถอดมันออกจากรายการประมูล

ปี 2008 รูดี เสนอขายไวน์หลายขวด ภายใต้ฉลาก Clos St. Denis จากผู้ผลิต Domaine Ponsot ซึ่งประกอบด้วยวินเทจระหว่างปี 1945-1971 แต่ Laurent Ponsot ซึ่งดูแลการผลิตไวน์ของ Domaine Ponsot บอกว่า ที่นั่นไม่เคยผลิตไวน์ Clos St. Denis ก่อนปี 1982 โดยปงโซต์พยายามติดต่อผู้ดำเนินการประมูลในเรื่องนี้ เพื่อให้ถอดถอนไวน์ดังกล่าวออกจากรายการ

เมื่อได้พบเจอกัน ปงโซต์ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะถาม รูดี ว่า เขาได้ไวน์ปลอมพวกนี้มาจากไหน คำตอบกลับมาเพียงว่า “พวกเราพยายามดีที่สุดแล้ว แต่มันเป็นเบอร์กันดี บางครั้งก็มีของปลอมรวมเข้ามา”

เมื่อความจริงเริ่มเปิดเผยออกมา ชื่อเสียงของ รูดี ก็เหม็นเน่าในทันที ตามมาด้วยคดีฟ้องร้องอีกเพียบ ไม่เพียงเท่านั้น ไวน์ปลอมยังทำลายความน่าเชื่อถือแก่วงการไวน์ในวงกว้าง ทำให้เกิดความหวาดระแวงว่า แล้วต่อไปใครจะเสนอขายไวน์ปลอมอีก และในที่สุด เรื่องนี้จึงกลายมาเป็นคดีที่ FBI ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในปี 2012 FBI ดำเนินการรวบตัวรูดีได้โดยละม่อม บุกเข้าค้นหาหลักฐานที่บ้านพักของเขา ซึ่งทำให้ได้พบวัตถุพยานจำนวนมากที่เชื่อได้ว่า ต้นตอของไวน์ปลอมทั้งหลายมาจากฝีมือของเขา ไม่ว่าจะเป็นขวด ฉลาก จุกค็อร์ก รวมถึงไวน์ที่ใช้สำหรับปลอม

ในที่สุด หลายๆ อย่างที่เป็นความลับเกี่ยวกับตัวรูดี ก็ค่อยๆ ได้รับการเปิดเผยออกมา มีการสืบค้น ติดตาม ไล่ไปจนถึงญาติๆ ในนครจาการ์ตา อินโดนีเซีย ทำให้รู้ว่ารูดีมิได้ร่ำรอย หรือครอบครัวมิได้มีกิจการใหญ่โตอย่างที่เข้าใจกัน หลายๆ บุคคลที่ รูดี กล่าวอ้างถึง ไม่มีตัวตนจริง ส่วนตัวเขาเอง เดินทางมาสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางทศวรรษ 1990s ด้วยวีซ่านักศึกษา แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับการต่อวีซ่า และพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย

หนังสารคดี Sour Grapes มีการนำฟุตเทจเก่าเกี่ยวกับตัวรูดีมาใช้ มีบทสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ผลิตไวน์ นักสะสมฯ ซึ่งช่วยปะติดปะต่อภาพเหตุการณ์เหล่านี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังบอกเล่าถึงแง่มุมสารพันในธุรกิจไวน์ โดยเฉพาะไวน์ราคาแพงที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และกลายมาเป็นที่หมายปองของผู้คนทั้งโลก

ด้วยคุณค่า ราคา ความน่าพิศวง ผนวกกับความโลภที่แฝงอยู่ในจิตใต้สำนึก รูดี เคอร์เนียวาน ทำให้โลกของไวน์ในวันนี้ มีด้านมืดเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ทุกวันนี้ นอกจากรูดีแล้ว เชื่อว่ายังมีคนอีกไม่น้อยที่พยายามปลอมไวน์ และคนอีกกลุ่มหนึ่งพร้อมจะซื้อไวน์ราคาแพงเหล่านั้น ด้วยความเชื่อว่านั่นคือของแท้ เป็นที่คาดการณ์ว่ามีไวน์ปลอมหมุนเวียนอยู่ในร้านไวน์เลิศหรูทั่วโลก

บางทีในเซลลาร์ของคุณ อาจจะมีไวน์ปลอมของรูดีปะปนอยู่ ซึ่งคาดว่าในเวลานี้ พวกมันได้เคลื่อนย้ายจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป เดินทางมาถึงฮ่องกงและเอเชียเรียบร้อยแล้ว