(เลิก)เกณฑ์ทหาร แล้วไปไหน?

March 4, 2019
by ทีมข่าวจุดประกาย

สำรวจความเป็นไปอีกด้าน กับแนวทางยกเลิกเกณฑ์ทหารที่กำลังถกเถียงท่ามกลางบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้ง

ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบปัจจุบันเปลี่ยนมารับอาสาสมัคร, ตัดงบประมาณปีละ 10%

เพิ่มศักยภาพของกองทัพโดยการเน้นพัฒนาด้านเทคโนโลยี, หามาตรการจูงใจให้คนสมัครมีจำนวนเพียงพอยุติภารกิจที่ไม่เหมาะสม, เลิกมีทหารรับใช้

ไม่ว่าจะอธิบายด้วยตัวอย่างใด ที่เหมือนกันคือความไม่เห็นด้วยของระบบเกณฑ์ทหารแบบปัจจุบัน นำมาสู่การเป็นนโยบายหาเสียงของหลายพรรคการเมือง ซึ่งระบุว่าจะยกเลิกหากได้เป็นรัฐบาล

ทหารเกณฑ์ ความเหลื่อมล้ำสังคม?

ทำไมถึงมีคนไม่เห็นด้วย? บทความเรื่อง 'ประวัติศาสตร์การเกณฑ์ทหารในสังคมไทย’ โดย ธนัย เกตวงกต อาจารย์ประจำสำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งเผยแพร่โดยมูลนิฟรีดริค เอแบรท์ อธิบายตอนหนึ่งว่า ทหารเกณฑ์อธิบายได้ถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยทหารเกณฑ์มักจะเป็นคนชนชั้นล่างในสังคมมาตลอด เพราะส่วนมากพลทหารเป็นคนที่ไม่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือก ไม่มีเงินที่จะจ่าย และไม่ได้มีการศึกษาที่สูงพอจะเลือกสมัครเป็นนักศึกษาวิชาทหารอันเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับหลีกเลี่ยงการเป็นทหารได้

อีกทั้งการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อพลทหารเกณฑ์กลายเป็นประเด็นซึ่งถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชน และส่วนใหญ่หยิบยกเป็นประเด็น2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การทำร้ายร่างกายพลทหาร 2.การนำพลทหารของรัฐไปเป็นทหารรับใช้หรือทหารบริการแก่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ทั้งที่ยังปฏิบัติราชการและนอกราชการ

“พูดจริงๆ แบบไม่โลกสวยนะ ใครบ้างอยากไปเกณฑ์ทหาร…คนที่ต้องไปก็คือไม่ได้เรียน รด.หรือไม่ก็ถูกพ่อแม่สั่งให้ไป อาจเพราะเขาเกเร อยากจะให้กลับตัว ครอบครัวจึงคิดว่าวินัยของการเป็นทหารจะช่วยเปลี่ยนแปลงได้” ชายวัยเกณฑ์ทหารคนหนึ่งให้ความเห็น ซึ่งสะท้อนได้อีกมุมหนึ่งว่านอกจากฐานะเศรษฐกิจ ยังมีปัจจัยของพฤติกรรมส่วนตัวที่ส่งผลต่อการเข้ารับเกณฑ์ทหาร

อย่างไรก็ตามแนวทางการขอให้ยกเลิกเกณฑ์ทหารไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิดขึ้นตอนที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง แต่ขอเสนอที่ว่าถูกพูดถึงมาสักระยะแล้ว โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ เช่น การเกิดขึ้นของเพจ ‘ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร’ ซึ่งเป็นเพจซึ่งรณรงค์ให้มีการให้ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารของชายไทยตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 แต่เปลี่ยนสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแนวทางใหม่ใช้ระบบความสมัครใจ หรือในกรณีของเว็ปไซต์ www.change.org ซึ่งขณะนี้ก็มีการลงชื่อแคมเปญ ‘ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นรูปแบบสมัครใจ’ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็มีผู้ลงชื่อกว่า 29,260 รายชื่อไปแล้ว

สมัครใจ-จำยอม

ถึงตรงนี้ออกตัวก่อนว่า เราไม่ได้สนับสนุนแนวทางของพรรคการเมืองใด แต่ต้องการถกเถียงเฉพาะการ ‘เกณฑ์ทหาร’ ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรุ่นใหม่ให้ความสนใจ และน่าเอาไปคิดต่อว่า มันสามารถทำได้จริงไหม หรือเป็นแค่วาทกรรมสนุกปาก?

กลุ่มผู้สนับสนุนนั้นชัดเจนว่า นอกจากการเกณฑ์ทหารจะทำให้บุคลากรของชาติที่มีความถนัดทางงานสาขาอื่น ต้องเสียเวลาโดยใช้เหตุแล้ว การได้มาของทหารที่ใช้ระบบบังคับตามกฎหมายนั้น อาจได้มาซึ่งบุคคลที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีความพร้อมในการทำหน้าที่ ซึ่งทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพตกต่ำและด้อยลง

ขณะที่เหตุผลที่ยังต้องคงไว้ เนื่องจากมีกฎหมาย พ.ร.บ. รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 อีกทั้งรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหาร ไว้ช่วยพัฒนาประเทศ

20170410114632551

พล..คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การเกณฑ์ทหารเป็นมิติของความมั่นคงที่มีผลกระทบรอบด้าน กำลังทหารคือดุลยภาพ และเป็นพลังอำนาจ การใช้กำลังทหารครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันประเทศ พัฒนาประเทศ และเตรียมกำลังในการดูแลชายแดน ช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ทั้งนี้ประเทศไทยมีทั้งการเกณฑ์ทหารและสมัครใจ ซึ่งแต่ละปีมีคนสมัครใจมากขึ้น และจนถึงปัจจุบันมีจำนวนถึงร้อยละ 45 ซึ่งการทหารเกณท์ในแต่ละปีจะดูที่ภารกิจ ขณะที่ปัจจุบันประเทศแถบยุโรปและมหาอำนาจจำนวน 39 ประเทศ ยังคงมีการเกณฑ์ทหาร อีก 13 ประเทศยกเลิกไปแล้ว และอีก 29 ประเทศไม่มีการเกณฑ์ทหาร

“สำหรับประเทศไทย นอกจากการเกณฑ์ทหารและสมัครใจ ก็ยังมีระบบนักศึกษาวิชาทหาร ที่หากเรียนครบตามหลักสูตร ก็ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ขณะเดียวกัน ทหารเกณฑ์ที่เข้าประจำการจะได้รับการดูแลคุณภาพชีวิตและให้ศึกษาเพิ่มเติม การฝึกวิชาชีพ และมีงานทำเมื่อพ้นจากการเกณฑ์ทหารแล้ว” พล.ท.คงชีพ กล่าว (กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562)

ท่ามกลางของความเห็นที่มีทั้งแง่บวกและลบ มีการศึกษาที่ชื่อ ‘การตัดสินใจของทหารกองเกินร้องขอเข้ารับราชการเป็นทหาร กองประจำการในพื้นที่กองทัพภาคที่3’ โดยวิทยาลัยการทัพบก ซึ่งระบุตอนหนึ่งให้เห็นภาพอีกมุมว่า มีปัจจัยจูงใจที่ทำให้ทหารกองเกินต้องการเข้าเป็นทหารประจำการ นั่นคือ ปัจจัยด้านความมั่นคง ความต้องการรายได้ ความก้าวหน้าในอาชีพเพราะต้องการได้สิทธิเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ

เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุและการศึกษา พบว่า กลุ่มที่อายุ 21 - 23 ปีและกลุ่มการศึกษา ม.6 หรือ ปวช. มีความต้องการด้านนี้มากที่สุด ส่วนด้านความมั่นคง ความต้องการรายได้ (เบี้ยเลี้ยง เงินเดือน) กลุ่มทำอาชีพเกษตรกรรมและกลุ่มรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท มีความต้องการด้านนี้มากที่สุด

อดีตพลทหาร ซึ่งสมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์รายหนึ่ง บอกว่า ไม่ได้เรียน รด. ตอนม.ปลายและมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบและยังไม่มีอะไรทำจึงตัดสินใจสมัครเป็นทหารเกณฑ์เพื่อที่จะได้รับการลดหย่อนโดยใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีทำให้เป็นทหารเกณฑ์เพียง 6 เดือน

เขา อธิบายว่า ไม่ได้ชอบเป็นทหาร หรือต่อต้านการเป็นทหาร แต่ในช่วงนั้นเป็นภาวะของการ "ไม่รู้จะทำอะไร"มากกว่า ซึ่งเมื่อถูกเข้าไปทำงาน หน้าที่ของเขาคือการเข้ารับการฝึกในช่วง 10 สัปดาห์แรก บำเพ็ญประโยชน์ จากนั้นก็ช่วยเตรียมเอกสารต่างๆ ให้กับทหารในกองร้อย

พชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ซึ่งกำลังจะใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก ให้สัมภาษณ์ว่า เขามองว่า นโยบายการยกเลิกเกณฑ์ทหารจากพรรคการเมืองในขณะนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์ครั้งแรก ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และบางคนมองว่าสมควรจะยกเลิก นั่นเพราะเอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากเป็นทหาร และการรับใช้ชาติเองก็สามาถทำได้หลายวิธี อาทิ การไปเป็นครู, แพทย์อาสา, เป็นอาสาสมัครต่างๆ หรือการทำงานในหน่วยงานราชการที่มีความถนัดโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

(ไม่) เกณฑ์ แล้วไปไหน

ระบบการเกณฑ์ทหารของไทยถูกวิพากษ์มาโดยตลอด เพราะไม่เพียงการดึงแรงงานออกจากระบบเป็นจำนวนมหาศาล ยังทำให้คนบางกลุ่มอาจสูญเสียหน้าที่การงานและพลัดพรากจากครอบครัว

20170410114632378

ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า จากการติดตามการบังคับเกณฑ์ทหารไม่มีนัยยะเรื่องแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ เพราะแรงงานในช่วงวัย 18-23 ปี ทั้งทักษะและประสบการณ์ยังไม่มาก และในตลาดแรงงานยังมีตัวเลือก ดังนั้นหากแรงงานในวัยนี้ต้องออกจากงานจึงไม่กระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจ

“ถ้าจะมีคือระดับไมโคร (เล็ก) มากๆ เช่น ในกรณีของศิลปินดารา หรือครอบครัวที่มีฐานะการเงินไม่ดี ทำให้สมาชิกต้องทำงานแต่ยังเด็ก และเท่าที่ศึกษาในภูมิภาคอาเซียนก็ใช้ระบบเช่นเดียวกับไทย คือเปิดรับสมัครใจก่อน ถ้าพื้นที่ไหนขาดค่อยมาสู่การจับฉลาก กรณีของอาเซียนไม่มีปัญหาอะไรเท่าไร ต่างจากประเทศเกาหลีใต้ ที่จากสถิติพบว่าการเป็นทหารเกณฑ์ส่งผลถึงการเติบโตในหน้าที่การงาน คือผู้หญิงจะเติบโตในหน้าที่การงานเร็วกว่าผู้ชาย ซึ่งเสียเวลาไปเป็นทหารเกณฑ์ และการเติบโตในหน้าที่การงานที่ต่างกัน ส่งผลถึงการแต่งงานด้วย เพราะกลายเป็นผู้หญิงมีตำแหน่งสูงกว่าผู้ชาย”

ณ นาทีนี้ ถ้าถามว่า ถ้าชายไทยไม่เกณฑ์ทหารแล้วไปไหน คำตอบคือคงต้องใช้สิทธิ์ผ่อนผัน ไม่ก็เข้ารับการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ. 2503 นั่นเพราะโทษของการขัดขืนไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายเรียก ต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี

ส่วนในอนาคตการยกเลิกเกณฑ์ทหารจะเป็นไปได้ไหม ? รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย มองว่า ถ้าในกรณีการยกเลิกในความหมายของการจับใบแดง-ใบดำเพื่อเปลี่ยนมาเป็นความสมัครใจนั้นมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน แต่การเลิกกิจการที่เกี่ยวข้องกับทหารไปเลยนั้นคงทำได้ยาก เพราะประเทศยังต้องการกำลังพล ซึ่งการเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มความสมัครใจอย่างเดียวก็ไม่สามารถจะการันตีได้ เพราะนั่นยังหมายถึงการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่

วิธีการที่จะใช้ศักยภาพของการมีกำลังพลได้ดีวิธีหนึ่ง คือ การขึ้นลิสต์ผู้มีความสนใจ และจำแนกประเภทงานตามความถนัด การการันตีว่ากำลังพลที่เข้าไปจะได้ปฏิบัติงานจะได้ทำหน้าที่แบบที่ทหารควรจะทำ ด้วยความเท่าเทียม มีเกียรติศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงการรับใช้ใครเพียงคนใดคนหนึ่ง

ท่ามกลางความเห็นด้วย ก็ยังมีผู้ต่อต้าน ประเด็นการเกณฑ์ทหารนี้ก็เช่นกัน นี่คือเหรียญสองด้านที่ต้องการข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อโยนให้สังคมตัดสินใจ มากกว่าจะปฏิเสธทันทีเพียงใช้ความรู้สึกตัดสิน

เปิดอ่าน 4,761