เรียนรู้ประวัติศาสตร์พหุวัฒนธรรมที่ปัตตานี ผ่านการท่องเที่ยวสุสานต่างความเชื่อ

March 3, 2019
by อาศิรา พนาราม

ความตายไม่เพียงเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิต แต่ความตายสามารถกลายเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราว เป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ เป็นที่มาของวัฒนธรรมประเพณีมากมายเช่นกัน

HIGHLIGHTS

  • ปัตตานี 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีสังคมพหุวัฒนธรรมมาแต่โบราณ ประวัติศาสตร์นี้มาคู่กับสุสานต่างความเชื่อ แต่เชื่อมโยงกัน
  • ความแตกต่างที่อยู่รวมกันอย่างสงบ ก็มีบางเรื่องราวที่อ่อนไหว จึงเกิดความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อก้าวต่อไปแบบไม่ขัดแย้ง

ปัตตานี 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีข่าวความรุนแรงให้ได้ยินเสมอ แม้ข้อเท็จจริงจะมีอยู่ และพึงถูกนำเสนอ แต่หลายครั้งบางคำที่สื่อใช้ เช่น "ไฟใต้" ก็เหมือนเป็นการแปะป้ายให้ภาพลักษณ์ของจังหวัดดูเหมือนลุกโหมอยู่ในสงคราม

แท้จริง ทุกพื้นที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น การไปเยือน อ.เมือง จ. ปัตตานีครั้งแรก ในช่วงแห่งเวลาแห่งเทศกาลสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันดีงาม ตัวเมืองที่มีชัยภูมิติดทะเล แม่น้ำ รู้สึกถึงความสงบสบายแฝงในอากาศสมชื่อ ‘ปตานี ดารุลสลาม’ - ปัตตานี นครแห่งสันติภาพ

ปัตตานีเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาแต่โบราณ ตามธรรมชาติของเมืองท่า ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินเรือ เป็นจุดเทียบท่าของพ่อค้าวาณิชย์ และผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีการตั้งถิ่นฐานอาณาจักรโบราณในคาบสมุทรมลายูมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 โดยมีอาณาจักรลังกาสุกะเป็นอาณาจักรแรกในคาบสมุทร และปัตตานีก็เป็นเมืองท่าของอาณาจักรนี้ อาณาเขตของอาณาจักรลังกะสุกะจรดทะเล 2 ฝั่ง คือฝั่งตะวันออกติดกับอ่าวไทยบริเวณปัตตานี และฝั่งตะวันตกติดอ่าวเบงกอลจรดเมืองไทรบุรี จึงเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองมากในอดีต นอกจากการประมงแล้ว ยังต้อนรับเรือสินค้าจากทั้งจีน อาหรับ ยุโรป อย่างโปรตุเกส อังกฤษ และฮอลันดา ด้วย นอกจากนี้ยังมีสำเภาจีนที่อพยพคนมาตั้งถิ่นฐานอีกเป็นจำนวนมากแต่ละยุค ด้านศาสนาพื้นที่นี้ก็เคยนับถือฮินดูมาก่อน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นพุทธ มาสู่นครอิสลาม ปัตตานีจึงมีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างศาสนาฮินดู พุทธ อิสลาม และความเชื่อของชาวจีนด้วย

นอกจากจะสัมผัสเรื่องนี้ได้จากชุมชนที่อยู่อาศัยเคียงกันอย่างเคารพในความต่างแล้ว เรายังสามารถเรียนรู้ได้จากสุสาน หรือสถานแห่งความตาย ซึ่งในที่นี้ เราไม่ได้พูดถึงความสูญเสีย ความไม่เป็นมงคล แต่เป็นธรรมดาของชีวิต ซึ่งส่งอิทธิพลต่อชนยุคหลังและเป็นส่วนหนึ่งในความทับซ้อนเชื่อมโยงของสังคมพหุวัฒนธรรม

มัสยิดติดฮวงซุ้ย

ในช่วงแห่งการเฉลิมฉลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว สถานที่แรกที่ได้มาชม ไม่ใช่ศาลเจ้าแม่ฯ แต่เป็นมัสยิดกรือเซะ ซึ่งเป็นมัสยิดโบราณ แต่มีความเกี่ยวพันและเป็นต้นกำเนิดของความศรัทธาต่อสตรีผู้มีความกตัญญูและจิตใจเด็ดเดี่ยวผู้นี้

20190218_110701

มัสยิดกรือเซะ

ประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวต้องย้อนกลับไปที่ “ลิ้มโต๊ะเคี่ยม” ข้าราชการจีนในสมัยราชวงศ์เหม็ง (ตรงกับสมัยพระนเรศวรมหาราชของกรุงศรีอยุธยา) ที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นโจรสลัด (แต่บางเอกสารก็ว่าเป็นโจรสลัด อย่างของ William Skinner พิมพ์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล) จึงพาลูกเรือมาตั้งถิ่นฐานที่ปัตตานี ในขณะนั้นราชินีฮีเยาเป็นผู้ปกครองปัตตานี

ลิ้มโต๊ะเคี่ยม เป็นผู้ตรวจการสินค้านำเข้าส่งออก อาศัยความรู้ก่อสร้างสถานที่สำคัญ เขามีความดีความชอบจนได้แต่งงานกับหญิงชนชั้นสูงของปัตตานี และเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นน้องสาวของลิ้มโต๊ะเคี่ยม ที่พากำลังสำเภาจากจีนมาตามหาลิ้มโต๊ะเคี่ยมให้กลับบ้านไปหามารดาที่ป่วยหนัก แต่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมซึ่งในขณะนั้นได้รับมอบหมายให้ซ่อมแซมมัสยิดกรือเซะ ทั้งยังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะมุสลิมแล้ว จึงไม่กลับเมืองจีน ลิ้มกอเหนี่ยวขอร้องอย่างไรก็ไม่เป็นผล นางจึงทำอัตวินิบาตกรรม แขวนคอที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ ในจุดที่ใกล้กับมัสยิดกรือเซะนั่นเอง

บางตำนานเล่าว่าก่อนแขวนคอ นางได้ลั่นวาจาขอให้มัสยิดกรือเซะซ่อมไม่เสร็จ ก็ไม่อาจเสร็จจริง มีเหตุให้โดมถล่มลงมาหลายครั้ง ว่าตามหลักวิศวกรรมแล้วมัสยิดแห่งนี้มีต้นแบบจากทางอาหรับ ในศิลปะแบบโกธิคที่มีซุ้มประตูโค้งยอดแหลม และการสร้างโดมด้านบนนั้นต้องอยู่บนฐานที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่มัสยิดกรือเซะมีฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า การรับน้ำหนักจึงไม่สมดุลจนไม่อาจก่อโดมขึ้นไปได้สำเร็จ

20190218_115140

มัสยิดกรือเซะ

มัสยิดกรือเซะ สร้างขึ้นมากว่า 500 ปีแล้ว ในสมัยของพญาอินทิรา กษัตริย์ปัตตานีองค์แรกที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนพระนามเป็น สุลต่านอิสมาอีล ชาห์ เป็นมัสยิดประจำเมือง ที่สร้างเสร็จในยุคของกษัตริย์องค์ต่อมา คือสุลต่านมูซัฟฟีร ชาห์ โอรสของสุลต่านอิสมาอีล ชื่ออย่างเป็นทางการของมัสยิดกรือเซะคือ มัสยิด ปินตู เกิรบัง ซึ่งแปลว่า มัสยิดประตูใหญ่ ซึ่งกลายเป็นชัยภูมิที่เกิดศึกสงครามหลายครั้ง เมื่อมีการย้ายศูนย์กลางการปกครอง มัสยิดก็ถูกทิ้งร้างไปกว่าร้อยปี จนกรมศิลปากรได้มาบูรณะใหม่และรักษาเป็นมรดกทางวัฒนธรรม แม้จะไม่มีอิหม่ามประจำจึงไม่มีการละหมาดใหญ่ แต่ชาวมุสลิมก็สามารถเข้าไปละหมาดประจำวันได้

20190218_114304

ในขณะที่ทิศแห่งการละหมาดนั้นหันหน้าไปยังฮวงซุ้ยหรือสุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว สตรีต่างศาสนา แต่มัสยิดซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของชาวมุสลิมก็ยังคงมีผู้มาละหมาดอยู่เสมอ

กุโบว์หลวงที่บาราโหม

ตามหลักของศาสนาอิสลาม หลังวายชนม์และต้องจัดการพิธีศพให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (แต่หากติดปัญหาไม่ทัน ก็มิได้มีความผิดใด) งานพิธีต้องเป็นไปอย่างไม่ฟุ่มเฟือย และการฝังในกุโบร์หรือสุสาน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นไหน ล้วนฝังอย่างเรียบง่ายเสมอกัน สื่อถึงความตายคือความเท่าเทียมที่ทุกมนุษย์ต้องพบเจอ มีแต่แนแซ - ป้ายหินหลุมศพเท่านั้นที่ต่าง ของผู้ชายจะเป็นทรงกลมหรือเหลี่ยม แต่ผู้หญิงจะเป็นป้ายแบนคล้ายใบเสมา

20190222_091721

สุสานราชินี 3 พี่น้อง

ที่บ้านปาเระ ต. บาราโหม กำลังพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยมีฐานของประวัติศาสตร์รองรับอยู่ บาราโหมถือว่าเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ของปัตตานี หมู่บ้านเล็กๆ ริมปากอ่าวที่มีดินทับถมมาเรื่อยๆ จนตื้นเขิน น้ำไม่ลึก แต่เป็นโคลนหนาถึง 7 เมตร ตำบลบาราโหมมีท่าเรือใหญ่ที่มีเรือสินค้าและสำเภามาค้าขายตั้งแต่เนิ่นนาน ใต้โคลนหนานั้นไม่เพียงมีเครื่องกระเบื้องจมอยู่มากมาย ยังถึงกับมีเรือจมอยู่ด้วย

อ่าน: เที่ยวประวัติศาสตร์ ชิมอาหารที่บาราโหม

ราชาผู้บุกเบิกการสร้างนครปัตตานีคือ พญาท้าวนภา บิดาของพญาอินทิรา ที่ขณะนั้นเป็นกษัตริย์แห่งโกตามหลิฆัย ได้ออกมาล่าสัตว์บริเวณกรือเซะ (ในอ.เมือง ปัตตานี ปัจจุบัน) ทรงเห็นภูมิประเทศที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล น้ำไม่ท่วม ความเป็นอ่าวเหมาะกับการเป็นท่าเทียบเรือทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก มีแผ่นดินยื่นช่วยกำบังลมทะเล จึงดำริว่า ‘ปตานิ – ที่นีดีหนอ’ จึงมีคำสั่งให้ย้ายเมืองหลวงจากโกตามหลิฆัยมาที่กรือเซะ ในสมัยนี้เมืองปัตตานีได้เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก

ส่วนที่มีของชื่อ ‘ปตานีดารุสลาม’ หรือปัตตานี นครแห่งสันติสุขนั้น เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามของพญาอินทิรา ให้เป็นนครอิสลามโดยสมบูรณ์แบบ

20190222_091443

สุสานสุลต่านอิสมาอีล ที่ กุโบว์รายอ

บาราโหม แปลว่า ‘ที่อยู่ของผู้ล่วงลับไปแล้ว’ เพราะมีสุสานหลวงของผู้ปกครองนครปัตตานีถึง 2 ยุค 2 แห่ง คือกุโบว์รายอ ที่ฝังศพของพญาอินทิรา หรือสุลต่านอิสมาอีล ชาห์ กับราชินี และสุสานราชินี 3 พี่น้อง คือราชินี (หรือรายา) ฮีเยา ราชินีบีรู และราชินีอูงู ซึ่งเป็นธิดาของสุลต่านมันศูร ชาห์ (สุลต่านลำดับต่อมาจากสุลต่านมูฟซัฟฟัร ชาห์) ก่อนหน้าสมัยราชินีฮีเยา มีสุลต่านมา 2 สมัย แต่จากการปลงพระชนม์เพื่อแย่งบัลลังก์กันจนทำให้เหลือแต่พระราชวงศ์ฝ่ายหญิง ราชินีทั้ง 3 จึงได้ปกครองนครปัตตานีมาตามลำดับ

ในสมัยของราชินีฮีเยา ถือเป็นยุครุ่งเรืองทางการค้าของปัตตานี เพราะได้เปิดความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตกับญี่ปุ่น มีการตั้งสถานีการค้าของบริษัทจากฮอลันดา และเป็นสมัยที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้เข้ามาอาศัยในนครปัตตานีด้วย

นอกจากนี้ยังมีการพบหลุมฝังศพในชายทะเลบ้านตันหยงลูโละ (บาราโหมแยกตัวจากตันหยงลูโละเมื่อราว 90 ปีก่อน) ซึ่งมีศิลาจารึกเหนือหลุมฝังศพเป็นอักษรจีน ค้นคว้าภายหลังพบว่าเป็นสุสานดั้งเดิมของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว (ซึ่งภายหลังมีพิธีอัญเชิญไปยังสุสานปัจจุบัน จุดที่เป็นต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นนั้น) สามารถนั่งเรือหางยาวไปเยี่ยมชมสุสานได้

เรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังระหว่างสุสานจีนของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และกุโบร์ของเจ้าผู้ครองนครจึงมีเรื่องราวเชื่อมโยงกัน และยังคงสัมพันธ์กันในวิถีชีวิตจนถึงปัจจุบัน

ตำนานและการไปต่อ

ในหอนิทรรศน์สานอารยธรรมและพิพิธภัณฑ์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ติดกับศาลเจ้าเล่งจูเกียง ซึ่งชาวจีนปัตตานีร่วมยุคกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวได้นับถือจิตใจอันเด็ดเดี่ยวจึงนำไม้จากต้นมะม่วงหิมพานต์นั้นไปแกะสลักเป็นรูปของนาง และนำไปประดิษฐานไว้ที่ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ชาวจีนนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ จนเกิดพิธีเฉลิมฉลองประจำปีอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงปีใหม่จีน ซึ่งเชื่อกันว่าจะนำสันติสุขและการค้าขายรุ่งเรืองมาให้ มีนิทรรศการความรู้ประวัติศาสตร์ปัตตานีในช่วงชีวิตของลิ้มโต๊ะเคี่ยมและเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว โดยนำเสนออย่างดี

แต่ไม่ได้ระบุตำนานการเอ่ยปากเกี่ยวกับมัสยิดกรือเซะของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเอาไว้ เพราะการย้ำประเด็นที่อ่อนไหวระหว่างความศรัทธานั้น แม้จะเป็นตำนาน ก็อาจไม่เป็นประโยชน์ในสังคมพหุวัฒนธรรม

ผศ. ดร.นภดล ทิพยรัตน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้ความเห็นว่าปัตตานีมีต้นทุนของความหลากหลายทางวัฒนธรรมมานานแล้ว งานฉลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่กลายเป็นงานใหญ่ของปัตตานี ซึ่งหากพูดถึงความเป็นพหุวัฒนธรรม ก็มิได้หมายถึงแต่ 2 ความเชื่อ ยังควรพูดถึงความเชื่อที่มากกว่า 2

“อย่างที่บอกกันว่าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวชอบดูมโนราห์ ซึ่งมโนราห์เป็นวัฒนธรรมที่มีความเป็นฮินดูเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีงิ้ว มีแต่มโนราห์

“ส่วนวิถีมุสลิมนั้น มองอย่างผิวเผินอาจเห็นว่าไม่เกี่ยวเลย แต่ถ้าดูคนมาเดินเที่ยวในงานก็จะเห็นคนมุสลิมมาเดินเล่นกัน ทางจังหวัดก็ปรับให้มีความหลากหลาย ทั้งมีอาหารฮาลาลเพื่อตอบโจทย์ และโลกปัจจุบันก็รับรู้แล้วว่าผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ได้มีแต่ผู้ที่มีเชื้อสายมลายูเท่านั้น คนจีนหรือคนตะวันตกที่นับถืออิสลามก็มี ไม่มีกำแพงเรื่องศาสนาและเชื้อชาติแล้ว

“ที่น่าสนใจอีกอย่างคือที่ชุมชนจีนหัวตลาด เป็นชุมชนที่ย้ายมาจากกรือเซะ มาอยู่ที่นี่อยู่ท่ามกลางคนมลายูและคนมุสลิมรายรอบ ปฏิสัมพันธ์ที่มีมาแต่อดีตจึงแน่นแฟ้นมาก ในงานฉลองเจ้าแม่ฯ ที่แม้คนมุสลิมจะไม่ได้เข้าร่วมพิธีกรรม แต่โดยวิถีชีวิตและกิจกรรมแล้ว เขาก็มีส่วนร่วม มาเดินเล่น หรือแม้แต่แต่งชุดในวิถีของเขาแต่เน้นสีแดงก็ยังมี ทำในขอบเขตที่เขาทำได้อย่างกลมกลืน”

แม้คนปัตตานีไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติศาสนาไหน ก็ไม่ต้องการความรุนแรง แต่มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีอาจเฝ้าหาประเด็นขัดแย้งจุดชนวนความไม่สงบให้เกิดขึ้น

“ในอดีต เราไม่รู้ว่าอะไรขึ้นจริง ตำนานที่บันทึกไว้เรื่องเดียวกัน ต่างคนเขียน ประวัติศาสตร์ก็ต่างกัน อย่างประวัติศาสตร์ไทย – พม่า บันทึก 2 ประเทศก็ไม่เหมือนกัน เราไม่ได้ไม่เชื่อ แต่ก็เห็นความแย้งกันบางจุด อย่างตำนานนี้ก็เห็นถึงความหมิ่นเหม่บางอย่างที่ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ ณ วันนี้ ในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ซึ่งมีประกายบางอย่าง อาจมีคนบางกลุ่มหยิบเอาประเด็นไปจุดสถานการณ์ ฉะนั้น การทำอะไรเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ควร”

ตำนานเป็นของกลาง มิติของการบันทึกประวัติศาสตร์มีหลายมุม บางมุมเชื่อว่าควรนำเสนอทุกอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้คนรับสารตัดสินใจเอง แต่บางประเด็นที่อ่อนไหว บางตำราที่บันทึกไว้ไม่เหมือนกัน ไม่มีใครต้องการบันทึกสิ่งที่ไม่ดี บางรายละเอียดในอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องรื้อฟื้น ไม่ได้ปิดบัง

แต่นำเสนอในมุมที่สร้างสรรค์ เพื่อปูทางสู่ก้าวต่อไปของความสงบในพื้นที่

////

อ้างอิง: หนังสือ “ประวัติศาสตร์ปัตตานี สมัยอาณาจักรโบราณถึงการปกครอง 7 หัวเมือง” โดย ศ.ดร.ครองชัย หัตถา

เส้นทางท่องเที่ยวปัตตานี นำโดยมัคคุเทศก์ ครูมะ – อรรถพร อารีหทัยรัตน

เปิดอ่าน 873