นาหอม 'สระใคร' ง่ายงามตามวิถี

March 2, 2019
by ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ : ปริญญา ชาวสมุน

เมืองทางผ่านที่พร้อมเสิร์ฟข้าวปลาอาหารและสันทนาการชีวิตแบบเพียงพอ

เสียงดนตรีดังกระหึ่มทั่วบริเวณ ช้างหลายเชือกที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีถูกใช้เป็นพาหนะนำผู้หลักผู้ใหญ่เข้าร่วมในพิธี ขณะที่นางรำในชุดผ้าพื้นเมืองร่ายรำนำหน้าขบวนแห่เครื่องไทยทานไปรอบๆ ชุมชน นี่คือความยิ่งใหญ่ของงานบุญที่รวมจิตรวมใจชาวสระใครไว้ด้วยกัน

เหมือนเช่นทุกปี มีนาคมคือฤกษ์งามตามประเพณี ‘บุญผะเหวด’ หรือบุญพระเวส หรือบุญมหาชาติ หนึ่งในฮีตสิบสองของชาวอีสาน ที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงทานบารมีของพระเวสสันดร นอกจากจะมีขบวนแห่อย่างคึกคักสนุกสนาน ตามด้วยการฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัดแล้ว งานนี้ยังเป็นการรวมญาติรวมพลังความสามัคคีของคนในชุมชน จึงมักมีการทำขนมจีนเลี้ยงกัน ตามคำกล่าวที่ว่า “กินข้าวปุ้น เอาบุญผะเหวด ฟังเทศน์มหาชาติ”

DSC_0641

สำหรับชาวสระใคร ขบวนศรัทธาจะเริ่มต้นที่ วัดคอกช้าง วัดเก่าแก่ที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานการตั้งชุมชนมาแต่ครั้งอดีต และแม้จะไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า สระใคร ก่อร่างสร้างบ้านขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดแน่ แต่เล่าสืบต่อกันมาว่า คำว่า “สระใคร” น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “สไกร” หรือ “สร็อกไกร” ในภาษาเขมรที่แปลว่า “ต้นไม้ใหญ่” หรือ “ใหญ่” หรือ “เก่งกล้า” ฯลฯ ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่าเป็นสระของใคร หรือแหล่งน้ำแต่อย่างใด

แต่ไม่ว่าจะมีความหมายเช่นไร สิ่งที่อยู่คู่กับสระใครมานานหลายชั่วอายุคน ก็คือ ‘วิถีข้าว วิถีชาวนา’ ซึ่งสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านทำงานวิจัยภายใต้โครงการ ‘ท่องเที่ยววิถีชาวนาไทย’ นำเสนออัตลักษณ์ของสระใคร และออกแบบการท่องเที่ยวเพื่อให้คนต่างถิ่นได้มาเรียนรู้วิถีชีวิตเรียบง่ายในบรรยากาศท้องไร่ท้องนาและศรัทธาของชุมชนชาวอีสาน ที่ว่ากันว่า ‘ม่วนซื่น’ ตลอดทั้งปี

  • หอมกลิ่นนา อาหารบ้านทุ่ง

DSC_0890

ทุ่งข้าวสีทองยามต้องแสงตะวันสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม เถียงนาเล็กๆ กลายเป็นที่นั่งชมวิวหลักล้านของท้องนาในฤดูเก็บเกี่ยว สูดลมหายใจให้เต็มปอดแล้วจะรู้ว่า...“นาที่นี่หอมอย่างไร”

ไม่ใช่แค่ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีเท่านั้นที่ทำให้ อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย เป็นที่รู้จัก แต่ความหอมของข้าวที่สัมผัสได้ตั้งแต่ในท้องนา คือเสียงร่ำลือที่ชวนให้เดินทางมาที่นี่

“ในเขตพื้นที่อำเภอสระใครใต้พื้นดินมันจะมีชั้นของเกลืออยู่เยอะ ทีนี้นาบ้านเราไม่มีระบบชลประทาน เป็นนาตามสภาพธรรมชาติ เวลาข้าวสุกออกรวงซึ่งจะอยู่ในช่วงที่น้ำแห้งพอดี เกลือก็จะระเหยขึ้นมา พอข้าวถูกบังคับด้วยสภาพที่แห้งและเค็ม มันก็จะปลดปล่อยสารบางชนิดออกมาป้องกันตัวเอง ตรงนั้นก็เลยทำให้ได้ข้าวหอมคุณภาพดี” อดุลย์ วงศ์สระคู ชาวสระใครและหัวหน้าทีมวิจัยรูปแบบการพัฒนาวิถีชาวนาสระใครสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน บอก ก่อนจะย้ำว่าไม่ใช่แค่หุงแล้วหอม แต่หอมตั้งแต่ในนา “เวลาออกรวง ลงไปถอนกล้านี่ได้กลิ่นเลย”

ที่ผ่านมาข้าวหอมสระใคร ติดอันดับต้นๆ ในการประกวดระดับประเทศมาตลอด โดยเมื่อปี พ.ศ. 2556 ข้าวหอมสระใครได้รับเลือกให้เป็นข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของประเทศมาแล้ว แต่ไม่ใช่แค่ ‘ข้าว’ เท่านั้นที่ผู้มาเยือนจะได้ชิม ‘กับข้าว’ ในสำรับของชาวสระใครก็เป็นอีกหนึ่งรสชาติที่ต้องมาลองลิ้มรสด้วยตัวเอง

 

  • วิถีชาวนา ช้าๆ แต่ยั่งยืน

ปลาดุกย่าง แกงผักหวาน ตำบักหุ่ง ซุปหน่อไม้ น้ำพริก-ผักสด ข้าวนึ่ง ข้าวสวย จัดวางในสำรับเรียกน้ำย่อยได้อย่างดี

“นี่ปลาอินทรีย์นะ ผักก็อินทรีย์” แม่กุหลาบ คำผาสุข ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอสระใคร เอ่ยขึ้น ในความหมายที่ว่าข้าวปลาอาหารบ้านนี้ปลอดสารพิษกินได้สบายใจ และถ้าหากมาเยี่ยมมาเยือนในช่วงเดือนเมษา จะชวนไปแหย่ไข่มดแดง ขุดปูนา หาหอยขม แล้วมาทำอาหารแบบบ้านๆ ล้อมวงกินกัน

แม้จะตั้งรกรากอยู่ที่นี่กันมาหลายชั่วอายุคน แต่สระใครเพิ่งได้รับการยกสถานะเป็นอำเภอ เมื่อปี พ.ศ. 2550 แบ่งการปกครองเป็น 3 ตำบล คือตำบลสระใคร คอกช้าง และบ้านฝาง มีพื้นที่ทำนาเหลืออยู่ราวๆ 40,000 ไร่ ทว่า แต่ไหนแต่ไรก็หาอยู่หากินตามฤดูกาล ดำรงชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการทำนาปลูกข้าว เริ่มต้นฤดูทำนาปีช่วงวันเพ็ญเดือนสาม จนถึงเดือนห้าหลังเทศกาลสงกรานต์ ชาวนาที่มีนาในที่ลุ่มและทำนาหว่านจะเริ่มไถหว่านหรือหยอดข้าว ชาวนาในพื้นที่ทั่วไปเริ่มไถดะเพื่อตากหน้าดิน ก่อนจะตกกล้าในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ปักดำช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พอถึงประมาณเดือนตุลาคมข้าวจะเริ่มออกรวงให้เก็บเกี่ยวไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน วนรอบอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

DSC_0503

ปัจจุบันแม้ว่าหลายๆ สิ่งจะเปลี่ยนไป วิถีการทำนาจะเปลี่ยนแปลง จากการปลูกไว้กินในครอบครัวก็กลายเป็นปลูกเพื่อขาย จากพันธุ์ข้าวพื้นเมืองขยับขยายเป็นพันธุ์ที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐ อย่าง กข, หอมมะลิ 105 แต่พันธุ์ข้าวดั้งเดิมอย่าง ‘เหลืองบุญมา’ ที่ปลูกกันตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายก็ยังพอมีให้เห็น

“สมัยก่อนทำนาอย่างเดียว ทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ส่วนมากจะทำข้าวไร่ มีพันธุ์ข้าวเหลืองบุญมา สันป่าตอง พวกนี้เก็บเกี่ยวช่วงเดือนสิงหาคม เป็นข้าวเบาได้ข้าวน้อยหน่อย แต่เราทำไว้กินไม่ได้ขาย แล้วการทำนาเมื่อก่อนไม่ได้ใส่ปุ๋ยเหมือนทุกวันนี้ ใช้แค่จอบ เสียม ไถไม้ แล้วก็ควาย ในนาก็จะมีปลามีกบเขียด ไปเอามากินได้” ยายลำดวน เหมทัย ชาวนาสระใครย้อนความหลังให้ฟัง แล้วเล่าต่อว่า คนบ้านนี้มีความเป็นอยู่เรียบง่ายเอื้อเฟื้อแบ่งปัน วิถีการทำนาจะยึดตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ เคารพนบนอบต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น แม่โพสพ ปู่ตาบ้าน ผีตาแฮก และผีพรรพบุรุษ ในรอบปีจะมีพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นการเพาะปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวเข้าสู่ยุ้งฉาง

DSC_0688

ชีวิตชาวนาไม่ได้สุขสบาย แต่ก็ไม่ได้ยากลำบาก ถ้าใครมาสระใคร ชาวบ้านบอกว่าก็พาไปชมนาอินทรีย์ซึ่งมีอยู่หลายแปลง เพราะพวกเขาเริ่มตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดจากการใช้สารเคมี ถ้าเป็นช่วงฤดูแล้งจะได้เห็นการเตรียมพื้นที่ มีปอเทืองสีเหลืองอร่ามให้ได้ถ่ายรูปสวยๆ แล้วตามไปดูวิถีการหาอยู่หากินแบบอิงอาศัยธรรมชาติ ไปหาไข่มดแดง เก็บผักหวาน แต่ถ้ามาในฤดูการทำนา คือประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ก็จะได้ทดลองเป็นชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินลงปักดำด้วยตัวเอง แต่ใครอยากลงแขกเกี่ยวข้าวต้องช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม มาลองฟาดข้าว (นวดข้าว) ด้วยวิธีดั้งเดิม รับรองว่าข้าวมื้อนั้นจะอร่อยกว่าเดิมหลายเท่า

สำหรับกับข้าวกับปลาไม่ต้องซื้อหาราคาแพง เพราะวิถีชาวนาปลูกผักเลี้ยงปลาตามประสา ว่าแล้วก็ชวนไปเก็บผักอินทรีย์ที่สวนของ ณหทัย พาโนมัย เกษตรกรที่แม้จะย้ายมาจากถิ่นอื่นแต่ก็เลือกใช้ชีวิตโดยไม่ทำลายทรัพยากรต้นทุน ที่ดินผืนใหญ่ถูกแบ่งเป็นแปลงเล็กแปลงน้อย เดินเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นมีทั้งคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักกาดหอม หอมแดง บวบ ผักชีลาว พริก มะเขือ มะกรูด ตะไคร้ โหระพา กะเพรา ใบแมงลัก และอื่นๆ ถูกใจสายกรีนเป็นที่สุด

แม่กุหลาบบอกว่า ผักที่นี่ปลอดสารพิษแน่นอน เพราะอยู่ในกลุ่มเกษตรอินทรีย์ของสระใคร มีศูนย์วิจัยพันธุ์พืชหนองคายคอยดูแลให้ความรู้เรื่องการใช้สารชีวพันธุ์ต่างๆ รวมถึงควบคุมคุณภาพความปลอดภัยของผลผลิต ซึ่งที่ผ่านมาพืชผักส่วนใหญ่จะจัดส่งให้โรงพยาบาลหนองคาย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวหรือกลุ่มศึกษาดูงาน สามารถเข้ามาเยี่ยมชม เรียนรู้กรรมวิธีในการปลูกผักอินทรีย์ และเลือกตัดไปปรุงอาหารได้ตามอัธยาศัย

DSC_1031

ถึงจะได้ผักสดมาเต็มตะกร้า แต่ยังไม่ถือว่าจบภารกิจ เพราะยังมีอีกหนึ่งสวนที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ สวนผักหวาน ของ ลุงไสว กุณาการ คุณลุงเริ่มต้นจากการทดลองปลูกผักหวานไว้กินเอง แต่หลังจากได้ผลผลิตดี ก็แบ่งปันและแบ่งขายจนกลายเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ใครอยากรู้เทคนิคการปลูกแวะไปขอความรู้จากคุณลุงได้ เรียกว่ามาสระใครไม่ต้องกลัวอด มีแต่จะอิ่มเกิน เพราะข้าวหอมพันธุ์ดีกับผัก-ปลาปลอดสารเคมีนั้นอร่อยแบบไร้การปรุงแต่ง

 

  • ป่ายางพันต้น ค้นรากจักสาน

ไม่ใช่แค่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่ชาวสระใครยังมีป่าอุดมสมบูรณ์เป็นทั้งแหล่งอาหารและเครื่องฟอกอากาศของชุมชน พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่นี้รู้จักกันในชื่อ ‘บ้านยางพันต้น’

ยิ่งเข้าใกล้บ้านดงแสนแผง หมู่ที่ 2 ของตำบลคอกช้าง ความร้อนระอุของยามบ่ายเริ่มคลายตัวลง เรือนยอดสูงชะลูดของต้นยางที่เรียงรายอยู่ทั่วไปมองเห็นได้แต่ไกล ทันทีที่เดินลึกเข้าไปในร่มเงาไม้ใหญ่ความรู้สึกช่างไม่ต่างจากการเข้าป่าศึกษาธรรมชาติ แม้ว่าต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นต้นยางอายุยืน แต่ก็มีพันธุ์ไม้อื่นๆ ขึ้นปะปน รวมถึงพืชพันธุ์ที่เป็นอาหาร ทั้งเห็ดป่า หน่อไม้ ใบอีเลิด(ชะพลู) รวมไปจนถึงกบ เขียด ไข่มดแดง ที่ชาวบ้านสามารถเข้ามาเก็บกินได้ เหมือนว่านี่คือซูเปอร์มาเก็ตของชุมชน แม้ว่าทุกแปลงจะมีเจ้าของมีโฉนดก็ตาม

สุนทร พันละเกตุ ผู้ใหญ่บ้านดงแสนแผงบอกว่า คนที่นี่รักและผูกพันกับป่ายาง ส่วนใหญ่จะอนุรักษ์ไว้โดยไม่ตัดฟันทำลาย เว้นแต่กันพื้นที่สร้างบ้านหลังเล็กๆ และยังไม่หวงห้ามหากใครจะเข้ามาหาเห็ดหาหน่อเล็กๆ น้อยๆ อยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ตามหลักคิดที่ว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้

“มันแปลกอยู่อย่าง คนกับป่าอยู่ด้วยกัน ผมอยู่มาเกือบ 60 ปี ไม่เคยได้ยินว่าต้นไม้พวกนี้ล้มมาทับคน ก็มีหักบ้างแต่ไม่เคยโดนคน บางคนว่าคนจะอยู่กับป่าต้องไปทำให้มันเตียนก่อน ให้โล่งก่อน บ้านนี้ไม่ใช่อย่างนั้น อยู่ร่วมกันได้ ยิ่งในวัด กุฏิก็อยู่ติดกับต้นยางเลย ไม่เห็นเป็นไร แสดงว่าป่าเขาก็มีชีวิตเหมือนกัน ก็คงดูเราอยู่”

ทุกวันนี้ต้นยางนับพันนับหมื่น อายุหลักสิบถึงหลักร้อย ไม่เพียงเป็นร่มเงาให้ความร่มรื่น ยังเป็นความภูมิใจของชาวบ้านที่สามารถรักษามรดกทางธรรมชาติเอาไว้ได้ และถ้ามีโอกาสพวกเขาอยากให้คนต่างบ้านต่างถิ่นได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์ ศึกษาเรียนรู้ทั้งระบบนิเวศและสัมพันธภาพระหว่างคนกับป่า ซึ่งบอกได้เลยว่าหาได้ยากแล้วในทุกวันนี้

DSC_1093

อีกหนึ่งของดีที่น่าจะเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับไปได้ มาจากอาชีพเก่าของชาวบ้านไชยา ชุมชนเก่าแก่ของอำเภอสระใคร นั่นคือ การทอเสื่อ ที่ต่อยอดมาจากหัตถกรรมพื้นบ้านงานจักสานข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ยามว่างเว้นจากการทำนา ก่อนจะได้รับการพัฒนาต่อยอดจนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความร่วมสมัยใช้งานได้จริง

ที่หมู่บ้านแห่งนี้ บางเวลาจะได้ยินเสียงกระแทกฟืมดังเป็นจังหวะ ผสานเสียงทุบกกด้วยท่อนไม้จากลานด้านนอก นี่คือภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการพัฒนาเครื่องรีดเพื่อให้ได้เส้นกกที่แบนเรียบสม่ำเสมอในเวลาอันรวดเร็ว แต่อุปกรณ์ดั้งเดิมก็ยังคงเก็บรักษาไว้ และพร้อมสาธิตให้ชมได้ทุกเมื่อ

แม่ทองพันธ์ วิภาทิน และ แม่บัวผัน โพธิพรม มือทอเสื่อแห่งบ้านไชยา เล่าว่าตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าก็ทอผ้าทอเสื่อกันมา แต่เป็นแบบพื้นๆ ไม่มีลวดลาย ใช้กกเป็นวัตถุดิบหลักเพราะเป็นพืชที่ขึ้นตามท้องไร่ท้องนา แต่ตอนหลังเริ่มมีการนำไหลราชินีและลวดลายที่ได้รับการถ่ายทอดจากชุมชนอื่นมาปรับใช้ ทำให้เสื่อทอของบ้านนี้ มีทั้งแบบดั้งเดิม และสีสันลวดลายใหม่ๆ

“ไหลเส้นจะเล็กให้ลายละเอียดกว่า แต่กกจะนุ่มกว่า ส่วนการทอก็เหมือนๆ กัน” คุณยายบอก ก่อนจะหยิบผลงานที่ทำเสร็จแล้วมาให้ชม

ลวดลายอาจไม่ได้ซับซ้อน สีสันไม่ได้ฉูดฉาด แต่ทุกเส้นสายที่ขัดไขว้กลายเป็นเสื่อ คือน้ำพักน้ำแรงของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวนาโดยเนื้อแท้ ชีวิตเริ่มต้นบนผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ สืบทอดวิถีการทำนาเพื่อยังชีพ ก่อนจะปรับตัวเข้าสู่การเป็นอู่ข้าวให้คนถิ่นอื่น แต่ยังคงรักษาความเป็นอยู่แบบพึ่งพาอาศัย ไม่ว่าจะกับคนในชุมชนด้วยกันเอง หรือกับธรรมชาติ

52889919_300158147298117_4396850405661736960_n

ชีวิตคนสระใครอาจไม่ได้เลิศหรู แต่หากได้มาเรียนรู้หลายคนคงหลงรักชีวิตบ้านๆ ที่มีผืนนาเป็นความมั่นคงทางอาหาร มีป่ายางคอยฟอกอากาศ มีประเพณีวัฒนธรรมค้ำจุนจิตใจชาวบ้านบอกว่า "ลองมาสูดกลิ่นนา กินข้าวหอมสระใครกันสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าหนองคายยังมีของดีซ่อนอยู่

จากตัวเมืองขับรถมาแค่ 23 กิโลเมตร ทิศใต้ติดกับอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ไม่ว่าจะมีโปรแกรมไปที่ไหน แวะสระใคร จักเทื่อรับรองว่าความสุขจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

เปิดอ่าน 1,032