ฝันแล้วต้อง ‘ปั่น’

February 18, 2019
by ปานใจ ปิ่นจินดา

ภารกิจปั่นปี 2 ของนักปั่นในโลกมืด ที่แม้มองไม่เห็น ก็มีฝันได้

ดอยหลวง ดอยนาง ถ้าท่านดูนะครับ ลมจะพัดเมฆ แล้วมันจะเปลี่ยนวิวไปตลอด ถ้าเห็นวิวสวยๆ ต้องรีบถ่ายรูป เพราะมันเป็นวิวเฉพาะกาลเวลานั้น เท่านั้น ถ้าไม่รีบถ่ายไว้ เดี๋ยววิวนั้นก็จะจากไป..

“ที่เรายืนอยู่นี้เป็นจุดที่เห็นดอยนางครบถ้วนที่สุด ทั้งหน้าผาก แก้ม จมูก ปาก ครบหมด แต่ถ้าไปดูจากจุดอื่นจะเห็นไม่ครบแบบนี้”

นี่คือคำบรรยายถึงทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าโดย “คนตาบอด” อย่าง ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ซึ่งไม่ได้แค่วิวในหัวเท่านั้นที่เขาบรรยายได้ชัด เพราะที่ชัดยิ่งกว่า คือ “ความฝัน” ที่ชายคนนี้อธิบายออกมาให้คนอื่นๆ เห็นภาพตาม

ที่สำคัญ​คือ มันไม่ใช่แค่ความฝัน แต่กำลังเกิดขึ้นจริงบนผืนดินขนาด 33 ไร่ ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบัน คือ ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาว

ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ 2 (Large)

- ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ -

“อยากให้ที่นี่เป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ของเชียงใหม่ คือ เชียงดาว-ดอยอ่างขาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์ฝึกของเรา จากเชียงดาวไต่ไปตามสันเขา แวะค้างคืนที่แม่สาย จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยวถ้ำหลวง ดอยตุง ไร่ชาฉุยฟ่ง ดอยปุย​ ถ้าเราปรับปรุงที่นี่ให้เหมาะสำหรับทุกคน ก็สามารถเชิญชวนผู้สูงอายุ รวมถึงคนพิการจากต่างชาติที่อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย ให้ได้มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นทางเลือกมากขึ้น” ศ.วิริยะ ในฐานะ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เล่าถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีทั้งสวนเกษตร โรงแรม จุดแวะพัก เช็คอินพร้อมวิวหลักล้านที่หาจากที่ไหนไม่ได้

และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะแล้วเสร็จในปี 2563 และจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด Tourism for All ที่บริหารงานโดยคนพิการเป็นหลัก และนี่จึงเป็นที่มาของ โครงการปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind ปี 2 ซึ่งคณะนักปั่นที่ประกอบด้วยคนตาบอดและอาสาสมัครปั่นคู่ จำนวน 22 คู่ จะร่วมกันปั่นจักรยานตั้งแต่วันที่ 9 - 22 กุมภาพันธ์ 2562 รวมทั้งสิ้น 14 วัน ระยะทางรวม 1,500 กิโลเมตร

0000000

ถอยหลังกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ศ.วิริยะ ได้ยกทีมนักปั่นผู้พิการตาบอดขึ้นคร่อมหลังอาน ปั่นขึ้นเหนือ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 867 กิโลเมตร 9 วัน 9 จังหวัด โดยสามารถระดมเงินบริจาคได้ 32 ล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาศูนย์ฝึกอาชีพอาเซียน อ.เชียงดาว

ผ่านมาหนึ่งปี จากผืนดินเปล่าๆ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตามภาพฝันที่คิดไว้ โดยมีทั้งโรงเพาะเห็ด โรงเลี้ยงจิ้งหรีด และแปลงปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ตั้งเรียงราย โดยมีดอยหลวงเชียงดาว เคียงข้างด้วยดอยนางในมุมสุดเพอร์เฟคต์เป็นฉากหลัง

“จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่ผลกำไรสูงสุด แต่จะทำอย่างไรให้คนพิการมีงานทำได้มากที่สุด เราจึงเน้นการฝึกอาชีพที่จะช่วยให้เขาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่าย หรือไม่ก็เป็นอาชีพที่เขาทำได้เอง ลงทุนไม่มาก ใช้พื้นที่น้อย และมีตลาดรองรับ เขากล่าวขยายความ

พื้นที่ก่อสร้างศ.ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาว มองเห็นวิวดอยเชียงดาว (Large)
- วิวหลักล้านที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาว -

เพราะในขณะที่ประเทศไทยมีคนพิการที่ขึ้นทะเบียนกับทางการไว้ราวสองล้านคน เป็นคนพิการในวัยแรงงาน คือ อายุ 15-60 ปี อยู่กว่า 8 แสนคน แต่กลับมีงานทำเพียง 2 แสนกว่าคนเท่านั้น แถมอาชีพส่วนใหญ่ คือ เป็นเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป ซึ่งหลายรายมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ

ถือเป็นความย้อนแย้งกันอย่างสูง เพราะตามข้อกำหนดของกฎหมายระบุชัดให้บริษัทที่มีลูกจ้าง 100 คนต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน โดยหากไม่จ้างงานก็ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกวิธีหลัง ทั้งเพราะลำบากในการหาตำแหน่งงานที่เหมาะสม ขณะที่ผู้พิการเองก็ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปทำงานนอกบ้าน​ ทำไปทำมา เงินในกองทุนก็บวมขึ้นเรื่อยๆ เข้าสู่หลักหมื่นล้าน แต่กลับไม่สามารถนำออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ 

เป็นที่มาของความคิดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการขึ้น โดยผู้ที่เข้าข่ายในโครงการนี้ไม่ใช่แค่ผู้พิการเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง “ผู้ดูแลผู้พิการ” ที่สามารถมาร่วมอบรมในโครงการนี้ได้ด้วย

ทั้งนี้ โมเดลการทำงาน คือ ให้ภาคเอกชนจ่ายเงินเดือนแก่คนพิการตามระบบโควต้าการจ้างงาน แต่แทนที่จะไปทำงานกับบริษัทนั้นๆ ก็ให้คนพิการมาฝึกอาชีพที่ศูนย์แห่งนี้แทน ซึ่งถือเป็นโมเดลที่ วิน-วินด้วยกันทุกฝ่าย เพราะผู้พิการก็ได้ฝึกอาชีพ ไม่ต้องเดินทางไกล เนื่องจากสามารถกินนอนที่ศูนย์ฝึกอาชีพตลอด 100 วันของการเรียน 

ส่วนผู้ประกอบการก็สามารถจ้างงานและทำตามกฎหมายได้โดยไม่ต้องยุ่งยากลำบากใจ ขณะที่ทางศูนย์ฝึกอาชีพก็ยิ่งได้ลูกข่ายผู้พิการที่มาฝึกอาชีพ และกลับบ้านไปเปิดเป็น “ศูนย์ย่อย” กระจายองค์ความรู้ต่อไปยังผู้พิการคนอื่นๆ ในชุมชน

จนวันนี้มูลนิธิฯ​ สามารถเปิดให้บริการศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน 2 ศูนย์ใหญ่ คือ ที่อ.แม่ริม และ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ บวกกับอีก 12 ศูนย์ย่อยกระจายไปใน 8 จังหวัดภาคเหนือ และ 4 จังหวัดในภาคกลาง สามารถอบรมไปแล้ว 300 กว่าคน แต่ยังมีคนพิการว่างงานยังมีอีกหลายแสนคนที่รอความช่วยเหลืออยู่

“หัวใจสำคัญ คือ ความเป็นกลุ่มเป็นก้อน ถ้ายิ่งรวมตัวกันเหนียวแน่น ผนึกกำลังเป็นเครือข่าย และกระจายความเข้มแข็งออกไปในพื้นที่ต่างๆ ผ่านศูนย์ย่อย ก็จะยิ่งเพิ่มกำลังในการพัฒนาคนพิการได้เป็นทวีคูณ” ศ.วิริยะ ฉายภาพที่เขามองเห็น

และย้ำว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อย่างน้อยๆ โครงการนี้ก็น่าจะพาผู้พิการพร้อมครอบครัวก้าวพ้นความยากจนไปได้อีกหลายร้อยครัวเรือน

โรงเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน (Large)

0000000

ถัดจากการฝึกอาชีพทั้งเลี้ยงจิ้งหรีด เพาะเห็ด และปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ทางมูลนิธิฯ​ ก็กำลังศึกษาแนวทางอาชีพอื่นๆ ด้วย เช่น การปลูกผักเชียงดา ซึ่งเป็นผักท้องถิ่นที่ชาวบ้านคุ้นเคยดีอยู่แล้ว หาตลาดไม่ยาก ทั้งยังร่วมมือกับ ม.แม่โจ้ เพื่อศึกษาการต่อยอด แปรรูปสู่สมุนไพรเพื่อรักษาโรคเบาหวานอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ก็ได้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ อาทิ ไปรษณีย์ไทย เข้ามาช่วยอบรมเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ และได้ภาคเอกชน อาทิ กลุ่มซีพี ที่ช่วยเรื่องการขยายตลาด​​ ซึ่งปัจจุบัน “กระเพรา” ผลผลิตจากศูนย์ย่อย อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ปลูกและจัดส่งไปขายกับซีพีได้แล้ว

“ที่อยากเห็นในอนาคต คือ ทุกศูนย์ย่อย สามารถผลิตสินค้าได้มาตรฐาน เพื่อต่อไปการทำการตลาดก็จะง่ายขึ้น พอมีออร์เดอร์เข้ามา ใกล้ศูนย์ไหน ศูนย์นั้นก็จะต้องดูแลจัดส่งสินค้าไป” ศ.วิริยะ เอ่ยถึงปลายทางซึ่งจะดีที่สุดหากทุกศูนย์ หรือทุกชุมชนสามารถยืนได้ด้วยตัวเองอย่างแข็งแรง

ขณะที่ศูนย์ย่อยเองก็มีการขยับขยาย เรียนรู้ และทดลองอาชีพอื่นๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วย อย่างเช่น สมบุญ ปัญญาเหล็ก ผู้ดูแลผู้พิการ ที่เคยไปอบรมที่ศูนย์แม่ริม จนกลับบ้านมาเปิดฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด โดยปัจจุบันต่อยอดจาก “ฟาร์มจิ้งหรีด” สู่“มินิฟาร์มตุ๊กแกยักษ์”

สมบุญ​ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงตุ๊กแก หรือที่เจ้าตัวเรียกว่า “ต๊กโต” ว่า เกิดขึ้นหลังจากมีลูกค้ามาซื้อจิ้งหรีดเขาเพื่อเอาไปเลี้ยงตุ๊กแก เมื่อได้ยินอย่างนั้น ทำไมจะไม่สน เพราะรู้ดีอยู่ว่า ราคารับซื้อตุ๊กแกนั้นสูงลิ่ว

“ต๊กโตกินน้อยครับ วันนึง กินจิ้งหรีดไม่ถึง 10 ตัว แล้วผมก็เอาฟักทอง มะละกอ ที่ให้จิ้งหรีดกินมาเลี้ยงต๊กโตด้วยครับ ปลอดสารทั้งนั้น” เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม

สมบุญ
- สมบุญ ปัญญาเหล็ก -

ปัจจุบัน สมบุญเลี้ยงตุ๊กแกไว้สิบกว่าตัว และต้องล็อกกุญแจไว้อย่างดี เพราะก่อนหน้านี้ เคยเลี้ยงๆ ไป จนมีขนาดพร้อมขาย กลับโดนมือดี ขโมยไปเสียก่อน

ขนาดของตุ๊กแกที่ขายได้ราคา คือ จะต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 16 นิ้วครึ่งถึง 17 นิ้ว ซึ่งเขาจะไปตามหาจากในป่า โดยต้องเลือกตัวที่โตได้ขนาดแล้ว ไม่ต่ำกว่า 15 นิ้ว เพื่อนำมาเลี้ยงต่อให้ได้ขนาดที่ต้องการ

“ถ้าเพาะเองไม่ไหวครับกว่าจะโต เพราะต๊กโต โตช้า อย่างที่ผมหามาได้ ยาว 15 นิ้ว ต้องเลี้ยงอยู่ 3 ปีกว่าจะได้ขนาดที่ต้องการ คือ16 ครึ่งถึง 17 นิ้ว” เขาเล่า

ส่วนเรื่องราคานั้น ​บอกแล้วอย่าตกใจ เพราะขนาด 17 นิ้วอย่างที่ของสมบุญเลี้ยงไว้และใกล้จะได้ขายแล้วนั้น ขายกันเป็นราคาหลักแสน หรือถ้าเลี้ยงต่อจนยาว 19 นิ้ว ต่อรองดีๆ เงินล้านอาจลอยมาถึงมือ 

0000000

เพราะปลายทางที่ทุกฝ่ายต้องการเห็น คือ การลุกขึ้นยืนได้อย่างแข็งแรงของผู้พิการและครอบครัว โดยนอกจากแผนการกระจายศูนย์ฝึกย่อยไปยังที่ต่างๆ ให้ได้มากที่สุดแล้ว ในส่วนของศูนย์หลักที่ ​อ.เชียงดาว ศ.วิริยะ ตั้งใจจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมถึงการเตรียมขยายศูนย์หลักไปที่นครชัยศรี จ.นครปฐม อีกหนึ่งแห่ง 

แน่นอนว่า ทุกแผนที่ว่ามาต้องใช้ “เงิน” จึงเกิดเป็นเส้นทางปั่นในปีนี้ ที่ไม่ได้ปั่นขึ้นเหนือ แต่เลือกเส้นทางภาคกลาง คือ เริ่มต้นจากจุดสตาร์ทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นประธานในการเปิดโครงการ “ปั่นไปไม่ทิ้งกันNo One Left Behindปีที่2” และทรงนำร่วมปั่นจักรยานจากสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ถึงจังหวัดสมุทรปราการ ระยะทาง 50 กิโลเมตร

a12

จากนั้นคณะนักปั่นคนตาบอดก็จะปั่นต่อจากสมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี ข้ามเขาใหญ่ ไปปากช่อง สระบุรี ลพบุรี อยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี นครปฐม และจบที่นครชัยศรี ซึ่งเป็นเป้าหมายแห่งที่สองของโครงการก่อตั้งศูนย์ฝึกอาชีพ เพื่อตอบเสียงเรียกร้องของผู้พิการในภาคกลางที่อยากจะเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพบ้าง

“โครงการทั้งหมดนี้ เราตั้งไว้ที่ 150 ล้าน ได้มาแล้ว 32 ล้านบาทจากโครงการปั่นเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็จะหาเงินอีกก้อนเพื่อมาใช้จ่ายสำหรับค่าก่อสร้างอาคารโรงแรมเริ่มจากโรงแรมหนึ่งหลัง 26 ห้อง ตามแผนจะสร้างทั้งหมด 2 หลังถ้าครบทั้งหมด จะรองรับนักท่องเที่ยวได้ร้อยกว่าคน มีโรงอาหารที่เป็นจุดชมวิวและถัดจากนี้เราอยากจะใช้ที่นี่เป็นที่ขายสินค้าของชุมชน มีบริการลานจอดรถ ห้องน้ำ พักระหว่างทาง ชวนชาวบ้านมาขายสินค้าจากชุมชน เราอยากทำให้ศูนย์ของเราเป็นประโยชน์กับชุมชนด้วย” ศ.วิริยะ กล่าว 

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อการสร้างศักยภาพแก่ผู้พิการ ซึ่งเคยถูกสังคมมองว่าเป็น​ “ภาระ” ให้กลายมาเป็น “พลัง” ในการร่วมสร้างสังคมได้อย่างที่เขาตั้งใจ

เปิดอ่าน 729