บัตรเปลี่ยนชีวิต อนาคตใหม่'เด็กไร้รากเหง้า'

February 13, 2019
by ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ : ปริญญา ชาวสมุน

เรื่องจริงไม่อิงดราม่าของเด็กถูกทอดทิ้งที่ต้องเผชิญกับอคติและการเลือกปฏิบัติ จนถึงวันที่พวกเขาได้เป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์

IMAGE: ปริญญา ชาวสมุน

HIGHLIGHTS

  • 'เด็กไร้รากเหง้า’หมายถึงบุคคลที่ไม่สามารถหาหลักฐานความเป็นตัวตนทั้งสัญชาติและถิ่นกำเนิด เด็กที่ได้บัตรประชาชนไทยทั้ง 48 คนนี้เป็นเด็กที่เกิดในสถานพยาบาลในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยไม่มีผู้อุปการะ ซึ่งมูลนิธิช่วยเหลือทางสังคมเพื่อเด็กและสตรี(SAW) ได้รับหน้าที่ดูแลมาตลอด

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน สนามหน้ามูลนิธิฯ คือที่รวมพลของเด็กๆ แต่เย็นนี้ทันที่ที่ ‘ป้านก’ เดินมาพร้อมกับบัตรหลายสิบใบในมือ เสียงพูดคุยหยอกล้อเงียบลงชั่วขณะ หลายคนรีบวิ่งเข้ามาหาพร้อมรอการขานชื่อ

“ด.ญ.จันทร์แรม...” เด็กสาววัย 13 ยิ้มกว้าง รีบรับบัตรประชาชนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่หมาดมาดู เช่นเดียวกับเพื่อนคนอื่นๆ ต่างคนต่างจ้องบัตรใบแรกที่เชื่อกันว่าจะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง

DSC

 

  • บ้านหลังแรก

บัตรประชาชน ซึ่งยืนยันถึงการมีรายชื่อในทะเบียนราษฎรในฐานะบุคคลสัญชาติไทย อาจไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับคนไทยทั่วไป แต่สำหรับเด็กๆ ที่นี่ ซึ่งจำนวนหนึ่งถูกระบุว่าเป็น ‘เด็กไร้รากเหง้า’ หรือบุคคลที่ไม่สามารถหาหลักฐานความเป็นตัวตนทั้งสัญชาติและถิ่นกำเนิดได้ตามนิยามของกฎหมาย บัตรที่ปรากฎชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัว 13 หลัก คือเอกสารที่พวกเขารอคอย

“เด็กที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิฯตอนนี้มี 135 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มถูกทอดทิ้งตั้งแต่แรกเกิด อีกกลุ่มคือเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา กลุ่มที่ถูกทอดทิ้งหรือที่เรียกว่าเด็กไร้รากเหง้ามีอยู่ 85 คน ปัจจุบันเราขอสัญชาติไทยให้ได้แล้ว 48 คน” ป้านก - พวงทอง หมี๊แสน ผู้อำนวยการมูลนิธิช่วยเหลือทางสังคมเพื่อเด็กและสตรี(SAW) จังหวัดตาก ผู้รับหน้าที่ดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้มากว่า 18 ปี ให้ข้อมูล ก่อนจะเล่าให้ฟังถึงต้นสายปลายเหตุว่า

“เมื่อก่อนอำเภอแม่สอดจะมีกลุ่มของแรงงานต่างด้าว แล้วก็ชาวพม่าซึ่งมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์รวมอยู่เยอะมาก ทีนี้ก็จะมีเด็กซึ่งพ่อแม่ไปคลอดแล้วถูกทิ้งไว้ที่คลินิคและโรงพยาบาลซึ่งเราไม่สามารถระบุได้ว่าพ่อแม่เขามีสัญชาติอะไร อาจจะเป็นคนไทยก็ได้ โดยเฉพาะที่แม่ตาวคลินิคของหมอซินเธียที่เปิดมา 20 กว่าปีแล้ว ใครไปใช้บริการที่นั่นทุกอย่างจะฟรี เลยทำให้แรงงานต่างด้าว หรือบางครั้งคนไทยเองก็ไปขอใช้บริการ ส่วนหนึ่งก็ไปคลอดลูกแล้วทิ้งไว้ ทีนี้เมื่อก่อนการจัดเก็บข้อมูลยังไม่มีระบบ ใครมาคลอดเขาก็แค่ถามชื่อ ไม่รู้ว่าชื่อจริงหรือปลอม เจ้าหน้าที่ก็กรอกรายละเอียดลงไปแค่นั้น ก็เลยทำให้มีเด็กไร้รากเหง้าเกิดขึ้น”

ที่ผ่านมามูลนิธิฯ รับอุปการะเด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่แบเบาะ ทั้งจากคลินิคแม่ตาว โรงพยาบาลแม่สอด และเรือนจำอำเภอแม่สอด โดยดูแลในทุกด้านตั้งแต่ปัจจัยสี่ไปจนถึงการศึกษา ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนบ้าง แต่ปัญหาที่ยังคาราราซังก็คือ การไร้สัญชาติของเด็กๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การพัฒนาตนเอง รวมถึงการได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

 “เด็กที่ไม่ปรากฏพ่อแม่หรือพ่อแม่ทอดทิ้ง ทำให้ไม่มีผู้อุปการะเลี้ยงดู ถือเป็นเด็กที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กแห่งชาติ ซึ่งรัฐได้จัดให้มีสถานสงเคราะห์ดูแล และในพื้นที่ที่ไม่มีสถานสงเคราะห์ของรัฐก็จะมีภาคเอกชนช่วยกันดูแล นอกจากปัญหาการดูแลแล้ว เมื่อไม่มีพ่อแม่มารับรอง เด็กเหล่านี้จึงไม่สามารถมีสัญชาติตามพ่อแม่ได้ กลายเป็นปัญหาเด็กไร้สัญชาติ” สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิช่วยเหลือทางสังคมเพื่อเด็กและสตรี อธิบายถีงสภาพปัญหา

“เพื่อแก้ไขกรณีเด็กไร้รากเหง้าไร้สัญชาติที่มีจำนวนหลายหมื่นคนในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เห็นชอบเด็กไร้รากเหง้าที่เกิดในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติตามกำหนดได้รับสัญชาติไทยตามหลักดินแดน”

เมื่อกฎหมายเปิดโอกาส มูลนิธิฯจึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดตากและอำเภอแม่สอด ช่วยเหลือให้เด็กไร้รากเหง้ากลุ่มนี้จำนวน 48 คน อายุตั้งแต่ 10 -18 ปี ได้รับการรับรองสัญชาติไทย

“นับเป็นการได้สัญชาติไทยกลุ่มแรกที่มีจำนวนมากที่สุด” สุรพงษ์ กล่าว พร้อมยืนยันถึงสิทธิที่เด็กทั้งหมดจะได้รับหลังจากนี้ว่า

“เด็กเหล่านี้เป็นคนไทยโดยการเกิดจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือสมัครลงรับเลือกตั้งเป็นส.ส. หรือรับราชการ ทั้งทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่เป็นแพทย์”

 

  • บัตรใบแรก

ก่อนที่จะถึงวันรับบัตรประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พวงทอง หรือ ‘ป้านก’ ของเด็กๆ เล่าให้ฟังว่ามีครบทุกรสชาติ

เริ่มตั้งแต่การเก็บรวบรวมข้อมูล จากเดิมที่เด็กแทบไม่มีข้อมูลอะไรติดตัวมาเลย แม้แต่ชื่อก็เป็นชื่อที่คนเลี้ยงตั้งให้ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯต้องทำหน้าที่สืบเสาะย้อนหลังและเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ

20190211_๑๙๐๒๑๓_0004

“ข้อมูลพ่อแม่เราตามสืบไม่ได้ แต่เด็กบางคนเขาก็มีเอกสารติดตัวตอนที่รับมา อย่างแม่ตาวคลินิค เราก็ต้องตามย้อนกลับไปดูว่าเจ้าหน้าที่คนนี้ส่งมาให้เราเมื่อวันที่นี้ๆ เด็กคนนี้เขาคลอดที่นี่จริงๆ นะ เราก็ให้ทางแม่ตาวคลินิคออกหนังสือรับรองการเกิด จากนั้นก็มาเข้ากระบวนการยื่นเอกสารที่ทางอำเภอแม่สอด เพื่อที่จะขอหนังสือรับรองการเกิด ทร.20/1

พอได้หนังสือรับรองการเกิด จากนั้นก็ขอหนังสือรับรองความเป็นคนไร้รากเหง้าจากพัฒนาสังคมฯ เสร็จแล้วก็พาเด็กไปตรวจสุขภาพ เราก็เอาเอกสารเหล่านี้กับเอกสารประจำตัวผู้ไม่มีสถานะฯ หนังสือรับรองของสถานศึกษายืนยันว่าเด็กเรียนอยู่ในโรงเรียนรัฐจริงๆ ถ่ายเอกสาร ถ่ายบัตร พร้อมรูปภาพ ไปยื่นคำร้อง

แต่ถ้าเป็นเด็กกลุ่มที่อายุเกิน 18 ปี จะต้องไปพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ตรวจประวัติอาชญากรรม พิมพ์ลายนิ้วมือที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลกลับมาปุ๊บก็ต้องให้ทางผู้ว่าฯเป็นผู้เซ็นอนุมัติ ซึ่งเด็กของมูลนิธิเองตอนนี้ก็มีอยู่ 6 คน ที่รอจะลงรายการสัญชาติไทย”

สำหรับเด็กที่ผ่านหลักเกณฑ์ทุกอย่างแล้ว ขั้นตอนที่น่าตื่นเต้นดูจะเป็นตอนไปถ่ายบัตรประชาชน พวงทองเล่าว่า เด็กบางคนถึงกับไม่หลับไม่นอน ส่วนเด็กผู้หญิงก็เลือกเสื้อผ้าชุดที่คิดว่าดีที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจว่าในวันที่พวกเขาเห็นบัตรของตัวเองครั้งแรก รอยยิ้มกว้างๆ จะตามมาด้วยเสียงพูดคุยถึงรูปถ่ายและ‘ชื่อ’ที่ปรากฎในนั้น

“ตอนที่รู้ว่าเขาอนุมัติแล้วก็บอกเด็กๆ ว่า ลูกจะได้เป็นคนไทยแล้วนะ ต้องทำตัวดีๆ เขาก็รีบไปตั้งชื่อกันเลย ส่วนนามสกุลเขาไม่รู้หรอกว่าคืออะไร ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวอาจารย์สุรพงษ์กับป้านกจะช่วยกันตั้งนามสกุลให้”

ในที่สุดเด็กทั้ง 48 คนก็ตกลงที่จะใช้นามสกุล ‘จรณพงษ์’ ร่วมกัน โดยมี วกุลทิพย์ จรณพงษ์ ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าของนามสกุล ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าภูมิใจ ตอนตั้งชื่อก็ตั้งใจให้มีอักษรที่อยู่ในชื่อเดิมคือ ‘เลเลวา’ (ล, ว) แล้วไปดูในอินเตอร์เนตว่ามีชื่อไหนเป็นมงคลบ้าง ก่อนจะมาลงตัวที่ชื่อ ‘วกุลทิพย์’ ซึ่งหมายถึง ต้นพิกุลของเทวดา

 

  • ฝันแต่แรก

“หนูไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร เคยเสียใจว่าทำไมเขาไม่อยู่ให้เห็นหน้า แต่ตอนนี้ไม่คิดแล้วค่ะ” วกุลทิพย์ เด็กสาววัย 16 ปี บอกความรู้สึก เธอว่าความเป็นอยู่ในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ทำให้เธอเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และมีความหวังว่าสักวันจะได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะบุคคลสัญชาติไทย

ไม่ต่างจาก กิตติพัฒน์ จรณพงษ์ หนุ่มน้อยวัย 17 ปีที่ได้รับบัตรประชาชนในคราวนี้ เขายอมรับว่าเมื่อก่อนเคยรู้สึกน้อยใจที่ถูกเรียกว่า ‘คนต่างด้าว’ แต่ตอนนี้สามารถเดินไปตามเส้นทางที่ฝันไว้อย่างเต็มภาคภูมิ

51145449_980557128999178_6123268362043654144_n

“บางครั้งก็เหมือนเขารับสภาพได้นะ เขารู้ในระดับหนึ่งว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่เวลาไปโรงเรียน ไปเล่นกับเพื่อนก็ถูกเรียกว่า ‘ไอ้ม่าน’ ‘ไอ้ยาง’ (คำเรียกพม่า, กะเหรี่ยง แบบดูถูก) เขาบอกเวลาฟังแล้วมันเจ็บลึกๆ เราก็บอกไม่เป็นไร ปล่อยเขาพูดไปเถอะ พยายามปลอบใจเด็ก

บางคนพอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นสัก 14-15 ก็จะมาถามว่า ป้านกทำไมหนูไม่มีนามสกุลล่ะ เราก็ไม่มีคำตอบให้ ไม่รู้จะพูดยังไง ได้แต่พูดว่าอีกหน่อยก็มีแล้วลูก ซึ่งลึกๆ เราไม่รู้เหมือนกันว่าวันไหนที่จะได้”

พวงทอง เล่าความหลังและว่า ที่ผ่านมาแม้สังคมไทยจะยอมรับสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กไร้สัญชาติรวมถึงเด็กไร้รากเหง้ามากขึ้น แต่ข้อจำกัดตามกฎหมาย และอคติของคนทั่วไปยังเป็นปัญหาที่กระทบทั้งจิตใจและการดำเนินชีวิต ซึ่งเธออดกังวลไม่ได้ว่า เมื่อเด็กๆ ต้องออกจากมูลนิธิฯไป เขาจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ทัดเทียมกับคนอื่นๆ

“เมื่อก่อนเด็กไม่มีสถานะอะไรเลย บัตรอะไรก็ไม่มี เราก็อยากให้เด็กเราเรียนโรงเรียนรัฐ ซึ่งบางแห่งไม่ยอมรับก็เลยพาเด็กไปเรียนที่โรงเรียนวัด หรืออย่างเด็กบางคนเรียนเก่งเขาก็ไม่ได้ทุน บางทีส่งรายชื่อไปแล้วในระดับเขต เขาก็ตอบกลับมาว่าเป็นเด็กต่างด้าวนะ

คือเราอยากให้เขามีการศึกษาที่จะสามารถต่อยอดในชีวิตได้ อยากให้เขาใช้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง อย่างน้อยๆ กลุ่มที่หัวสมองแย่ๆ หน่อย การศึกษาไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร ก็พยายามส่งให้เขาจบ ม.3 แล้วไปสายอาชีพ เขาจะได้มีวุฒิไปทำงานแถวๆ นี้ได้”

แน่นอนว่าการได้สัญชาติไทย นอกจากจะทำให้เด็กๆ ได้สิทธิขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นในด้านการเดินทาง การรักษาพยาบาล ยังจะทำให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้นด้วย

“เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าถ้ากลุ่มนี้เขาได้รับสัญชาติไทยแล้ว เวลาไปเรียนมหาวิทยาลัยมันต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ส่วนหนึ่งก็จะได้ใช้งบ กยศ. ถือเป็นโอกาสที่ดี มันเหมือนมีฐานแล้วค่อยไปต่อยอดอะไรได้อีก”

บัตรประชาชนนับสิบใบในมือของป้านกซึ่งถูกส่งต่อให้กับเด็กๆ จึงไม่ได้มีความหมายแค่เอกสารรับรองสถานะบุคคล แต่มันคือใบเบิกทางสู่ความฝันและความจริงในอนาคต

“ดีใจมาก มันเหมือนเปลี่ยนชีวิตเราได้ ผมชอบวาดรูป ผมอยากรับราชการ อยากเป็นครูสอนศิลปะ ถ้าไม่มีบัตรก็รับราชการไม่ได้” กิตติพัฒน์ ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บอก

อีกหนึ่งเสียงใสๆ วกุลทิพย์ กล่าวถึงความหวังที่ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งหลังจากได้บัตรประชาชนว่า ที่ผ่านมาอยากเป็นอะไรหลายอย่าง ทั้งนักร้อง คุณครู คุณหมอ แต่ไม่มั่นใจว่าจะเป็นไปได้ ตอนนี้จะตั้งใจเรียนให้ดี เรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้

"หนูจะเป็นคนดีของสังคม เป็นตัวอย่างที่ดี จะไปให้ถึงสิ่งที่ฝันไว้ จะเรียนให้ได้ดีๆ และพัฒนาบ้านตัวเองค่ะ”

ดูเหมือนว่าวันนี้ บ้านหลังใหญ่จะเต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ทุกคนรู้ว่าพวกเขาเกิดมาบนความไม่พร้อม แต่ก็ไม่มีอุปสรรคอะไรให้ต้องย่อท้อเมื่อรู้ว่าคนในสังคม ‘พร้อม’ จะให้ ‘โอกาส’

“มันเหมือนกับบัวจมน้ำ แล้วเราดึงบัวนั้นให้โผล่ขึ้นมาบานเหนือน้ำ อยากให้สังคมเห็นว่า การที่เราช่วยเขามันเป็นการพัฒนาบ้านเราอีกทางหนึ่ง เพราะว่าถ้าเราไม่ช่วย เขาอาจสร้างปัญหาก็ได้” ป้านกของเด็กๆ แสดงความคาดหวัง

เมื่อเด็กไร้รากไม่ถูกผลักไสให้กลายเป็นคนไร้รัฐ แสงสว่างเพียงเล็กน้อยไม่เพียงส่องนำชีวิตของพวกเขา ยังอาจคลี่คลายปมปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมมืดของสังคม

 

 

 

เปิดอ่าน 1,665