‘ชิงเผา’ ก่อนผลาญ

February 12, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

เมื่อกองไฟที่ลุกโชนบนผืนป่า กำลังบรรเทาปัญหาที่เคยหนักให้เป็นเบา การเผาจึงไม่ใช่แค่การทำลายอย่างที่สายตาคนนอกมองเข้ามา

HIGHLIGHTS

  • การชิงเผาเป็นวิธีการหนึ่งของการเผาตามกำหนด มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงในป่าลง ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดโอกาสในการเกิดไฟป่า หรือลดความรุนแรงของไฟป่าหากเกิดขึ้น
  • การชิงเผาเดิมทีเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ทำสืบต่อกันมาเพื่อลดปัญหาไฟป่าในพื้นที่
  • ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทางวิชาการด้านต่างๆ เข้ามาเพื่อพัฒนาการชิงเผาให้สมบูรณ์มากขึ้น

ขณะที่คนกรุงกำลังตื่นตระหนกกับฝุ่นละออง ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเชียงใหม่และหลายจังหวัดภาคเหนือต้องอยู่ในม่านหมอกควัน การเป็นผู้มาก่อนเช่นนี้ไม่ได้ทำให้คนที่นั่นจมอยู่กับปัญหา ทว่าบ่มเพาะให้พวกเขารู้จักรับมือ ตกผลึกเป็นการป้องกัน กระทั่งวิกฤตการณ์ลดความรุนแรงลงอย่างน่าสนใจ

  • กองบินชิงเผา

ลูกบอลสีแดงสดถูกปล่อยลงจากอากาศยานไร้คนขับ หรือที่เรียกกันว่า ‘โดรน’ ไม่นานหลังจากนั้นกองไฟขนาดย่อมก็ลุกโชน จากผืนป่าที่ปกคลุมด้วยเศษไม้ใบหญ้าในหน้าแล้งจึงกลายเป็นทะเลเพลิง แม้ไม่โหมไหม้จนท่วมฟ้า ทว่าจัดการสิ่งที่ขวางทางไฟได้อย่างราบคาบ

เหมือนว่าปฏิบัติการทิ้งระเบิดเพลิงจากโดรนจะเป็นการจู่โจมเผาทำลาย แต่ในความเป็นจริง กองไฟดังกล่าวกำลังตัดตอนปัญหาไฟป่าแบบ ‘หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง’

“การเข้าพื้นที่ป่าในช่วงหน้าแล้งค่อนข้างยากลำบาก ผมจึงคิดว่าเราจะใช้วิธีไหนที่จะแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ในการช่วยดูแลรักษาป่า จึงค้นหาวิธีการของต่างประเทศ พบว่าเมื่อสองปีก่อน สหรัฐอเมริกาเริ่มพัฒนาโดรนเพื่อปล่อยลูกบอลจุดไฟในการชิงเผา หลังจากได้ไอเดียนั้นมาเราก็พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ในประเทศ ไม่ต้องซื้อจากเมืองนอก เราร่วมกับนักศึกษาปีสี่ที่กำลังทำโปรเจกต์จบบวกกับงบประมาณจากภาควิชามาสร้างนวัตกรรมเป็น ‘โดรนชิงเผา’ ” ผศ.ดร.มานะ แซ่ด่าน จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจ้าของโปรเจกต์สุดล้ำเปิดเผยถึงที่มาของการนำเทคโนโลยีเข้ามาร่วมจัดการกับปัญหา

เขาอธิบายเชิงเทคนิคว่ากลไกการทำงานเพื่อให้เกิดลูกไฟคือสารเคมีสองชนิดทำปฏิกิริยากันโดยมีเครื่องแทงและฉีดสารเคมีเข้าไปในลูกบอล หลังจากนั้นไม่เกิน 10 วินาที จะลุกไหม้ แม้ตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงพัฒนาทั้งความสามารถคนบังคับและศักยภาพโดรน แต่จากการทดลองใช้ถือว่าไปได้สวย อนาคตอันใกล้โดรนชิงเผาจะเป็นเครื่องมือสำคัญของการพิทักษ์ป่า

“หลังจากเราทดสอบระบบอัตโนมัติให้เสถียร ฝึกฝนคนบังคับให้ได้อีกอย่างน้อย 10-20 ชั่วโมงบิน ก็จะมั่นใจใช้ในการชิงเผาได้ โดยเราต้องฝึกฝนให้แม่นยำตั้งแต่การกำหนดตำแหน่งที่จะชิงเผา ถ้าเป็นพื้นที่เดิมก็ใช้ข้อมูลเดิมที่เคยกำหนดจุด ถ้าพื้นที่ใหม่ก็อาจต้องสำรวจ ไม่ว่าจะเดินเท้าหรือใช้อากาศยานติดกล้อง หลังจากนั้นต้องตรวจสอบความเร็วลม ทิศทางลม สภาพอุปกรณ์ หลังจากนั้นคือขั้นตอนทิ้งลูกไฟเพื่อชิงเผา”

ปัจจุบันภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างโดรนชิงเผาแล้วจำนวน 3 ลำ ศักยภาพการใช้งานบรรจุลูกบอลไฟได้ลำละ 20 ลูก หนึ่งลูกชิงเผาได้ประมาณหนึ่งไร่ หมายความว่ากองกำลังโดรนทั้งหมดชิงเผาได้มากถึง 60 ไร่ ภายใน 15 นาที

51669922_2151562908235843_5677557018504724480_o

นอกจากตัวเลขการทำลายล้างในระยะเวลาเพียงเท่านี้ ผศ.ดร.มานะบอกว่า โดรนยังช่วยให้การชิงเผาเข้าถึงพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากลำบาก

แต่เหรียญมีสองด้าน การใช้โดรนยังมีเรื่องน่าห่วงอยู่บ้าง อย่างในต่างประเทศ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ถึงกับออกกฎหมายห้ามบินโดรนบริเวณป่าช่วงฤดูแล้งซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เพราะโดรนอาจเกิดอุบัติเหตุตกในผืนป่าจนเกิดเพลิงไหม้ได้ ประเด็นนี้ผู้พัฒนาโดรนชิงเผาก็ไม่ได้ละเลย ทั้งยังคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน

“การบินโดรนคงไม่ได้บินจากเราคนเดียว ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า กำหนดตั้งแต่วันที่ชิงเผา เจ้าหน้าที่มีตรงไหนบ้าง แม้กระทั่งแผนเก็บกู้กรณีโดรนตก ถ้าพูดถึงโดรนตกแล้วเกิดเพลิงไหม้ ก็น่าจะตกบริเวณที่จะมีการชิงเผาอยู่แล้ว ก็คงไม่ทำอันตรายอะไร เพียงแต่โดรนเสียหายเท่านั้นเอง”

  • ตัวจริงเรื่องชิงเผา

กล่าวถึงคำว่า ‘ชิงเผา’ มาจนบัดนี้ อาจยังสงสัยว่าคืออะไร ทำไมต้องชิงเผา ชิงเผาช่วยป้องกันไฟป่าได้อย่างไร

การใช้เทคโนโลยีสุดทันสมัยอาจช่วยแบ่งเบา และทำให้การชิงเผาสะดวกปลอดภัยมากขึ้น จนหลายคนอาจเข้าใจว่าการชิงเผาคือนวัตกรรมที่เพิ่งจะมาในยุค 4.0 แต่อันที่จริงนี่คือภูมิปัญญาสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

หลักการชิงเผาในแบบที่ เดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือนิยามไว้ หมายถึงการแบ่งเชื้อเพลิงเป็นแปลงๆ คือการทำให้เชื้อเพลิงมีปริมาณน้อยลง เช่น ใบไม้ที่ร่วงหล่นมาไม่ทับถมกันมาก เมื่อเผาไหม้จะไม่รุนแรง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าในหน้าแล้ง แก้ปัญหาได้ทั้งเรื่องระบบนิเวศและปัญหาฝุ่นควันในขณะเดียวกัน

“ชิงเผามีพัฒนาการจากที่ชาวบ้านเคยทำกันอยู่ หลังๆ มาพัฒนาผสมผสานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้และนักวิชาการป่าไม้ ร่วมกับ NGO ประชาสังคมที่ประสานงานกับชาวบ้านมาทดลองกันว่าวิธีการเผาแบบไหนที่ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และลดผลกระทบในแง่การเกิดฝุ่นควันได้ดีที่สุด เกิดเป็นชุดความรู้ว่าจะเผาเฉพาะพื้นที่เสี่ยงและจำเป็นเท่านั้น การชิงเผาถึงแม้จะเป็นป่าเต็งรังก็ต้องแยกแยะอีกว่าเสี่ยงและจำเป็นหรือไม่”

พื้นที่ชุมชนแม่เตี๊ยใต้ ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้วิธีการชิงเผามาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ด้วยความที่มีอาณาเขตติดกับอุทยานแห่งชาติออบหลวง พื้นที่ทั้งหมด 1,800 ไร่ บุญตัน กาละวิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 เล่าว่าเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ป่าแถวนี้เคยถูกไฟป่าคลอก ไม้เล็กไม้ใหญ่เสียหายหมด จนต้องปรึกษาหารือกันในชุมชนว่าต้องนำภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่มาแก้ปัญหา คือ ใช้ไฟ

“การชิงเผาคือการลดเชื้อเพลิง พวกเราตั้งมาตรฐานไว้ว่าห้ามเกินเดือนกุมภาพันธ์ เพราะใบไม้ร่วง 60-70 เปอร์เซ็นต์ อยู่บนต้นอีก 30-40 เปอร์เซ็นต์ เราจัดการช่วงนี้จะพอดี ชาวบ้าน 70-80 คน ทำแนวในช่วงเช้า ทำเสร็จก็จุดไฟจากข้างบนลงข้างล่าง ไฟจะไม่แรง สูง 20-30 เซนติเมตร พอผ่านไปผ่านมาได้ แล้วให้ชาวบ้านกลับไป ส่วนผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย คณะกรรมการ แพทย์ จะอยู่ข้างบนคอยดูว่าไฟเหลือไหม อะไรไหม้หรือไม่ไหม้บ้าง ก็ดูแลมาจนถึงวันนี้จะ 30 ปีแล้ว”

นอกจากนี้ผู้ใหญ่บุญตันยังอธิบายด้วยว่าไม่ใช่ว่าจะชิงเผาได้ในป่าทุกชนิด ที่เหมาะสมสุดคือป่าเต็งรัง เขายกตัวอย่างลูกไม้หากไม่โดนไฟเลียลามจะไม่แตกยอดแตกกอ ภาพชาวบ้าน 70-80 คน ถือไม้กวาดคนละอันกับไฟแช็คอีกจำนวนหนึ่ง ร่วมกันเผาพื้นที่บางส่วนที่จำกัดไว้ เกิดเป็น ‘แนวกันไฟ’ จึงคุ้มค่ากว่าการต้องเร่งรีบขึ้นมาช่วยกันดับไฟยามที่ไฟป่าโหมกระหน่ำ แผดเผาผืนป่าอย่างควบคุมไม่ได้

ก่อนที่ชาวบ้านจะเลือกวิธีชิงเผา ชุมชนแม่เตี๊ยะใต้เกิดไฟป่าซ้ำซากทุก 2-3 ปี เนื่องจากเป็นป่าเต็งรังซึ่งเป็นไม้ผลัดใบบนพื้นดินแห้งแล้งทำให้การย่อยสลายที่อาศัยความชื้นทำได้ช้า เมื่อใบไม้ที่ร่วงมาย่อยสลายไม่หมดก็สะสมเป็นเชื้อเพลิง ไฟป่าแต่ละครั้งรุนแรงมากและเกิดปัญหาหมอกควันเนื่องจากชีวมวลจำนวนมหาศาล

51800933_2151562914902509_269020881517281280_o

ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือกล่าวว่า “สภาพปัญหาตอนปี 2550 เราพูดถึงแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย ทั้งการเผาในที่โล่ง ทั้งยานยนต์ขนส่ง ทั้งโรงงาน ฯลฯ การแก้ไขปัญหาเราอยู่ในส่วนไหนที่เกี่ยวข้องมากที่สุด นั่นก็คือการจัดการไฟป่าและหมอกควัน ในปี 2552 เรามีพื้นที่เผาไหม้ประมาณ 2.8 ล้านไร่ เป็นทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร จากการวิเคราะห์ของ Gistda ปกติในหนึ่งไร่จะมีเชื้อเพลิงชีวมวลอยู่ประมาณ 2,000 กิโลกรัม ลองคูณดูมันเยอะมหาศาล”

หลังจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ร่วมกันชิงเผา พอปี 2561 ผลสำรวจพบว่าเหลือพื้นที่เผาไหม้สะสม (Burnt scar) 8 แสนกว่าไร่ เนื่องจากปริมาณเชื้อเพลิงชีวมวลลดลงเหลือเพียงไร่ละ 500-800 กิโลกรัม

  • ไฟ (ไม่) มาป่าหมด

วาทกรรมที่ว่า ‘ไฟมาป่าหมด’ สร้างความเชื่อกึ่งถูกกึ่งผิดว่าไฟทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม แต่กับป่าเต็งรังที่ต้องอาศัยไฟเพื่อการเจริญเติบโต ไฟจึงไม่ใช่สัญญะของการทำลาย แต่กลายเป็นความหมายของการกำเนิด

ด้วยเหตุนี้เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ดร.วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงเข้ามาเก็บข้อมูลให้ชุมชนบ้านแม่เตี๊ยะใต้

“สมัยก่อนพื้นที่ภาคเหนือมีการใช้ไฟในป่ามาตลอด จนกระทั่งความรู้เปลี่ยนเราก็คิดกันว่าไม่มีไฟจะดีกว่าก็เลยหยุดกันไป แล้วพอหยุดไฟไปแป๊บเดียวมันเห็นผลเสีย ชาวบ้านบางกลุ่มก็เลยไหวตัวทัน พยายามกลับมาใช้ไฟอีกรอบ

สำหรับผลเสียเมื่อไม่มีไฟ ในเชิงระบบนิเวศคือถ้าไม่มีไฟจะมีเชื้อราเข้ามา พอเชื้อรามาตรงเปลือกไม้แล้วเข้าไปได้ ปรากฏว่าต้นไม้ใหญ่ล้มหมด อย่างที่อเมริกาตอนเหนือไฟป่าไหม้รุนแรงปีนี้เขาเจอต้นไม้ใหญ่ตายไป 129 ล้านต้น เพราะมันคือเชื้อเพลิงแห้งในป่า พอไฟมาก็เลยหมดเลย ยุโรปก็เจอลักษณะเดียวกัน องค์ความรู้มันเปลี่ยนไปแล้ว จากยุคที่คิดว่าไฟมาป่าหมด เราเข้าสู่ยุคไฟไม่มาป่าหมดแทนแล้ว”

51914290_2151562944902506_4079918055856013312_o

หากย้อนไปในอดีตที่เกิดวาทกรรม ‘ไฟมาป่าหมด’ ดร.วัชรพงษ์เล่าว่าริเริ่มจากที่สหรัฐอเมริกา ในยุคที่มีการทำสัมปทานป่า กลุ่มคนที่เข้าไปตัดไม้แล้วเอาท่อนซุงออกมา ที่เหลือเขาเผาจนมันลามเป็นไฟป่ารุนแรง รัฐบาลจึงออกมาตรการไม่ให้มีไฟ เกิดเป็นยุค Zero Burning

แต่หลังจากนั้นที่ไฟเป็นของแสลง ไม่กี่ปีต่อมาที่แคลิฟอร์เนียเกิดปัญหากับต้นไม้จนต้องกลับมาใช้ไฟอีกครั้ง แต่บริเวณแคลิฟอร์เนียตอนบนซึ่งเป็นป่าสนก็ใช้มาตรการได้ยาวนานพอสมควร (เนื่องจากป่าสนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาไฟ)

“เราพยายามคุมความรุนแรงของไฟ เราศึกษาว่าในอดีตลักษณะเชื้อเพลิงเป็นอย่างไร เต็งรังในสมัยก่อนเป็นต้นไม้ค่อนข้างใหญ่ เป็นป่าโปร่ง เชื้อเพลิงจึงไม่ค่อยหนา เชื้อไฟมีประมาณคืบเดียว ไฟจึงไม่รุนแรง นี่เป็นประโยชน์กับป่า

แต่พอถึงยุคที่ไม่ให้เกิดไฟ ทำให้การหมุนเวียนธาตุอาหารไม่ดี ต้นไม้ไม่แข็งแรง ตัวต้นไม้เองกลายเป็นเชื้อเพลิง ประกอบกับบนพื้นพอไม่โดนไฟไปนานๆ ก็มีเชื้อเพลิงหนา พอไฟมาทีก็รุนแรงเลย”

จากภูมิปัญญาบวกกับความรู้ทางวิชาการเป็นบทสรุปว่าต้องปล่อยให้ต้นไม้เติบโตแข็งแรงก่อน เปลี่ยนใบไม้จากเล็กๆ ให้เป็นใบใหญ่ พอใบใหญ่ไฟจะลามเบาลงตามธรรมชาติ ซึ่งในเชิงวิศวกรรมกับวิธีการของชาวบ้านก็สอดคล้องกันคือเผาจากข้างบนลงข้างล่าง จุดไฟเผาเป็นหย่อมๆ ไม่ต่อเนื่อง เพื่อให้เชื้อเพลิงยังมีความชื้นเหลือบ้าง สำหรับในทางวนศาสตร์ การชิงเผาจะสร้างขี้เถ้าที่จะช่วยปรับค่า PH ของดิน คาร์บอนต่างๆ เป็นธาตุอาหารของพืชได้อีกด้วย จากการที่ ดร.วัชรพงษ์เก็บตัวอย่างดินไปศึกษาพบว่าหลังจากชิงเผามีจุลินทรีย์ในดินเพิ่มขึ้นมาก

“ที่ชาวบ้านชิงเผา เขาทำมานานจนป่ามีวิวัฒนาการกับไฟไปแล้ว ตลอด 10 ปีที่ผมเข้ามาก็เห็นอย่างชัดเจน ถึงขั้นว่าปัจจุบันถ้าจะเผาบนลงล่างหรือล่างขึ้นบนก็ไม่มีผลแล้ว เพราะเชื้อเพลิงไม่หนา อย่างไรไฟก็ไม่รุนแรง”

ตั้งแต่ปี 2555 ที่ชุมชนแม่เตี๊ยะใต้ได้กลับมาชิงเผา นอกจากความรุนแรงของไฟป่าจะน้อยลง ควันจากไฟป่าก็น้อยลงกว่าอดีตถึง 70 เปอร์เซ็นต์

“ทุกวันนี้องค์ความรู้เปลี่ยนแล้ว เราต้องปรับตัวให้ทัน โจทย์ใหญ่ของการจัดการป่าวันนี้อยู่ที่ความพร้อมของชุมชนมากกว่า” ดร.วัชรพงษ์ย้ำ

  จากความเชื่อเก่าเกี่ยวกับไฟป่าและมาตรการของภาครัฐที่ผลักไสให้ชาวบ้านเป็น ‘จำเลย’ เมื่อข้อเท็จจริงเปิดเผยว่าการ ‘ชิงเผา’ ก่อนไฟจะผลาญป่าทั้งผืน ไม่ใช่การทำลายแต่เป็นการรักษาป่าอย่างยั่งยืน

เปิดอ่าน 783