ระบบอาหารชุมชน ทางรอดเมืองเปลี่ยนแปลง

February 6, 2019
by อรรถภูมิ อองกุลนะ

ระบบเกษตรชุมชน ความมั่นคงทางอาหารและทางรอดยามฉุกเฉินของคนเมืองยามเกิดภัยพิบัติ

ตอนที่ แบงค์- วีรวัฒน์ เสาะซิ้ว บัณฑิตหนุ่มสมาชิกค่ายอาสาพัฒนาชนบท เล่าว่า กลุ่มของเขาปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์ กันจริงๆ จังๆ เรานึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าหน้าตาแปลงผักของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ด้วยย่านที่พวกเขาอาศัยแม้จะไม่ใช่ย่านธุรกิจติดเส้นทางรถไฟฟ้า แต่ก็จัดว่าใกล้เมือง และยังห่างไกลกับพื้นที่การเกษตรตามจินตนาการแบบดั้งเดิมมากนัก

ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่าทำไมเด็กค่ายอาสาจากรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งคุ้นเคยกับการอ่านหนังสือ สร้างโรงเรียน เป็นครูบนดอย ถึงให้ความสำคัญกับการเพาะปลูก โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ 

วีรวัฒน์ บอกว่า พวกเขามีพื้นฐานจากการเป็นลูกเกษตรกรในภาคใต้อยู่แล้ว แต่การศึกษาและชีวิตในเมืองทำให้พฤติกรรมของคนรุ่นพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาจึงหอบโปรเจคทำเกษตรในเขตเมืองซึ่งต้องการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ พึ่งพาตัวเองได้ ไปหาพื้นที่ที่เหมาะกับการทำเกษตร โดยตระเวนหาที่ดินรกร้างทั้งพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ใช้เวลานานหลายเดือนจึงเจอพื้นที่ทิ้งร้างประมาณ 30 ไร่ตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อของคลอง 6 อำเภอธัญบุรี กับคลอง 7 อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จึงขอเช่ากับเจ้าของในราคาราวๆ 60,000 บาท/ปี

 “เราหาพื้นที่มาหลายแห่ง บางที่รกร้างแต่เจ้าของก็ไม่อยากปล่อย อยากเก็บไว้เฉยๆ รอให้นายทุนมาทำโครงการบ้านจัดสรร บางแห่งปล่อยเช่าแต่ราคาก็แพงไปอีก จนมาเจอที่แห่งนี้ซึ่งเจ้าของสนใจทำเกษตรอินทรีย์ เห็นความสำคัญกับการสร้างแหล่งอาหารที่อยู่ใกล้ๆ เมืองเหมือนกัน แต่เขาเองไม่มีเวลาและกำลังคน เมื่อเราไปนำเสนอแผนงานที่อยากทำ เขาเลยปล่อยให้เช่าในราคาที่เราสามารถเอื้อมถึงได้ อีกทั้งพอเราเข้ามา ที่ที่เคยรกร้างก็ได้รับการดูแลให้ดีขึ้น” พิเชรษฐ์ หนูมาก รุ่นพี่ค่ายอาสาฯ บอก

1.

‘เสรีชน’ เป็นชื่อของค่ายอาสาพัฒนาชนบท จากรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง และจนถึงวันนี้ก็เกือบ 1 ปีแล้ว ที่มุ่งเน้นการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ เพื่อบริโภคกันในกลุ่มเป็นหลัก แต่หากมีเหลือมากพอจึงจัดจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจ

ยกตัวอย่างผลิตผลที่เขาปลูก อาทิ ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักสลัด มะนาว ไผ่ มะม่วง และอีกสารพัดผักผลไม้ที่รับประทานในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ เป็ด ไก่ หมู ที่ทั้งบริโภคและขายต่อเพื่อนำเงินมาใช้ในกลุ่ม และเป็นค่าเช่ารายปี

“สมาชิกค่ายแต่ละคนฐานะทางบ้านไม่เท่ากัน บางคนมีเหลือ บางคนมีไม่พอ เราอยากให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งอาหารสำหรับน้องๆ ที่ขัดสน อย่างเดือนหน้าก็จะมีน้องบนดอยที่เราเคยออกค่ายด้วยเข้ามาสอบในกรุงเทพฯ ก็จะให้ที่แห่งนี้เป็นที่นอน หรือน้องที่ยังเรียนรามฯ ส่วนใหญ่เขาอ่านหนังสือสอบอย่างเดียว เขาก็จะอยู่ที่นี่ เรียนรู้การทำเกษตรปลอดสารพิษ และจากการที่ได้ทดลองทำจริง เราพบแล้วว่ามันอยู่ได้ เรามีอาหาร ปรุงอาหารตามวัตถุดิบที่เรามี อยากบริโภคเนื้อสัตว์ก็ไปจับปลาในบ่อที่มีอยู่ตามธรรมชาติ”

สันติภาพ พูลจันทร์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง บอกว่า นอกจากความรู้ที่นักวิชาการจากเครือข่ายโครงการสวนผักคนเมืองให้คำแนะนำแล้ว พวกเขาพยายามเข้าร่วมงานเสวนาเพื่อหาความรู้ด้านการเกษตรทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ทั้งนี้มองว่าการทำเกษตรในเมืองต้องมีเครือข่ายเชื่อมโยงต่อกัน เพราะการได้รับคำแนะนำ ถ่ายทอดประสบการณ์ จะช่วยลดโอกาส ลดเวลาสำหรับความผิดพลาด และช่วยหาช่องทางกระจายสินค้าได้

“พอเรื่องของเราถูกกระจายออกไป ก็มีคนมาแวะเวียนมากขึ้น มาสอบถามว่าเราทำกันได้อย่างไร บางคนก็มาขอซื้อสินค้าปลอดสารพิษ บางครอบครัวขับรถมา ขอให้ลูกได้ไปดูการปลูกผักจริงๆ สำหรับผมมองว่าการลงมือทำตรงนี้ช่วยให้ผู้สนใจอยู่แล้วมีแรงบันดาลใจที่จะกลับไปทำของตัวเอง ทำให้แนวคิดการทำเกษตรในเมืองเพื่อเป็นแหล่งอาหาร เกิดผลลัพธ์จริง ไม่ใช่เรื่องที่พูดกันแต่ในวงเสวนา หรือดูจากสื่อต่างๆ”

“เอาไปเยอะๆ เลยพี่ เอาไปฝากเพื่อนก็ได้ ผมมีเยอะ กินกันหลายรอบรอบแล้ว” พวกเขาพูดพลางคัดมะม่วงพันธุ์แก้วขมิ้นใส่ตะกร้าฝากผู้มาเยือน

2.

แนวคิด Land Sharing หรือการประสานประโยชน์ทางที่ดิน ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นแนวคิดการแบ่งปันที่ดินเพื่อการทำเกษตรในเมืองใหญ่ที่มีมานานแล้ว จุดประสงค์ดั้งเดิมก็เพื่อแก้ปัญหาความยากจน และความไม่มั่นคงทางอาหารโดยเฉพาะในเมืองซึ่งเติบโตทางอุตสาหกรรม มีการย้ายถิ่นเข้าเมืองของผู้คนจำนวนมาก

ประเทศไทยเองก็เช่นกัน จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่มีศักยภาพจำนวนมาก แต่ก็มีน้อยรายที่จะมุ่งพัฒนาพื้นที่นั้นเพื่อทำการเกษตร หรือปล่อยให้มีการสานประโยชน์ทางที่ดิน

DPP_0003

DPP_0008

นอกจากโมเดลข้างต้นนี้ ในกรุงเทพฯ ยังมีเครือข่ายที่มีโปรเจคผลิตอาหารด้วยตนเอง ซึ่งเมื่องานเทศกาลสวนผักคนเมือง 2019 (ครั้งที่ 5) ซึ่งชูแนวคิด ‘Land Sharing : แบ่งปันพื้นที่ แบ่งปันอาหาร แบ่งปันชีวิต’ ก็เคยมีเรื่องเล่าของการทำพื้นที่เกษตรเมืองที่น่าสนใจ อาทิ โรงเรียนเอกชนเล็กโกเมศอนุสรณ์ ซึ่งนำพื้นที่แนวเสาไฟฟ้าแรงสูง ที่ไม่สามารถจะสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ ในโรงเรียนมาทำเป็นพื้นที่สีเขียวแทนที่จะปล่อยทิ้งไว้ให้เปล่าประโยชน์

พร้อมเชื่อมต่อผู้ปกครองที่สนใจให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยเปิดโอกาสให้ครอบครัวที่สนใจมาเช่าแปลง เพื่อทำเกษตรในพื้นที่แห่งนี้ด้วยกันได้ ราคาแปลงละ 350 บาทต่อเดือน ซึ่งก็มีครอบครัวที่สนใจมาเช่าเพราะส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่ลูกไม่ค่อยกินผัก และเขาพบว่า พอได้ปลูกผักเอง โดยลูกมีส่วนช่วย ก็ทำให้ลูกหันมากินผักมากขึ้น

ขณะที่ในระดับสถาบันอุดมศึกษาขนาดใหญ่อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เริ่มทำการเกษตรจากพื้นที่เล็กๆ ที่หน้าตึกโดม ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยเป็นแค่ลานหิน มีพุ่มไม้ดอก มาปรับพื้นที่ให้เป็นสวนผักออร์แกนิกแทน ภายใต้โปรเจค Dome Organic Garden ซึ่งนอกจากการปลูกแล้ว ยังขยายผลไปถึงความร่วมมือกับร้านอาหาร ซึ่งจะมีเมนูที่ปรุงจากผลิตผลที่ถูกปลูกในแปลงผักปลอดสารพิษ

3.

การสร้างอาหารปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพที่ดีคือผลลัพธ์ในมุมที่หนึ่งของเกษตรในเมือง หากในมุมถัดมาการมีแหล่งอาหารในชุมชนแต่ละชุมชน ก็ช่วยให้บรรดาสมาชิกมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะมีอาหารหล่อเลี้ยง ด้วยต้นทุนและผลผลิตที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติหรือการขึ้นราคาสินค้าตามเทศกาลที่มีความต้องการมากๆ เช่น เทศกาลกินเจ, เทศกาลตรุษจีน, ปีใหม่

ผศ.ดร.ปิยะพงษ์ บุษบงก์  สำนักนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายระบบอาหารในชุมชนเช่นนี้ว่า คือการสร้างความมั่นคงให้กับท้องถิ่น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ ที่ทำให้ระบบขนส่งอาหาร คือจากแหล่งปลูกสู่ตัวเมืองเกิดความไม่ปกติ

“วงจรของสินค้าเกษตร คือปลูกนอกเมือง แล้วระบบโลจิสติกส์จะลำเลียงมาในเมือง แล้วค่อยๆ ขยายตลาดไปสู่นอกเมืองใหม่อีกครั้ง แม้ผลไม้จะปลูกที่เชียงใหม่ เชียงราย แต่คนกรุงเทพฯจะได้บริโภคก่อน แล้วเวลาเกิดน้ำท่วมเราก็มักได้ยินข่าวว่าผักผลไม้ราคาแพงขึ้น นั่นก็เพราะวงจรโลจิสติกส์เดิมถูกรบกวน ดังนั้นจะดีกว่าไหมที่แต่ละชุมชนท้องถิ่นจะมีแหล่งอาหารของตัวเอง”

ทุกวันนี้การขยายตัวของเมืองที่เพิ่มขึ้น แต่พื้นที่เกษตรกรรมลดลง คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.2050 อาหารที่คนเมืองบริโภค ต้องนำเข้าจากพื้นที่ชนบทถึงร้อยละ 80 และผู้บริโภคต้องจ่ายเงินกว่าร้อยละ 70 ของรายได้ครัวเรือนเพื่อซื้ออาหาร

ผศ.ดร.ปิยะพงษ์ บอกว่า การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจและพลังงาน เป็นเรื่องที่คนทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจและจริงจังมากขึ้น เราเรียกเรื่องนี้ว่า The Transition Network ที่เชื่อว่าการรับมือที่ได้ผลดีและยั่งยืนที่สุด คือการขับเคลื่อนไปกันทั้งชุมชนหรือเมือง จนนำไปสู่เมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือ Transition Town โดยมีเมืองคินเซล (kinsale) และเมืองท็อตเน (Tones) ประเทศอังกฤษเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบ ซึ่งชาวเมืองพร้อมใจ Re-skill หรือสร้างทักษะของตัวเองใหม่ควบคู่กับการทำงานในระบบเมืองแบบที่เราคุ้นชิน โดยการสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น การสร้างแหล่งอาหารภายในชุมชน หรือแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน ที่ล้วนพึ่งพาตนเอง

การนำไปสู่เมืองแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ เศรษฐกิจ และพลังงานได้นั้น มิติด้านอาหาร หรือการสร้างแหล่งอาหารในชุมชนถือเป็นหัวใจของทั้งหมด การสร้างเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลงคือการพึ่งพาตนเอง เพราะถ้าเกิดภัยพิบัติ เราไม่อาจหวังพึ่งระบบอาหารเดิมๆ หรือคาดหวังกลไกระบบทั้งหมดจะช่วยเราได้

“สังคมไทยเราอยู่ในความคิดที่ว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว หรือสำหรับคนเมืองแค่เดินไม่กี่ก้าวก็เจอกับแผงขายอาหาร เราอาจจะคิดว่าสถานการณ์ที่เกิดภัยมีโอกาสยากที่จะมาถึง เหมือนกับในอดีตที่เรายังมองไม่ออกว่า ไอ้เจ้าฝุ่น PM2.5 จะสร้างผลกระทบให้กับเมืองได้มากขนาดนี้”

ในฐานะมุมมองแบบ Futurist (อนาคตศาสตร์) คือต้องมองไปข้างหน้า คาดการณ์ก่อนที่สถานการณ์ร้ายๆ จะมาถึง คนเมืองโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ จึงต้องพูดคุยกันบ่อยๆ ยอมรับความจริง พร้อมพัฒนาทักษะดั้งเดิมในการสร้างแหล่งอาหาร เอาตัวรอดในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่อาจแปรปรวนได้ทุกเมื่อ

เมืองที่ดีจึงน่าจะเป็นเมืองที่ผู้คนเข้าถึงอาหารที่ดี มีคุณภาพ ลดความเลื่อมล้ำในสังคม ฟื้นฟูระบบนิเวศของเมือง ทั้งในยามสงบและยามเปลี่ยนแปลงจากภัยธรรมชาติ

เปิดอ่าน 1,491