DIY สลายฝุ่น

February 4, 2019
by ทีมข่าวจุดประกาย

เพราะฝุ่นไม่ได้หยุดแค่หน้าประตูบ้าน แถมยังมีโอกาสแวะเวียนกลับมาทักเราได้อีกในอนาคต คำถามคือ แล้วเราจะอยู่กับ “ฝุ่น” นับจากนี้ไป อย่างไรดี

จากสถานการณ์ ‘เมืองฝุ่น’ ที่กลายเป็นวาระแห่งชาติ กระจายวงกว้างหลายจังหวัดในช่วงที่ผ่านมา นอกจากความหวังจะให้ฝนมาชะล้างไปแล้ว หนึ่งในความจริงที่เราหนีไม่พ้นคือ ถึงรอบนี้ฝุ่นจะหายไป แต่เดี๋ยวมันก็จะกลับมาใหม่ ตราบใดที่ยังไม่ได้มีการแก้ปัญหาเชิงนโยบายในหลายๆ เรื่อง 

โดยเฉพาะถ้าเรายังมีรถราวิ่งเต็มท้องถนน มีการก่อสร้างไม่รู้จักจบสิ้น ขณะเดียวกันก็ยังเห็นการเผาอยู่เนืองๆ รวมถึงการบริโภคอย่างไม่ปรานีต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ทั้งหมดล้วนเป็นสารตั้งต้นไปสู่ความจริงที่ต้องยอมรับว่า ชีวิตเราคงจะไม่พ้นฝุ่นกันไปอีกหลายปี

  • สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าร้าย

ถามว่า เจ้าฝุ่นจิ๋วเหล่านี้ร้ายแรงแค่ไหน.. เบื้องต้น อาการอาจแสดงเพียงแค่แสบจมูก จาม น้ำมูกไหล ตาแดง-คัน จนถึงอาการไอ มีเสมหะ แน่นหน้าอก หรือหายใจหอบเหนื่อย น้อยมากแตกต่างกันไปตามร่างกายของแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ยังมีรายงานชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของการเพิ่มขึ้นของอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการตายรายวัน การตายจากทุกสาเหตุ การตายด้วยโรคหัวใจและปอด รวมถึงเพิ่มอัตราการตายด้วยโรคมะเร็งปอดอีกด้วย

แต่ถ้าจะเอาข้อมูลที่ชี้วัดได้ ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีคำตอบ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน นพ.ชายชาญ เพิ่งจะร่วมแถลงข่าว “ถอด N95 ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว” และมีตัวเลขการ “ตายผ่อนส่ง” รูปแบบใหม่ที่เป็นผลจากฝุ่นจิ๋ว โดยยืนยันว่า เจ้าฝุ่นจิ๋วที่เล็กแต่ร้ายนี้สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนขั้นรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอัตราการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยรายวันจากโรคระบบการหายใจ หัวใจ และหลอดเลือดสมองให้สูงขึ้น เช่น โรคปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง 

นอกจากนี้ ที่หลายคนฟังแล้วมีอึ้ง คือ ฝุ่นจิ๋วเหล่านี้มีผลอย่างมีนัยยะให้เรามี “อายุขัยเฉลี่ยสั้นลง” ตามระดับความเข้มข้นค่าเฉลี่ยรายปีของ PM 2.5 ในพื้นที่บ้านเกิด โดยพบว่าทุกๆ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ที่เกิดและอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นอายุขัยสั้นลง 0.98 ปี โดยหากสามารถลดระดับความเข้มข้นของ PM 2.5 ลงมาตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำค่าเฉลี่ยต่อปีไว้คือ 10 มคก./ลบ.ม. จะทำให้อายุขัยของประชาชนยืนยาวเพิ่มขึ้นอีก 5.53, 4.37 และ 2.41 ปีตามลำดับ 

20190131140349814

  • ฝุ่นในบ้าน

ข้อมูลฝุ่นร้ายที่ดูน่ากลัวจนทำเอาหลายคนไม่กล้าออกจากบ้าน ขนาดรัฐบาลยังประกาศให้โรงเรียนปิดชั่วคราว แต่ยังมีความจริงที่อาจสยองกว่า เพราะอย่าคิดว่า อยู่แต่ในบ้านแล้วจะปลอดภัย นั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอีกเช่นกัน เพราะทราบหรือไม่ว่า ในบ้านเรา ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ดีไม่ดี ค่าฝุ่นละออง อาจจะสูงกว่าข้างนอกอีกก็เป็นได้

เช่นที่ รศ.พญ.พรรณทิพา ฉัตรชาตรี หน่วยภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลไว้ระหว่างร่วมเสวนาวิชาการหัวข้อ "PM 2.5 ตระหนักอย่างไม่ตระหนก" เกี่ยวกับต้นกำเนิดของฝุ่น PM 2.5 ภายในบ้านว่า เกิดขึ้นได้ทั้งจากควันจากการทำอาหาร ควันธูป จากเครื่องพิมพ์เอกสาร และเล็ดลอดเข้ามาจากภายนอก โดยเฉพาะถ้าบ้านใครอยู่ติดถนนใหญ่ ขอให้อย่าวางใจ เพราะฝุ่นไม่ได้หยุดลงแค่หน้าประตูบ้านอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ก็แนะนำว่า ให้หมั่นตรวจสอบค่าฝุ่นในบริเวณใกล้เคียง ถ้าสภาพอากาศค่อนข้างดี มีค่าฝุ่นต่ำ ก็ให้เปิดประตู หน้าต่างเพื่อระบายอากาศ เพราะการปิดบ้านตลอดเวลา สามารถทำให้เกิดเชื้อรา และมีการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นได้

  • อยู่กับฝุ่นอย่างปลอดภัย

ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.airnow.gov ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพอากาศของสหรัฐอเมริกา ให้คำแนะนำสำหรับใครที่อาศัยในจุดเสี่ยงมลพิษทางอากาศ ควรซื้อเครื่องกรองอากาศติดไว้ที่บ้าน โดยเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับขนาดของพื้นที่ที่ต้องการใช้งาน และขอให้ดอกจันตัวโตๆ ว่า อย่าซื้อเครื่องที่โฆษณาว่า ผลิตโอโซนได้ เพราะแทนที่จะหายใจได้ชุ่มปอดจากอากาศสะอาดๆ กลับจะกลายเป็นได้รับพิษแทน พร้อมกันนี้ก็ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องหายใจหนัก

สำหรับใครที่ยังไม่มีเครื่องกรองอากาศ ก็ขอให้ทำความสะอาดพื้นที่ที่ใช้ประจำ โดยเฉพาะห้องนอน รวมถึงปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องปรับอากาศในกรณีที่มั่นใจว่า ไม่ได้ดึงอากาศจากข้างนอกเข้ามา รวมถึงมีตัวกรองที่ได้มาตรฐาน และเช็คด้วยว่า เครื่องปรับอากาศที่ใช้อยู่มีระบบเปิดรับอากาศจากภายนอกเข้ามาหรือไม่ ถ้ามี ก็ให้ปิดระบบดังกล่าวเสีย และอย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวกรองสะอาดเพียงพอที่จะทำให้อากาศไหลเวียนภายในอาคารได้ดี

การกำจัดฝุ่นจิ๋วด้วยอุปกรณ์ข้างต้น แม้ประสิทธิภาพจะเลิศเลอแค่ไหนก็จะไม่ได้ผล ถ้าเรายังหมั่นเติมฝุ่นเข้าบ้านอยู่เนืองๆ โดยอย่าลืมว่า เจ้าฝุ่นเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก สามารถล่องลอยไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด แถมยังไม่ค่อยตกพื้นด้วยเพราะน้ำหนักแสนเบา เว็บไซต์ดังกล่าวแนะนำว่า เมื่อสภาพอากาศนอกบ้านมีค่าฝุ่นละเอียดสูง ขอให้หลีกเลี่ยงการเผาทุกชนิด รวมถึงการจุดธูป เทียน และจงงดการสูบบุหรี่

พร้อมกันนี้ก็หมั่นดูแลบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ โดยแนะนำให้เช็ดด้วยผ้าเปียกแทนการใช้เครื่องดูดฝุ่น นอกเสียจากว่า เครื่องดูดฝุ่นของคุณจะมีแผ่นกรองอากาศ HEPA ซึ่งย่อมาจาก High Efficiency Particulate AirFilter กรองอากาศคุณภาพสูง กรองฝุ่นละออง เชื้อโรค เชื้อโรคแบคทีเรีย มีอนุภาคขนาดเล็ก โดยแผ่นกรองนี้ สามารถซื้อแยกมาใช้ร่วมกับเครื่องปรับอากาศที่มีอยู่ได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังมี DIY อีกหนึ่งทางเลือกคือการเอาแผ่นกรองอากาศ HEPA มาประยุกต์ใช้กับพัดลมให้ช่วยดูดฝุ่นที่ล่องลอยอยู่มาติดกับพัดลมบ้านๆ ได้อย่างอยู่หมัด

และสงสัยกันไหมว่า เครื่องวัดฝุ่นแบบพกพา ราคาหลักร้อยจนถึงไม่กี่พันบาทที่หลายๆ คนฮิตเอามาคอยวัดฝุ่นแล้วโพสต์บนโซเชียลนั้นเชื่อถือได้ไหม

ในประเด็นนี้ รศ.ดร. ประพัทธ์พงษ์ อุปลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจจริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าเป็นเครื่องตรวจวัดฝุ่นที่ราชการใช้อยู่ ก็จะมีตั้งแต่ระดับมาตรฐานสากลที่กรมควบคุมมลพิษ และ กทม. ใช้อยู่ โดยมีราคาหลักล้านบาทไล่ลงมาจนถึงหลักแสน ซึ่งเป็นการติดตั้งเพื่อตรวจวัดค่าฝุ่นภายนอกอาคาร ส่วนการวัดค่าฝุ่นในอาคารที่ใช้กันในห้องปลอดเชื้อ ก็จะมีราคาที่ประมาณ 2 แสนบาท

สำหรับเครื่องวัดค่าฝุ่นที่ประชาชนนิยมซื้อหามาใช้กันในตอนนี้ ซึ่งมีราคาถูกหลักร้อยจนถึงหลักพันบาทนั้น หลักการทำงานมีอยู่สองรูปแบบ หนึ่งคือแบบที่อ่านค่าจากเครื่องวัดรอบนอก(ผ่านอินเทอร์เน็ต) และแสดงผลออกมาเป็นค่าเฉลี่ยซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดแอพพลิเคชั่นจากสมาร์ทโฟน ส่วนแบบที่สองเป็นเครื่องที่มีมีเซ็นเซอร์เพื่ออ่านค่าฝุ่นในตัว ซึ่งได้ผลไม่แม่นยำนักไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้ เพียงแต่อาจจะนำตัวเลขมาดูเพื่อประกอบในการแจ้งเตือนเบื้องต้นได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ตามหลักการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองในอากาศอย่างมีมาตรฐานนั้นจะต้องวัดต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงและแสดงผลแบบค่าเฉลี่ย เพราะฝุ่นละอองมีขนาดเล็กมาก สามารถปลิวไปมาได้ ทำให้ค่าไม่คงที่ จึงไม่สามารถเปิดวัดเพียงครั้งเดียวแล้วยึดตัวเลขนั้นๆ มาใช้เลยได้

20190201123339580

  • ออกแบบบ้าน สู้ฝุ่น

เก็บตกจาก เสวนาพิเศษเรื่อง “ฝุ่น PM 2.5 จะผ่านไป แล้วไงต่อ?” โดย สภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่ง ผศ.ดร. อันธิการ สวัสดิ์ศรี ประธานสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ข้อมูลสำหรับการออกแบบบ้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝุ่น ดังนี้

1. ลดช่องลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน เนื่องจากฝุ่นละอองจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศเย็นปะทะกับอากาศอุ่น ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะที่สภาพอากาศปิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ที่ลมหนาวจะพัดฝุ่นเข้าบ้านจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น บ้านที่อยู่ในพื้นที่ฝุ่นละอองหนาแน่น จึงควรลดช่องลมหรือเบี่ยงทิศตัวบ้านให้ออกจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองภายนอกพัดเข้าสู่ตัวบ้าน

2. เพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้าน การออกแบบงานภูมิทัศน์ หรือการจัดสวนไม้ประดับ ควรเลือกต้นไม้ที่มีลักษณะใบคล้ายใบสน มีใบเล็กแหลมและแน่น โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีฝุ่นเป็นจำนวนมาก หากมีพื้นที่บริเวณบ้านควรปลูกหญ้าคลุมพื้นดินแทนการเทปูน และสามารถนำต้นไม้มาประดับตกแต่งผนังแทนการใช้กระเบื้อง การออกแบบงานภูมิทัศน์ นอกจากช่วยในการดักจับฝุ่นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศมากขึ้น

3. เลี่ยงวัสดุที่จับฝุ่นง่าย การเลือกใช้วัสดุตกแต่งบ้านและการออกแบบบางประเภทอาจทำให้เกิดฝุ่น เช่น การใช้เหล็กดัดลวดลาย การออกแบบผนังด้วยการเรียงอิฐไม่ฉาบปูน หรือการใช้อิฐโชว์แนว การออกแบบผนังหรือพื้นเป็นปูนพลาสเตอร์ปั้น และหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น ผ้าม่าน ผ้าขนสัตว์ ผ้ากำมะหยี่ พรม เป็นต้น

4. ติดตั้งเครื่องกรองและแผ่นกรองอากาศ การติดตั้งเครื่องกรองอากาศเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณฝุ่นภายในบ้านได้ แต่จำเป็นต้องทำความสะอาดเครื่องกรองและแผ่นกรองเป็นประจำ เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นและเชื้อโรค และหากมีการใช้พรมเช็ดเท้าและพรมปูในบ้าน ควรหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองภายในบ้าน

5. เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ให้พอดีกับฝ้าเพดาน เนื่องจากพื้นที่ว่างบริเวณหลังตู้และเพดาน เป็นจุดอับที่ยากต่อการทำความสะอาด และเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นละออง ดังนั้น จึงควรเลือกขนาดเฟอร์นิเจอร์ที่มีความสูงให้พอดีหรือติดกับฝ้าเพดาน หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ผ้าคลุมโต๊ะ ตู้ และวางของบนโต๊ะให้น้อยที่สุด