ดวงแสงดารากับ อ.เขมานันทะ

January 25, 2019
by นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

ส่วนหนึ่งของงานเขียนยาวที่สุดชิ้นสุดท้ายที่นักเขียนคนนี้เขียนถึงอาจารย์ของเธอ (เขมานันทะ) โดยการสัมภาษณ์พูดคุยในช่วงหลายเดือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว  

IMAGE: ถ่ายเมื่อปี 2528

 

    อรุณรุ่งของวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2562 ดิฉันตื่นขึ้นด้วยเสียงกริ่งโทรศัพท์ ครั้นเห็นชื่อผู้ติดต่อมาปรากฏอยู่ ดิฉันก็รู้ว่าเป็นข่าวที่วันหนึ่งต้องมาถึงแน่ พี่จี๋-นฤมล นพรัตน์ บอกสั้นๆว่า อ.โกวิท เขมานันทะ จากไปแล้ว ในช่วงประมาณตีสี่กว่าๆ ของเช้านี้

     ดิฉันนั่งนิ่งงัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการฝึกอบรม Nature Quest for Woman ที่สวนลมหายใจอันสงัด เมืองราชบุรี ดิฉันมาเป็นวิทยากรสอนหญิงสาวผู้เข้าอบรมประมาณ 20 คนให้รู้จักวิถีของดวงดาว การเชื่อมต่อกับพลังของดวงดาวและธรรมชาติ ด้วยการใช้ปรีชาญาณ-การหยั่งถึงด้วยจิตโดยตรง(Intuition)  

     นี้เป็นครั้งแรกที่ดิฉันมาเป็น “ครู” ในเรื่องการติดต่อกับพลังธรรมชาติโดยตรง หลังจากที่ได้เป็นลูกศิษย์ฝึกฝนทางด้านภาวนากับอ.โกวิท เอนกชัย หรือท่านเขมานันทะ มาตั้งแต่ต้นปีพ.ศ.2542

      20 ปีเต็มของการเป็นศิษย์มีครู ได้เรียนรู้ความสำคัญของการมีครู เสมอกับการฝังเหง้าบัวแห่งปัญญาลงในดวงจิต ครั้นในวาระแรกเริ่มที่เหง้าบัวเริ่มผลิดอกออกใบ ดวงแสงแห่งปรีชาญาณเริ่มก่อรูป-ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังที่สนใจในพลังลึกลับของธรรมชาติ ครูผู้ให้ชีวิตทางธรรมกับดิฉัน  อ.โกวิท เขมานันทะ ก็จากไป

  2 (1)   (ภาพ : ช่วงเป็นคุรุอบรมการปฏิบัติภาวนาที่เมืองเตชิโน ตอนใต้ของสวิสเซอร์แลนด์ พ.ศ.2528)

หลังจากฟังข่าวของอ.โกวิท ดิฉันก็ได้จารึกความรู้สึกที่สัมผัสในเช้าตรู่ของวันนั้นว่า

      “20 ปีก่อนเราเคยกลัวมากกับการต้องจากไปของอ.โกวิท มาวันนี้เรานิ่งมากกับเช้านี้ และมีความแช่มชื่นปนกับความเศร้าอาลัยลึกๆ แช่มชื่นที่ท่านได้พ้นจากสังขารอันเสื่อมสลาย และได้เดินทางด้วยดวงจิตโชติสว่าง เหมือนเราได้ชะโงกมองดาวฉายประกายงามดวงนี้เคลื่อนไปในระยิบพรายของผิวน้ำงามใส  การเดินทางของครูเป็นภาพงามในทุกขณะของการเคลื่อนไปในโลกแห่งเวลา ที่เราได้เฝ้ามองอยู่ห่างไกลในความเยือกเย็นของรุ่งเช้า”

     นอกหน้าต่างห้องพัก แลลอดไปดิฉันยังคงเห็นแต่แสงสลัวและเงาตะคุ่มของแมกไม้ ดาวสว่างบางดวงยังเรืองแสงอยู่วับแวม ดาวงาม เช้างามในวันจากไปของอ.โกวิท ที่ก่อนนี้เพียง 3-4 วัน ดิฉันเพิ่งได้อ่านสมุดบันทึกเล่มเก่า มีหลายข้อความที่บันทึกเรื่องซึ่งอ.โกวิท เขมานันทะ เคยกล่าวไว้เมื่อปี พ.ศ.2542 ที่บ้านบัวขาว, มีนบุรี และไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน

    โดยเฉพาะเรื่องของการสนทนากับดวงดาวที่ดิฉันรักและสนใจเรื่องของดาวในทุกมิติ จากบันทึกที่เก็บไว้ อ.เขมานันทะกล่าวถึงพลังแห่งดวงแสงดารา ไว้ลึกซึ้งยิ่ง ซึ่งมีเนื้อหาทั้งหมดดังที่ดิฉันขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้

   “ต่อศาสตร์ว่าด้วยแสงเรืองในท้องฟ้า (โชยติษศาสตร์)หรือที่รู้จักในชื่อโหราศาสตร์และดาราศาสตร์นั้น  ไม่ใช่เรื่องที่จะตั้งต้นด้วยคำถามว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  เพราะธรรมดาของศาสตร์ทุกศาสตร์ ย่อมมีพัฒนาการในท่ามกลาง ขัดเกลา ต่อเติมจนลุถึงความเป็นวิทยา(วิชชา), ศาสตรา เป็นเพียงเครื่องมือหรืออาวุธ เพื่อรบกับอวิชชา,ความไม่รู้

    แสงเรืองในท้องฟ้า คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ดำเนินต่อเนื่องก่อนการกำเนิดของมนุษย์บนดาวโลก ภายใต้มหาวิถีของธรรมชาติ, ไม่ว่ามนุษย์น้อยจะเชื่อต่อภาวะการสร้างสรรค์(Creation)ด้วยพลังทิพย์ของพระเจ้าในช่วงกาละอันศักดิ์สิทธิ์ หรือถือคติทรรศนะอิงการวิเคราะห์ต่อกฎแห่งเหตุ-ปัจจัย(Cause+Condition) ก็หาอาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่เป็นอยู่จริงไม่ ภายใต้กฎใหญ่(สัจธรรม)อันครอบคลุมกฎย่อย(ธรรมสัจจ์)อันหลากหลายเป็นอเนกอนันต์ เป็นอัศจรรย์นั้น การรับและการปฏิเสธย่อมไม่มีน้ำหนักพอ

    และไม่อาจเข้าใกล้ความจริงมากพอ อย่างดีที่สุด เรา-มนุษย์ผู้ปรากฏและรับรู้การปรากฏของเผ่าพันธุ์ของตัวเองและเผ่าพันธุ์อื่น  พอจะกล่าวอิงสติปัญญาอันใคร่ครวญแล้วว่า ความรู้ต่อสภาวธรรมของมนุษย์เป็นเพียงความน่าจะเป็น(Probability) ทั้งนี้,ไม่ใช่เพียงด้วยเหตุผล

    ทว่าด้วยการเห็นปรากฏการณ์ทั้งหมดไม่เพียงงดงามแต่น่ามหัศจรรย์ยิ่ง ทั้งสิ่งเคลื่อนไหวภายในจิตใจมนุษย์เอง และปรากฏการณ์ภายนอก ปรากฏการณ์แสงโชติในท้องฟ้า หรือแสงสว่างไม่มีประมาณเกิด 

    แต่มโนธาตุ ปรากฏวาบขึ้นในคลองอินทรียประสาท อันทำให้ผู้ภาวนาประจักษ์โลกในหลากหลายมิติ อันเกิดแต่กรรมกิริยาหรือการงานของอินทรียประสาทที่สร้างสรรค์โลกภายในขึ้นเป็นที่อยู่อาศัย(ภพ) และแสวงหาอาหารให้วิญญาณ ก่อเกิดความยึดติดผิดเพี้ยนหรือปรีชาญาณ ย่อมเป็นไปได้ทั้งสองทาง

   เครือข่ายของอินทรียประสาทและความไหวอ่อน(Sensibility)พิเศษประดุจเรดาร์อันสามารถรับรู้คลื่นพลังงานต่างๆ  จะก่อเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและหมดจด ก็ต่อเมื่อมันถูกความเวิ้งว้างไร้ขอบเขตดังท้องฟ้าของจิตใจ ปรีชาญาณหยั่งรู้ในท้องฟ้าอันเงียบสงัดแห่งใจนั้นแผ่คลุมเนื้อที่ว่างภายใน เชื่อมประสานภายนอกอย่างไร้ขอบเขต

   แสงเรืองสดใสหรือริบหรี่ของดวงดาวในท้องฟ้าปรากฏต่อ “ตา” ภายใต้อิทธิพลของความสงัดใจ ทั้งแสงกะพริบและนิ่งสนิท ปรากฏเป็นความงามอย่างน่าพิศวง แสงดาว,กระจุกดาว,ทางช้างเผือกและแสงโชติอื่นๆให้ความรู้สึกที่เป็นสุขผ่องแผ้ว ใครว่าดวงดาวไม่มีอิทธิพลต่ออารมณ์มนุษย์หรือสัตว์ ดูน่าจะผิดไป

    แสงสดใสในคลองอินทรียประสาทของชีวิต เมื่อแสดงออกโดยความเป็นราศรี ผ่องใสขณะมีชีวิต หรือแสงโพลงตัว(ชุติมนฺโต)ในวาระสุดท้ายของมนุษย์ สัมพันธ์อย่างไรกับพลังงานจากแหล่งดั้งเดิม ดังถูกระบุไว้ในอัคคัญญสูตรว่า มนุษย์เป็นแสงประภัสสรโปร่งใสอันประเสริฐ (อาภัสสรพรหม)

    แต่ด้วยการเสพย์บางสิ่ง(ง้วนดินหรือวุ้นดิน) จนเกิดสภาพหนักทึบ และไม่อาจเหินในอากาศได้ ความนัยข้อนี้ใช่ว่าตื้น ตามทางรหัสแห่งปกรณัม กล่าวคือเนื่องแต่ความลึกเร้นนั่นแหละจึงจำต้องแสดงนัยผ่านภาพลักษณ์(Image)ต่อความจริงนั้นๆ แสงประภัสสรโปร่งใสทั้งไร้เพศ กลับแค่นแข็งซ่อนแสงสว่างไว้ภายใน

     ต่อเมื่ออินทรียประสาทถูกปลุกเร้าให้คลี่คลาย แสงพิเศษนั้นก็แสดงออกในการภาวนาดังกล่าว แล้วมนุษย์เรา, กายอันเป็นแหล่งของเครือข่ายอินทรียประสาท ได้เป็นร่างแหซ่อนอาภาธาตุดั้งเดิมไว้ รึว่าธาตุฐานของมนุษย์คือ อาภัสรา-แสงสว่างที่รู้สึกตัวได้ เรื่องทั้งนี้ก็พอที่จะเชื่อมโยงสภาวะอาภัสสรพรหมกับแสงสว่างภายใน อันเป็นฐานแห่งปรีชาญาณ กล่าวคือมนุษย์คือแสงสว่างที่รู้สึกตัวได้

      มองไปสู่ท้องฟ้าในคืนเดือนดับ เบื้องหลังดวงดาวระยิบระยับ คือฉากมืดมหาศาล เร้าแสงสว่างของจินตนาการ และได้ก่อเกิดสุนทรียภาพแห่งความคลุมเครือต่อการกำเนิด ตลอดจนวิถีโคจรของดวงดาวต่างๆ มองมายังผืนแผ่นดินโลก ร่องรอยแห่งการตั้งชุมชนด้วยตำนานของขุนเขา,ทะเล,เกาะแก่ง, อีกทั้งการฝากคติธรรมไว้กับกลุ่มดาวในท้องฟ้า

     ล้วนบอกเราว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้มากจินตนาการ ได้อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ และเป็น “นักเล่า” ผู้ไม่ยอมหยุดนิ่งในการเรียนรู้และกรุณาต่ออนุชน โดยทิ้งร่องรอยภูมิปัญญาไว้ให้ขบคิดไขความ

      ชาดก-นิทานเร้าอุดมคติ เล่าเรื่องแรงอธิษฐานบารมีที่จะได้บรรลุโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ หลายเรื่องถูกเล่าฝากดาวไว้ในท้องฟ้า เพื่อว่าทุกค่ำคืนที่มีดาวปลูก วีรกรรมของผู้ที่เสด็จมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 4 นั้นได้ถูกถ่ายทอดต่อให้ลูกหลานฟัง  จากดวงดาวสู่ดวงใจของหนูน้อย-บุตรธิดาของชีวิต ข่าวสารประเสริฐซึมซาบ จนรักน้ำพระทัยพระศาสดา และเติบใหญ่ภายใต้ร่มโพธิ์และออกตามรอยพระบาทอันอุดมด้วยมิ่งมงคล

      ข้าพเจ้าถูกร้องขอจากนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ให้ช่วยเขียนบทนำงานนิพนธ์ของเธอ ทั้งๆที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้แต่ประการใด นอกเสียจากมุมของสุนทรียภาพ และใช้ดวงดาวกำหนดทิศคราวถือเพศบรรพชิตในการธุดงค์แล้ว ข้าพเจ้าไม่น่าจะรับคำ ด้วยว่า วิชาดวงดาวที่แต่เดิมเรียกโชยติษศาสตร์ อันเป็น 1 ในศิลปศาสตร์ 18 อย่างนั้น เป็นสิ่งซับซ้อนยุ่งยากเกินสติปัญญาของข้าพเจ้า

      ยิ่งในปัจจุบันขอบเขตกว้างขวางของศาสตร์นี้ แผ่ครอบคลุมทั้งโหราศาสตร์,ดาราศาสตร์ และประการสำคัญคือ ข้าพเจ้ารังเกียจว่าการทำนายทายทักโชคชะตานั้น ดีแต่ดูดวง ดีแต่เชื่อดาว และมั่นใจว่า “ฤกษ์แห่งการทำดี มันดีอยู่ในตัวแล้ว ดวงดาวจักทำอะไรได้เล่า”

     เมื่อขัดศรัทธาของนิพัทธ์พรไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงรับคำและตรองหาลู่ทางอยู่ร่วมเดือน นั่งดูดาว จับความรู้สึกตัวทั้งในคืนเดือนหงายและเดือนมืด ได้แต่ความสุขจากการดูดาว แสงเรืองในท้องฟ้าบอกเล่าให้ระลึกถึงโลกครั้งปุริมกาล

     และยิ่งกว่านั้นคือ โลกธรรมชาติที่เป็นไปในกระแสกาลอันไม่รู้สิ้นสุด ช่วงปรากฏออกของชีวิตนั้นแสนสั้น ที่ไม่ปรากฏหรือก่อนเกิดและหลังตายนั้นเป็นอะไรใครเล่าจะรู้ ข้าพเจ้าไพล่ไปได้คติอื่น จิตไม่แล่นไปปรุงเรื่องดวงดาวกับโชคชะตา 

    ข้าพเจ้าว่าดวงดาวมีอิทธิพลต่ออารมณ์มนุษย์นั้นแน่เสียยิ่งกว่าแน่ แต่จะถึงมากำหนดชีวิตทั้งหมดนั้นฟังไม่ขึ้น  ด้วยมนุษย์นั้นยังมีสติปัญญาที่อาจนำทางขึ้นเหนืออารมณ์ได้ เว้นไว้แต่ผู้ใดเชื่ออย่างฝังใจ กรรมก็ให้ผลควรแก่กรรมนั้น แม้จะยกยอดให้ดวงดาวก็ตาม

    ฟังมาว่าสัตว์ป่าไม่ได้เดินป่าตามใจตน แต่ด้วยการนำทางของเจ้าป่า พรานนักล่าผู้ไม่บวงสรวงเจ้าป่าเจ้าเขาก็อาจกลับบ้านมือเปล่าได้ พอฟังขึ้นว่าเจ้าป่าหมายเอาพลังของป่าอันแนบเนื่องกับสัญชาตญาณในการอยู่รอดของประดาสัตว์ป่า ดังที่มดขนไข่กันจ้าละหวั่นก่อนวันฝนตกห่าใหญ่

     เมื่อเอ่ยถึงสัญชาตญาณอันเกิดแต่อุปนิสัยอันใดอันหนึ่ง เมื่อทำซ้ำๆนานเข้าก็กลายเป็นสัญชาตญาณ ดังการขับรถ หมายถึงปฏิกิริยาความเป็นเองไปเหนือคิด จะว่าเป็นไปด้วยจิตเหนือสำนึกอย่างข้อแถลงของนักจิตวิทยาบางสำนักก็ว่าได้

     สัญชาตญาณ “หลับอยู่” และปรากฏออกเมื่อมีสิ่งเร้า โชคชะตาหรือวิบากของมนุษย์ ทั้งเป็นกุศลหรืออกุศล หลับอยู่ไม่แสดงอิทธิพลเมื่อยังไม่ถึงพร้อมด้วยเหตุปัจจัย ครั้นพรักพร้อม วิบากก็ปรากฏ อันเป็นปัจจัยสู่การเกิดกิเลสอันเป็นเหตุให้กระทำกรรมต่อไป

     ดวงดาวเป็นปัจจัยแวดล้อมต่อโชคชะตาของมนุษย์หรือไม่ ก็คงลงเห็นได้ประการหนึ่งว่า ถ้าเชื่อย่อมมีผล การถือเลขผานาทีนั้น แท้จริงเป็นแบบแผนประเพณี เป็นรากฐานของการพัฒนาศาสตร์แห่งการคะเน แต่การเชื่ออย่างงมงายฝังหัวนั้นเองที่ปิดกั้นพัฒนาการแห่งปัญญา

      สำหรับผู้ไม่เชื่อโชคลาง ปฏิเสธว่าดวงดาวไม่มีอิทธิพลต่ออารมณ์และวิถีชีวิต, ชาตินี้ชาติหน้าไม่มี, กิเลสตัณหาไม่มี คำบอกปัดเหล่านี้ฟังน่าอนุโมทนา เพราะท่านผู้นั้นคงหักกงล้อของสังสารจักรได้แล้ว ท่านถือว่าความบริสุทธิ์ของชีวิตไม่เกี่ยวกับดวงดาวหรืออิทธิพลของสิ่งใด4 (2)

  (ภาพ: ภาพเขียนรื่นรมย์ชมความงามของหุบผาและสายธาร ของอ.เขมานันทะ )

    นอกเสียจากการกระทำและผลอันควรแก่เหตุแล้ว ดูจะไม่มีเรื่องใดสลักสำคัญอีก ปัจจัยแวดล้อมของชีวิต นับแต่เพื่อนมนุษย์(ดวงดาว อาภัสราบนพื้นโลก) หรือแสงสดใสในท้องฟ้า ย่อมมีผลต่อทางเดินของอารมณ์-ต่อมรรคผลในชีวิต แต่ไม่มีผลต่อผู้รู้ มีผลต่อผู้ไม่รู้เท่านั้น

        ยังมีถิ่นที่ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ตลอดดวงดาวไม่ปรากฏ อันถูกระบุถึงอยู่ในหลายแห่งในโลกของวรรณกรรมทางศาสนา ไม่ว่าของพุทธ ฮินดู หรือแม้กรีกโบราณ การเดินทางครั้งสุดท้ายของพี่น้องปาณฑพ นำโดยยุทธิษเฐียร ผ่านป่ากนกวันอันไร้แสงเดือนและแสงดาวก่อนปรากฏเฉพาะพระพักตร์มหาเทพ(อิศวร) และรู้ความจริงลึกซึ้ง จะเป็นประการเดียวกับคำตรัสของพระพุทธองค์หรือไม่ ที่ว่า  

      “อายตนะนั้นมีอยู่ภิกษุทั้งหลาย   ไม่ใช่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่พระอาทิตย์ พระจันทร์ ฯลฯ ไม่ใช่วิสัยแห่งอารมณ์ ที่นั้นแลคือที่สุดทุกข์” คงยังเป็นความนัยลับเร้นอยู่เสมอในหมู่ศาสนิกของแทบทุกศาสนา และได้กลายเป็นฐานของความงามในความคลุมเครือตลอดมา และอาจตราบกาลนานในอนาคตระหว่างปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์ของชีวิตภายใต้ดวงดาว และแดนที่ไร้พรมแดน ไร้เดือนไร้ดาว เป็นอกาลิโก

     ข้าพเจ้าเขียนบทนำหนังสือเล่มนี้อย่างดุ่มด้น ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ด้วยไม่ยุติในความรู้ จะเอาคติธรรมในพุทธศาสตร์เข้าจับก็ดูไม่เป็นธรรมต่อคติที่ทางพุทธบอกปัดว่า ไม่ใช่เรื่องดับทุกข์สิ้นเชิง อาจระงับดับได้เป็นบางส่วน แต่ข้าพเจ้าลงเห็นได้ประการหนึ่งว่า คนรุ่นเราไม่คุ้นกับท้องฟ้า ไม่คุ้นกับแสงใสในค่ำคืน

      หากท่านมีโอกาสเดินอยู่บนทางเท้าในย่าน Wall Street ยามค่ำคืนและแหงนหน้าดูท้องฟ้า ท่านจะพบว่าที่นั่นไม่มีดาว เพราะช่องโหว่เนื้อที่ว่างเหนือหัวอีกทั้งคลุ้งฝุ่นละอองนั้น ถูกบีบจากยอดตึกระฟ้า จนเหลือเพียงฝ่ามือและแสงสีในท้องถนนบดบังจนท้องฟ้าหายไป

      ข้าพเจ้าว่าคนรุ่นเรากักขังตัวเอง หมกตัวอยู่ในมุมมืดที่พรางว่าสว่างไสวมากยิ่งกว่ายุคเก่าก่อน จึงเชื่อว่า การกลับไปมีความสุขเยี่ยงคนโบราณนั้นไม่ใช่สิ่งห่างไกลจากมโนคติที่ร่ำร้อง การปลดปล่อยชีวิตเข้าสู่วิถีแห่งดวงดาวตามทาง,ตามธรรม ด้วยแสงแห่งความรู้สึกตัวได้ และไม่ปรารถนาอะไรให้มากเกินกว่าการมีชีวิตเพื่อชีวิต ตามทางแห่งทำนองคลองธรรม

     มีข้อน่าสังเกตอันหนึ่งคือ เมื่อบุคคลใส่ใจธรรมะในมิติกว้าง ความมีฉันทะในการดูดาว ชื่นชมแสงใสในท้องฟ้าก็จะตามมา อันนี้ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเป็นสาธารณะหรือไม่ แต่นิพัทธ์พรผู้เขียนหนังสือนี้ สนับสนุนข้อสังเกตของข้าพเจ้า ดวงดาวปลูกฟ้าของค่ำคืน เร้าอารมณ์ความรู้สึกในปฐมกาล-โลกธรรมชาติอันไม่เพียงงดงาม

     ทว่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก และจักรวาลสัมพันธ์อย่างไรกับดวงจิตผู้เป็นสักขีต่อปรากฏการณ์ทั้งหมด เป็นอันเดียวกัน หรือปันส่วนกันอย่างไร โลกมีเท่าที่อินทรียประสาทไหวรับได้ หรือมีโลกที่เหนือนั้น และนี่อาจเป็นจุดตั้งต้นของการออกท่องสำรวจดูใจ ดูอารมณ์รู้สึก ดูความว่าง ดูการเคลื่อนไหวภายใน พบความสว่างวาบดังดวงดาวระเบิด(Super Nova)  และยุบตัวเป็นหลุมดำดูดทุกสิ่งเข้าหามัน

     ในมิลินทปัญหา บทสนทนาธรรมวิสาสะของราชากรีกมิลินท์กับพระนาคเสน บอกเราถึง สภาวะเป็นทิพย์(Divinity)ในวาระหลับในตื่นหรือตื่นในหลับประดุจการหลับของวานร หมวดว่าด้วยสุบินว่า จิตสำนึกสามัญนั้นไม่อาจเห็นสภาวะทิพย์ เพราะถูกกลบด้วยความคิดปรุงแต่ง ฝ่ายจิตตกภวังค์(Subconscious)ก็ไม่อาจเห็นได้เช่นกัน

      ต่อเมื่อตื่นในหลับ ประหนึ่งการหลับของวานรจึงรู้เห็นได้ และเรียกประสบการณ์ต่อโลกสดใสในคลองอินทรียประสาทนั้นว่า ทิพยโลกซึ่งเป็นบาทฐานของความรู้ความเข้าใจต่อโลกอันสลับซับซ้อนของชีวิต และลางทีสภาวะเช่นนี้เองย่อมยืนยันว่า ธาตุฐานของมนุษย์คืออาภัสรา-แสงที่รู้สึกตัวได้ การเห็นสภาวะทิพย์ จะเป็นการตกผลึกปัญญา คลายสงสัยหรือทวีความสงสัยก็เป็นได้ทั้ง 2 สถาน ขึ้นกับความปรารถนาประโยชน์ชนิดใด

     วิถีปรีชาของปราชญ์โบราณที่ฝากคติธรรมไว้ในฟากฟ้า ฝากชะตาไว้กับฤกษ์,หรือดิถีแห่งดวงดาวนั้น เป็นรูปหนึ่งของศรัทธาต่อสภาวะเร้นลับ และเป็นเครื่องบ่งบอกถึงอัจฉริยอันยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์ที่คิดคำนึงใคร่จะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของสารพัดสิ่ง ไม่เพียงอาณาจักรของดวงดาวเท่านั้น 

      เมล็ดพันธุ์ของฉันทะในการเรียนรู้ ศรัทธาใฝ่รู้เยี่ยงมนุษย์โบราณนั่นเอง ที่นำทางและขัดเกลาจิตใจมนุษย์ให้แหลมคมจนเจาะแทงปรากฏการณ์ธรรมชาติทั้งภายในและภายนอก  ตราบกระทั่งถึงวาระแห่งปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ของพระโคตมะพุทธะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าลำดับที่ ๔ ในสายพุทธวงศ์อันเกรียงไกร,  โดยเฉพาะกฎอิทัปปัจจยตา  การตรัสรู้ของพระองค์ท่านไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงกับพระบริสุทธิคุณของพระองค์ท่าน หรือเพียงความสงบ

      ทว่ามันกระทบไปทุกศาสตร์ สั่นสะเทือนถึงรากเหง้าต้นตอที่ศิลปศาสตร์ถือกำเนิด อันอุปมาอุปไมย แผ่นดินไหวหวั่นด้วยอาการนานาในวาระแห่งการตรัสรู้อันยิ่งใหญ่ มันคงจะไม่เป็นเพียงข้อรู้ของใบไม้ทั้งป่า แต่เป็นทั้งจักรวาล ทุกโลกานุโลก

      ไม่มีที่ใดสภาวะใดซ่อนจากสายพระเนตรแห่งพุทธะได้ แม้ทรงกรุณาแนะให้ค้นหาสาระจากใบไม้ฟายมือเดียวก็ตาม ต่อเมื่อหยั่งรู้ใบไม้กำมือแห่งอริยสัจ 4 นั้นแล้ว จึงประจักษ์ว่า แท้จริงคือป่าทั้งป่า โลกทุกโลก รวมอยู่ในกำมือนั้นนั่นเอง

       ดวงดาราอยู่ไกลโพ้นเกินกว่าจะไขว่คว้าถึง นั่นคือความงาม ควรหวังว่าแสงสดใสในท้องฟ้ายังคงอยู่กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ตลอดไป หรือไม่มันคงอยู่โดยไร้สักขีพยาน เนื่องแต่ความประพฤติของมนุษย์ได้ก่อกรรมหนักจนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ก็เป็นได้

        ข้าพเจ้าขอจบการเขียนดุ่มด้นมาด้วยประโยคว่า แสงสว่างของความรู้ตัวและกรุณานั้น อยู่เหนือโชคชะตาราศี เหนือดิถีแห่งดวงดาว โดยประการทั้งปวง”

        เมื่อวันวาน อ.เขมานันทะได้เคยกล่าวถึงแสงดารา ความจริงลับเร้นของพลังธรรมชาติและอริยมรรคไว้อย่างชัดแจ้งและลุ่มลึกยิ่งในข้อความข้างต้น ที่ดิฉันได้กลับมาอ่านทบทวนอีกครั้งในไม่กี่วันที่ผ่านมา  ครั้น 20 ปีผ่านไป ระหว่างตี 4-5 ก่อนรุ่งสางของเช้าวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2562ในขณะที่อ.โกวิท เขมานันทะ กำลังเคลื่อนดวงจิตผ่านสู่ทิพยภาวะ บนฟ้ามืดงามเกลื่อนด้วยแสงดาวใส เหนือยอดไม้ทางทิศตะวันออก ในกลุ่มดาวราศีพิจิก ดาวพระเคราะห์สองดวงกำลังขึ้นเคียงกันพ้นเส้นขอบฟ้า

   ดวงหนึ่งคือดาวพฤหัส เป็นดาวแห่งปัญญาบริสุทธิ์ฉายประกายงามโชติ เจิดจ้าอยู่ในตำแหน่งอันเป็น “มหาจักร” ของวิชาดาราศาสตร์โบราณ

    ส่วนอีกดวงดาวที่สว่างเรืองหนุนเนื่องอยู่ใกล้กันนั้น คือดาวพระศุกร์ ดาวแห่งสุนทรียภาพ ศิลปะ ศิลปิน  หากดาวพระศุกร์ในราศีพิจิกนี้อยู่ในตำแหน่ง “ประเกษตร” ที่อ่อนแสงกว่ายามเคลื่อนไปในท่ามกลางกลุ่มดาวฤกษ์ราศีอื่น

     รหัสนัยยะของธรรมชาติแห่งฟากฟ้าและดวงดาราในยามละสังขารของท่านอ.โกวิท เขมานันทะ กวี จิตรกร ศิลปิน วิปัสสนิก ผู้ได้รับรางวัลนักเขียนอมตะและศิลปินแห่งชาติ บอกชัดแจ้งว่า วิถีแห่งธรรมปัญญาและงานศิลปะ คืออริยมรรคหนุนเนื่องเคียงคู่กันมาตลอดชีวิตท่าน

    หากในวาระสุดท้ายของการเคลื่อนไปแห่งดวงจิต ยามที่ดาวพฤหัสโชติสว่างด้วยรังสีพลังเจิดจ้ายิ่งกว่าดาวดวงใด ได้ฝากรอยแสงไว้ให้เห็นว่าท่าน อ.เขมานันทะเลือกและเข้าสู่ “ปัญญาบริสุทธิ์” สมดั่งที่ท่านมุ่งหมาย ด้วยความเข้าใจลึกซึ้งที่ฝากไว้สู่ชนรุ่นหลัง...มนุษย์คือแสงสว่างที่รู้สึกตัวได้

     และอีกสิ่งหนึ่งที่ท่านเคยกล่าวไว้ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ในวันวานอันแสนนาน แว่วกังวานในแสงระยิบไหวของดวงดาว ราวภาพสะท้อนบนผิวน้ำ ที่ดิฉันได้ชะโงกไปเพ่งพินิจ และยังจดจำยาวนานมาถึงบัดนี้ ที่อ.เขมานันทะ เอ่ยขึ้นครั้งหนึ่งในยามดิฉันกราบลา

     ถ้าผมเลือกได้ ประโยคสุดท้ายที่อยากจะพูดมากที่สุดก่อนสิ้นลมหายใจคือ ฉันรักความเป็นมนุษย์

     ....................

"กราบครูผู้ให้ชีวิตทางธรรม ด้วยคารวาลัยยิ่ง" 

   

7 (4)        (ภาพ : นิพัทธ์พร กับภาพถ่ายอ.โกวิท ปี 2558)

 

 

 

 

                                                                             

 

 

           

เปิดอ่าน 1,483