ลาลับตาแล้วจ้า พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก

January 17, 2019
by เพ็ญลักษณฺ์ ภักดีเจริญ

ไม่ได้ชวนไปเที่ยวไปดูนกฮูก แต่ชวนคิดถึงสิ่งที่หายไป นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์เล็กๆ ...

 

“ของสะสมนั้นมีที่มามีอดีต ความรู้ ความสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับสิ่งๆหนึ่งให้เราได้ศึกษาเยอะมาก แล้วอะไรล่ะที่เราจะสะสมกัน เราก็ลงเอยที่นกฮูก เราทุกคน(คนในครอบครัว)ก็เริ่มมองหานกฮูกกัน ทีละตัวสองตัว เข้ามาเรื่อยๆ มีเรื่องคุยกันไม่หมด จนทุกคนเคลิบเคลิ้มไปกับเรื่องนี้ คือเป้าหมายในการบ่มนิสัยรักสิ่งๆใดตามแผนก็ได้ผลดี” 

...............

“หวังว่า พิพิธภัณฑ์นี้จะเป็น model ของการเรียนรู้อีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้สังคมมีสิ่งดีๆ ที่เพิ่มเติมขึ้น แทนที่จะพาเด็กไปเที่ยวห้าง ไปเที่ยวสวนสนุกอย่างเดียว แต่การที่พาเข้าพิพิธภัณฑ์ถึงแม้เขาจะยังไม่เข้าถึงความรู้ แต่เมื่อเขาผ่านตาบ่อยๆ เขาจะติดตาและจดจำมัน วันหนึ่งเขาก็จะสามารถดึงเอามาใช้ได้ และมันคือลักษณะนิสัยของผู้ที่เรียนรู้เป็น การทำพิพิธภัณฑ์เริ่มต้นจากความรักแล้วนำไปสู่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ คุณรักอะไร คุณก็ทำไปให้สุดทาง แล้วสิ่งดีๆมันจะตามมา”

..............

"ญี่ปุ่นเขาเรียกนกฮูกว่า Fukurou ฟูกุโร่เปรียบเสมือนโอมาโนริหรือเครื่องรางนำโชค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี โชคลาภ ความมั่งมีศรีสุข ชาวญี่ปุ่นถือว่านกฮูกเป็นสัตว์ที่ขยันและเปรียบเสมือนตัวแทนของเทพเจ้าที่เขาสามารถขอพรเรื่องการเรียนมากที่สุด และก็ยังเชื่อว่าถ้ามีนกฮูกติดตัวหรือตั้งอยู่ในบ้าน จะทำให้ครอบครัวอยู่ดี กินดี ไม่ลำบาก และพบแต่ความโชคดี 

ดังนั้นชิ้นงานของชาวญี่ปุ่นจึงมีแต่นกฮูกหน้าตาน่ารักและดูมีความสุข เพราะเขาคือความสุข ความโชคดี นั่นเองค่ะ เราก็จะสังเกตเห็นเครื่องรางชิ้นเล็กๆ เป็นดินเผาบ้าง เป็นเรซิ่น เป็นเซรามิกที่เป็นเซ็ตใหญ่ๆ อย่างเซ็ตนี้เราก็จะเห็นเป็นนกฮูก 7 วัน ซึ่งเขารวมความสุขขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้แก่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีสุขภาพดี มีปัญญา(การศึกษา การเรียนรู้) มีครอบครัวที่ดี คู่ครองดี มีการงานที่ดี ก็จะทำให้มีเงินทอง ร่ำรวย มีลาภยศ สรรเสริญ อายุยืน"

"""""""""""""""""""""

นี่คือเรื่องราวดีๆ ที่ รศ.ปรีชา ปั้นกล่ำ และภรรยา บันทึกไว้ในเว็บ พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม แหล่งเรียนรู้ที่กลายเป็นอดีตไปตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2561  หลังจากเปิดตัวไปเมื่อปี2555 ผ่านมา 6 ปี ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งโดย รศ.ปรีชา อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นแหล่งแสดงศิลปะเกี่ยวกับนกฮูกที่พวกเขาใช้เวลากว่า 10 ปีเก็บสะสมด้วยความรัก โดยการจัดแสดงแบ่งออกเป็น 6โซน ทั้งเรื่องความเชื่อและจิตวิญญาณ สุนทรีย์กับชีวิต สื่อสัญลักษณ์ ห้องนักสะสม ศิลปะและหัตถกรรมสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจ

       ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นอดีตที่น่าตั้งคำถามว่า เหตุใดพิพิธภัณฑ์ดีๆ ที่สร้างสรรค์ด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว เพราะอยากให้คนไทยได้เรียนรู้ ปิดตัวลงอย่างง่ายดาย

 

ย้อนไป 4-5ปีที่แล้ว ตอนเริ่มทำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ อาจารย์ตั้งใจให้ที่นี่เป็นแบบไหน

ไม่ได้ตั้งใจให้ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่เราสะสมสิ่งของไว้เยอะ จนรู้สึกว่า มีองค์ความรู้ซ่อนอยู่ในชิ้นงานแต่ละส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้ทางด้านศิลปะการออกแบบ วัฒนธรรม มันไม่ควรอยู่แค่ในห้องที่เราเก็บไว้ ก็เลยคิดว่าน่าจะทำเป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่พอรวบรวมแล้ว ก็คิดว่าถ้าทำในรูปแบบพิพิธภัณฑ์น่าจะเหมาะ  ก็เลยเรียกว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก เราวางแผนไว้ว่านอกจากจัดแสดง ยังมีเรื่องการบริหารจัดการความรู้ เพราะเราสอนศิลปะ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นหัวใจของพิพิธภัณฑ์

เราวางแนวทางไว้ว่า จะใช้นกฮูก นกเค้าแมวอย่างเดียว เป็นสื่อเพื่อถ่ายทอดความรู้ ให้เห็นว่าเราสามารถพูดผ่านสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยมีกิจกรรมหลากหลาย ไม่ใช่แค่พื้นที่แสดงงานอย่างเดียว ตอนนั้นผมเช่าพื้นที่ด้วยเงินส่วนตัว มีบ้างที่ระดมทุนจากสังคมมาช่วย

 

อะไรเป็นแรงผลักดันในการทำพิพิธภัณฑ์

เราทำงานเพื่อส่งเสริมพัฒนาความรู้ นำความรู้ด้านศิลปะสู่ชุมชน ซึ่งมีช่วงหนึ่งรัฐบาลส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่ปรากฎว่าไม่สามารถเดินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมมองไปที่แหล่งความรู้ ทั้งๆ ที่เมืองไทยมีภูมิปัญญาความรู้แบบนี้เยอะมาก แต่ไม่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในชุมชนไม่มีเลย

ผมพยายามผลักดันให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำเรื่องนี้ แต่ส่วนใหญ่มองไปที่สเกลใหญ่ๆ เราก็เลยทำเป็นโมเดลเล็กๆ ดูแลจัดการด้วยตัวเอง แค่เรามีภูมิปัญญาของชุมชนและความรู้ของเราเองก็สามารถสร้างองค์ความรู้ให้คนได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำมากกว่าการโชว์ศิลปะเกี่ยวกับนกฮูก ?

แรกๆ พยายามเน้นเรื่องทักษะชีวิต กระบวนการเรียนรู้ หล่อหลอมด้วยวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและจิตวิญญาณ เพื่อให้เห็นการเติบโตของวัฒนธรรมท้องถิ่น ในพิพิธภัณฑ์นกฮูก มีทั้งนกฮูกที่มาเป็นครอบครัว มีแง่มุมศิลปะวัฒนธรรมพื้นถิ่น เราสามารถเชื่อมโยงว่า เมืองไทยเรามีศิลปวัฒนธรรมแบบนี้อยู่ ทำไมเราไม่เรียนรู้ ไม่พัฒนา เพราะมีแง่มุมที่ซ่อนอยู่ในนกฮูก คนที่มาเรียนรู้มาดูก็รับรู้และส่งต่อ ไม่ใช่ว่ามาดูอย่างเดียว แต่สามารถแลกเปลี่ยน เราทำเรื่องเหล่านี้เพราะคิดว่าสังคมขาดเรื่องการเรียนรู้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม การเรียนรู้แบบนี้บางครั้งไม่จำเป็นต้องเป็นของมีค่าหายาก เป็นของง่ายๆ ใกล้ตัวก็สามารถดึงความรู้มาใช้ได้

 24

แม้จะทุ่มเททั้งความรักและความรู้ ก็ยังอยู่ยาก ?

อยู่ยาก ทั้งๆ ที่ทำด้วยใจและอยากให้สมบูรณ์ เราจ้างงานคนในชุมชน ไม่ได้ใช้นักวิชาการ เราเก็บค่าเข้าชมไม่เยอะ และไม่เคยพอกับค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละแปดหมื่นถึงแสนบาท เราทำเพราะเราคิดว่า มันถูกต้องกับอุดมการณ์ของเรา เราสร้างพิพิธภัณฑ์ ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นที่ของตัวเอง อาศัยว่าเราทำงานเกี่ยวกับความรู้ เดินทางไปดูพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศเยอะ พอเราทำออกมาก็มีคนสนใจมาดูโมเดลที่เราทำ และเป็นแรงบันดาลใจในการทำต่อไป

 

พิพิธภัณฑ์ที่ปิดตัวไปแล้ว เป็นอย่างที่อาจารย์คิดหรือยัง

ยังไม่เต็มรูปแบบ เป้าหมายปรับมาเรื่อยๆ เราทำให้เรื่องราวกระชับขึ้น คนที่เข้ามาก็จะได้เรียนรู้ อย่างแรกเราแบ่งเป็นโซนความเป็นมาของนกฮูกทั้งความเชื่อและวิทยาศาสตร์ โซนนกฮูกจากสถานที่ต่างๆ ที่สะท้อนวัฒนธรรมชาติต่างๆ โซนนกฮูกในฐานะการออกแบบในชีวิตประจำวัน และโซนศิลปะหัตถกรรมมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ และโซนสะสม รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักทำให้คนมาเที่ยวเกิดแรงบันดาลใจ อยากจะทำอะไรสักอย่างในชีวิต ก็ลองทำเลย เวลาเข้ามาที่นี่ เราไม่ได้ปล่อยให้คนมาเที่ยวมาเดินดูเอง เราดึงผู้สูงอายุในครอบครัวมาช่วยบรรยาย เราก็ถ่ายทอดอบรมให้ เพราะเขาชอบสื่อสารอยู่แล้ว

 

แต่ละวันมีคนเข้ามาดูเท่าไหร่

ถ้าจะอยู่ได้ เฉลี่ยแล้วต้องมีคนเข้ามาดูเฉลี่ยวันละ 60 คนขึ้นไป วันธรรมดามีคนเข้ามาดูน้อยมาก มีเฉพาะเสาร์อาทิตย์และวันหยุด แต่ที่สุดแล้วเราแบกรับภาระไม่ไหว และเศรษฐกิจแบบนี้นักท่องเที่ยวไทยไม่อยากใช้เงิน ประกอบกับเจ้าของพื้นที่อยากได้พื้นที่คืน

เสียดายไหม

เสียดาย แต่ไม่กลับไปทำแล้ว เพราะช่วงเวลาเปลี่ยนไป ความคิดเปลี่ยนไป ถ้าจะทำคงทำอีกแบบ เพราะที่ผ่านมาเรายังมีปัญหาการสื่อสารกับสังคม เราขาดการให้การศึกษาเพื่อปลูกฝังเรื่องการเรียนรู้

 

ถ้าจะให้คนหันมาสนใจเรื่องพิพิธภัณฑ์ต้องทำยังไง

ต้องกลับมาเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องปลูกฝังความรักเรื่องศิลปะวัฒนธรรม หลายปีที่ผ่านมาในหลักสูตรการเรียนการสอนมีการถอดวิชาศิลปะออกเหลืออาทิตย์ละ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งไม่เพียงพอ ถ้าจะรอให้พ่อแม่พาไปเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ ต้องรอคนอีกรุ่น เพราะพ่อแม่รุ่นนั้นก็ไม่ได้ถูกปลูกฝังเรื่องนี้

 

เจอปัญหาแบบนี้ยังอยากทำพิพิธภัณฑ์อีกไหม

ผมยังอยากทำตลอดเวลา ถ้าจะให้ลงทุนเอง คงทำไม่ได้ แต่ถ้าวันนี้ภาครัฐบอกว่า ยินดีสนับสนุนพิพิธภัณฑ์นกฮูก เรายินดียกทุกอย่างให้ บริหารจัดการองค์ความรู้ให้ด้วย แต่ต้องทำให้เป็นส่วนกลาง ไม่ใช่สมบัติของใคร

อย่างผมไปญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์เล็กๆ มีเยอะและน่าสนใจ เป็นโมเดลเล็กๆ ที่น่าศึกษามาก ทุกอำเภอทุกหมู่บ้านมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่ชุมชนดูแลกันเอง ยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์กระดาษ คนญี่ปุ่นทำแบบง่ายๆในชุมชน เพื่อให้คนมาเรียนรู้ แต่บ้านเราไม่มีระบบการจัดเก็บสิ่งของเก่าๆ ทั้งๆ ที่มีเรื่องราวของวัฒนธรรม เราไม่บันทึก จนทุกวันนี้ก็ยังไม่บันทึก

 

หลังจากปิดตัวไปแล้ว อาจารย์จะทำอะไรต่อ

ก็ยังสอนหนังสือ และหันมาสตูดิโอที่บ้านในจังหวัดราชบุรี มีห้องแสดงงาน ถ้าไม่ได้เคลื่อนย้ายนกฮูกไปที่ไหน ก็จะจัดไว้ที่นั่น ถ้าใครอยากเรียนรู้ก็มาดูได้ ตอนนี้ผมคงดูก่อนว่า ชุมชนที่ผมอยู่มีอะไรที่โดดเด่น มีความเข้มแข็งเรื่องใด แม้เราจะทำเป็นสตูดิโอเล็กๆ แต่เราเปิดให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ได้ทั้งจักรสานและงานไม้

สิ่งที่อยากทำอีกคือ เรื่องถ่ายทอดความรู้ ตอนนี้พยายามพัฒนาตัวเองในเรื่องต่างๆ ที่ผมทำอยู่คือ เรื่องศิลปะร่วมสมัยและศิลปหัตถกรรม และผมพยายามผลักดันเป็นหลักสูตร ผมไม่ได้มองแค่ชิ้นงาน แต่มองในแง่มุมความเกี่ยวข้องกับบริบทของชีวิตในทุกด้าน

ตอนนี้เทรนด์โลกให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทางด้านจิตวิญญาณชุมชนที่มาพร้อมกับของใช้ในชีวิตประจำวัน บ้านเรามีเยอะมาก แต่ไม่ได้สนับสนุนเพื่อการพัฒนา ปัญหาที่ผมเจอ คือ คนในชุมชนกำลังถูกบ่มเพาะให้รอความช่วยเหลืออย่างเดียว พึ่งพิงตนเองไม่ได้ เงินไม่มาไม่ทำ ถามว่าเขาผิดไหม..ไม่ผิด แต่ที่ผมตกใจมากคือ มีอาชีพรับจ้างปฏิบัติงานหรือทำโครงการที่ภาครัฐส่งมา ทั้งๆ ที่มีนโยบายสนับสนุนให้พึ่งพิงตนเอง แต่กลายเป็นรับจ้างทำให้งบประมาณหมดไป

 

ถ้าต้องการให้บ้านเรามีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เยอะขึ้น ต้องทำอย่างไร

ต้องให้ความรู้ชุมชน สนับสนุนพวกเขา ไม่ใช่ปล่อยให้โตแบบวูบวาบ เห็นใครทำอะไรแล้วขายดี ก็ทำตามโดยขาดองค์ความรู้ ถ้าถามผมว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรื่องใด ผมอยากทำด้านหัตถกรรมไทย มันคือวิถีชีวิตของคนไทยถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่บรรพบุรุษ ผมเคยเสนอภาครัฐว่า อยากทำพิพิธภัณฑ์หัตถกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 9 แต่ละช่วงอายุของพระองค์ท่าน รวมถึงศิลปะร่วมสมัยที่สร้างศักยภาพในระดับนานาชาติ

ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้แต่ละชุมชนรวบรวมองค์ความรู้ขึ้นมา สร้างแหล่งเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดให้ลูกหลาน เพื่อให้ลูกหลานในชุมชน เข้าถึงองค์ความรู้และภูมิใจท้องถิ่นตัวเอง อีกอย่างผมอยากให้ผู้ใหญ่พาเด็กๆ ไปเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์มากขึ้น

 

ความทรงจำดีๆ ที่อาจารย์ได้จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูกคือเรื่องใด

แม้จะขาดทุน แต่ผมไม่ได้รู้สึกเจ็บตัว คุ้มค่ากับเงินที่ลงไป ในแง่การเรียนรู้ เพราะคนมาดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ บางครอบครัวอยู่ที่นั่นสองสามชั่วโมง เดินวนไปวนมาทำกิจกรรมหลายๆ ส่วน และเวลาเราสอนศิลปะไมได้แค่วาดๆ เขียนๆ เราสอนวิธีคิด ทักษะการใช้ชีวิต 

ศิลปะอยู่ในชีวิตและจิตวิญญาณของเราอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะรู้ตัวไหม แล้วใครจะเป็นคนกระตุ้นหรือเปิดทางให้ ทำยังไงเราถึงจะสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้ ศิลปะเรียนได้ตลอดชีวิต ไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งศิลปินเองก็ต้องเรียนรู้ การจัดการชีวิตก็เป็นรูปหนึ่งของการเรียนรู้ศิลปะ คุณตื่นนอนขึ้นมา คุณเลือกที่จะทำในรูปแบบของตัวเอง นั่นแหละคือศิลปะ

 31

เปิดอ่าน 1,164