การหยั่งรู้และเชื่อมตัวเองกับธรรมชาติ เพื่อรับมือกับโลกปัจจุบัน

January 16, 2019
by อาศิรา พนาราม

ญาณหยั่งรู้ บางครั้งมาเป็นสัมผัสหรือความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเมื่อพบบางคน เจอบางสิ่ง บางครั้งเรียกลางสังหรณ์ แต่คนปัจจุบันไม่เชื่อเรื่องที่จับต้องไม่ได้ หากการหยั่งรู้ ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ แต่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ไม่ปิดกั้น และต้องการเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัว

IMAGE: ภาพจากสารคดี Innsaei

HIGHLIGHTS

  • พัฒนาการของโลกมาจนถึงปัจจุบัน อาศัยการทำงานของสมองซีกซ้ายแห่งตรรกะ
  • แต่ผลที่ตามมาของโลกที่เจริญสุดขีด กับทำลายบางอย่างลง ไม่ว่าจะสิ่งแวดล้อม สุขภาพกาย สุขภาพใจ เพราะอะไรบางคนที่ชีวิตดูเพียบพร้อมจึงไร้สุข
  • ทางแก้ปัญหาอาจไม่ใช่วิธีเดิมๆ แบบที่เคยทำมา แต่ต้องมองย้อนกลับไปในภูมิปัญญาเดิมของมนุษย์ การทำงานของสมองซีกขวา การค้นคว้าภายใน และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ อาจให้คำตอบ

ไม่นับอายุ หรือปีเกิดคนเมืองปัจจุบันนับเข้าเป็นคน Gen C คือคนยุค Connecting เราเชื่อมต่อโลกทั้งใบด้วยเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มต่างๆ แต่ในทางกลับกัน การเชื่อมต่อกับโลกภายนอกและข้อมูลข่าวสารซึ่งหลั่งไหลเข้ามาชี้นำ ดึงความสนใจ จนเวลาแต่ละวันหมดไปอย่างรวดเร็วและตึงเครียด กลับตัดขาดความใส่ใจต่อสิ่งรอบข้างและสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับตัวเอง

เร็วๆ นี้ เราได้อ่านหนังสือเรื่อง ‘เงียบ – Silence In the Age of Noise’ ซึ่งเขียนโดย เออร์ลิง คอกเก (Erling Kagge)  นักสำรวจธรรมชาติชาวนอร์เวย์ ที่ความเงียบในธรรมชาติ สอนให้เขาค้นพบความสำคัญของความเงียบในชีวิตประจำวัน ในยุคที่เต็มไปด้วยเสียงพุ่งเข้ามารอบด้าน โดยบังเอิญที่ ‘หน้าปก’ ของสารคดีเรื่อง Innsaei (อินไซเอ) ในเน็ทฟลิกซ์ ดึงดูดใจจนต้องคลิกเข้าไปดู และเนื้อหาของทั้งสองสื่อก็เชื่อมโยงกัน อาจเป็นเพราะแรงดึงดูดบางอย่าง

เวลาพูดถึงสัญชาตญาณ หรือสัมผัสที่ 6 หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้ ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องของจิตและสมอง วิทยาศาสตร์ศึกษาทุกอณูพอที่จะฟันธงได้หรือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง และเมื่อมองไปในภูมิปัญญาโบราณที่เฝ้าสังเกตธรรมชาติ มองตัวเองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ความเป็นไปของธรรมชาติมีผลกับชีวิต การสังเกต บันทึก และค้นหาความจริงของธรรมชาติ ทำให้เกิดศาสตร์ต่างๆ ขึ้นมามากมาย เกิดปฏิทิน ฤดูกาลแห่งการเพาะปลูก ดาราศาสตร์ การเดินทะเล ฯลฯ ก็ได้ให้คำตอบแก่เรามากมาย

innsaei 2

เครดิตภาพ rubinmuseum.org/events/event/innsaei-09-23-16

นักเดินทะเลชาวโปลินิเซียนสามารถท่องมหาสมุทรด้วยเรือแคนูเล็กๆ โดยสัมผัสถึงสายลม กระแสน้ำ ดูดาว สังเกตลักษณะของหมู่เมฆ ก็รู้ได้ว่าที่ตรงไหนจะมีแผ่นดิน และพวกเขากำลังจะมุ่งหน้าไปไหน ไม่มีกูเกิลแมพ มีเพียงเครื่องมือคำนวณแบบแท่งไม้กับภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นั่นเป็นเรื่องเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ที่มนุษย์เปิดทุกประสาทสัมผัสเพื่อรับรู้ความเป็นไปของธรรมชาติ เพื่อที่จะดำรงชีวิตไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น

แต่ปัจจุบัน การหยั่งรู้อันน่าเหลือเชื่อ ได้หายไปจากมนุษย์แล้ว แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย เราอาจไม่ต้องการการหยั่งรู้เพื่อการสำรวจ แต่เพื่อการใช้ชีวิตที่ไม่แห้งแล้ง มีเป้าหมาย ตอบคำถาม และแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ โลกแห่งตรรกะที่เต็มไปด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้ง และสงคราม หากเรายังคงใช้วิธีแบบเดิมๆ อยู่ ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้

โลกปัจจุบันยึดโยงกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น มากกว่าเชื่อมกับธรรมชาติที่โลกเป็น ทำให้เราตัดการเชื่อมต่อ ตัดความรู้สึกละเอียดอ่อนที่มีต่อโลกรอบตัว เราเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อดูว่าเพื่อนในโซเชียลมีเดียทำอะไรอย่างไร แต่กลับขาดความเอาใจใส่ต่อคนรอบข้าง ไม่สนใจฟังเสียงภายในตัวเอง ความแห้งแล้งเย็นชาแบบนี้ อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข หมดไฟอย่างไร้สาเหตุ

ฮรุนด์ กุนน์สทีนดอตตีร์ (Hrund Gunnsteinsfottir) นักคิดชาวไอซ์แลนด์ ที่ได้ร่วมทำโครงการศึกษาการรับมือกับโลกสมัยใหม่ของเด็กๆ กับเพื่อนสนิท คริสติน โอลาฟสโดเทียร์ (Kristín Ólafsdóttir) และทำภาพยนตร์สารคดี Innsaei ขึ้น หลังจากฮรุนด์หมดไฟจากการงานอันมั่นคงที่ UN ด้วยหลายเหตุ การทำงานนี้ทำให้เธอและเพื่อนพยายามหาคำตอบว่าเราอยู่ในโลกแห่งความคิดเชิงเหตุผลหรือความรู้สึกกันแน่ และสิ่งนั้นส่งผลอย่างไรต่อชีวิตมนุษย์และสังคม

สมองแห่งตรรกะแก้ไม่ได้ทุกปัญหา

ในโลกที่ธุรกิจ การงาน การเงินคือตัวขับเคลื่อนและเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ สมองฝั่งซ้ายแห่งความคิดเชิงเหตุผลถูกใช้อย่างหนัก วิชาการคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ฯลฯ สำคัญมาก แต่ในการใช้ชีวิตมีมากกว่านั้น อารมณ์ ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ การต่อรอง ทักษะในการสื่อสาร ต้องอาศัยสมองฝั่งขวา ที่คนเราส่วนใหญ่ลืมไปแล้ว

Intuition แปลเป็นคำใหญ่ได้ว่าญาณทัศนะ หรือการหยั่งรู้ ซึ่งเป็นมากกว่าความรู้สึก หรือสัญชาตญาณ ในอดีต ก่อนที่ภูมิปัญญาจะถูกแทนที่ด้วยความรู้ และความรู้จะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลเหมือนในปัจจุบัน ดังที่เอียน แมกเกิลคริสต์ จิตแพทย์และนักเขียนหนังสือ The Master & Hiss Emissary กล่าว มนุษย์เคยมีความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน ด้วยการมองโลกแบบเปิดกว้าง แต่โลกแห่งสมองซีกซ้ายเราใช้ชีวิตแบบขาดความเชื่อมโยง การวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาเต็มไปด้วยเครื่องมือต่างๆ แต่ขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดมุมมองที่จะเชื่อมโยง เพราะปล่อยให้สมองทำงานอยู่ซีกเดียว

แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะให้การหยั่งรู้ของเรากลับมา หรือทำงานอย่างได้ผลในโลกปัจจุบัน?

ความเงียบ การฟังเสียงตัวเอง การอยู่กับธรรมชาติ

เป็นเรื่องยากมากที่จะให้เรานั่งนิ่งๆ เฝ้ารับรู้ถึงธรรมชาติรอบตัว มีสติอยู่กับตัวเองโดยที่ไม่คิดอะไรเลย เพราะเราเคยชินที่จะคิดถึงแต่เรื่องภายนอก จริงๆ แล้วการหยั่งรู้ของเราทำงานอยู่ตลอดเวลา ผ่านการรับรู้ของประสาทสัมผัสต่างๆ ของเรา แต่เราไม่มีสติสัมปชัญญะพอที่จะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสัมผัสที่ 6 ที่เกิดจากการประมวลผลบางอย่าง เป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่มีเหตุผล เราต้องเริ่มสังเกตเรื่องแบบนี้

วิธีที่จะนำการหยั่งรู้ของเรากลับมานั้นไม่ต่างจากการนั่งสมาธิ การฝึกสติอย่างที่ชาวพุทธคุ้นเคย แต่เรื่องนี้กว้างกว่าจะเป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เพราะหมายถึงขณะจิตที่เป็นสากล การเชื่อมโยงกับธรรมชาติซึ่งยิ่งใหญ่ครอบคลุมเราทุกคน

‘ความเงียบ’ ที่เออร์ลิง คอกเก พูดถึงก็คือสิ่งนั้น การนำความเงียบเข้ามาในชีวิตฟังดูเหมือนง่าย แต่ตอนนี้ความเงียบกลายเป็นความหรูหราในชีวิตไปแล้ว การเดินทางไปในถิ่นที่ไม่รู้จักอาจช่วยนำความเงียบเข้ามา เช่นเดียวกับนักสำรวจธรรมชาติส่วนใหญ่ เขาได้สัมผัสความสันโดษท่ามกลางความเงียบสุดขั้วของทวีปแอนตาร์คติกาที่มองไปทางไหนก็มีแต่หิมะกับท้องฟ้า เมื่อนั้นนักเดินทางจะถูกความเงียบมหาศาลกดดันเข้ามารอบด้านให้อยู่ลำพังกับตัวเอง เผชิญหน้ากับตัวเองจนถึงที่สุด ขณะที่ประสาทสัมผัสทางกายทุกด้านก็ต้องเปิดรับสิ่งแวดล้อมและประเมินทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด

บางครั้งความเงียบก็ถูกนำไปสร้างเป็นศิลปะเพื่อให้คนได้รู้จักห้วงเวลาที่หลงลืมไป มารินา อบราโมวิค (Marina Abramovic) ศิลปินแสดงสด ใช้เวลา 736 ชั่วโมง 30 นาทีใน MOMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ในนิวยอร์กเพื่อนั่งจ้องตากับผู้ชมกับงานชุด The Artist is Present ในปี 2010 ผู้ชมมากมายต่างลงชื่อต่อคิวเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อนั่งจ้องตากับเธอ โดยศิลปินไม่พูดอะไรเลย

Marina_Abramović,_The_Artist_is_Present,_2010_(2)

ภาพจาก wikimedia

เมื่อความเงียบทำงาน ตาที่จ้องตากลับเปิดใจและสื่อสารบางอย่างออกมา มารินา บอกว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะให้คนหยุดนิ่งในชีวิตประจำวัน แต่ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ พอมีศิลปินอยู่ตรงหน้า กับผู้ชมล้อมรอบ ไร้คำพูด ไร้ทางหนี คนผู้นั้นมีแต่ต้องเผชิญกับตัวเอง เธอบอกว่าเพียงแค่จ้องตาเปิดใจรับรู้เธอก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดหรือความรู้สึกต่างๆ ที่คนตรงหน้าเผชิญอยู่

ณ ขณะนั้น หลายคนจึงน้ำตาไหล ค้นพบบางอย่างในใจ เป็นสิ่งที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ แต่นั่นคือกระบวนการทำงานของสมอง งานศิลปะชุดนั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองเชิญเธอมาทำการทดลอง ก็พบว่า ขณะที่จ้องตากัน คลื่นสมองของมารินาส่งกิจกรรมที่มีพลังกว่ามาก

ในหนังสือ ‘เงียบ’ เออร์ลิง คอกเกยังเล่าถึงบทสนทนาระหว่างเขากับมารินา อบราโมวิค เธอเล่าถึงนิทรรศการนั้น และช่วงขณะที่นั่งเงียบอยู่ใน MOMA เธอค่อยๆ ได้ยินเสียงนอกพิพิธภัณฑ์ที่ไกลออกไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ใช้มากขึ้น ในขณะที่คอกเกได้ยินแต่เสียงคนในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น แต่เขาก็เคยมีประสบการณ์นี้ระหว่างการผจญภัย เมื่อปิดตาการดมกลิ่นและได้ยินเสียงจะดีขึ้น ความเงียบช่วยให้สติและสัมผัสเฉียบคมยิ่งขึ้น

ที่จริงแล้ว เราสามารถแสวงหา ‘ความเงียบ’ ได้ในชีวิตประจำวัน ชาวตะวันออกอย่างเราเคยได้ยินเสมอเรื่องการนั่งสมาธิ ชาวตะวันตกอาจเรียกว่าการแสวงหาความเงียบ และถึงตอนนี้ก็เริ่มมีหลายหลักสูตรการศึกษาที่ค้นคว้าเรื่องสมาธิและการหยั่งรู้แล้ว

เด็กๆ กับการรับมือกับโลกปัจจุบัน

มากไปกว่าการเรียนวิชาการ ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยวิกฤต การแก้ปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยการทำงานระหว่างศาสตร์ต่างๆ และทักษะในการประเมินสถานการณ์ การเข้าใจความคิดของผู้อื่น ทักษะการอยู่ร่วมกับสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มีโรงเรียนมากมายได้เตรียมเด็กๆ ให้พร้อมรับมือ เช่นที่ โรงเรียนแอดดิสัน กรุงลอนดอน สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ที่เรียกว่า MindUp™ หรือการกระชับสมอง ด้วยการฝึกสติสมาธิควบคู่กับวิทยาศาสตร์ เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการทำงานของสมอง ไปพร้อมกับการหยุดพักด้วยสมาธิ และการฝึกให้เข้าใจความคิดความรู้สึกของผู้อื่น อย่างในสารคดี Innsaei ก็ยกเคสของ ไซโลห์ วัย 6 ขวบที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นจากหลักสูตรนี้ได้

Innsaei คือศัพท์ภาษาไอซ์แลนด์ที่แปลว่าทะเลที่อยู่ภายใน หมายถึงการเรียนรู้จากภายในสู่ภายนอก อาศัยความเงียบ โดยการหยุดความคิดชั่วขณะ อยู่กับตัวเอง หรือเปิดผัสสะของเราเพื่อสัมผัสกับความเป็นไปของสิ่งแวดล้อม โดยไม่คิดด้วยอคติ จะค่อยๆ เชื่อมต่อเรากับโยงใยตามธรรมชาติ แต่ละคนมีวิธีเข้าถึงกระแสภายในต่างกัน

เรื่องเหลือเชื่อนี้คือกิจกรรมทางสมองอันไร้ตรรกะ ซึ่งเป็นส่วนที่มากกว่าสมองเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่เราใช้งานอยู่ตามปกติ และเราอาจต้องการสิ่งนี้อย่างมาก ในยุคแห่งความยุ่งเหยิงนี้

เปิดอ่าน 1,514