กีฬาคือยาใจ

November 29, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

ใครต่อใครก็เคยทำผิด แต่ไม่ว่าจะพลั้งพลาดหรือล้มมา กีฬาจะเยียวยาทุกสิ่ง

ตัวเลข 36,595 คือจำนวนเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึง 20 พฤศจิกายน 2562 และยังไม่มีใครรู้ว่าสถิติจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปอีกกี่มากน้อย

ถึงตัวเลขจะน่ากังวลใจ แต่มีงานวิจัยนานาชาติระบุว่าหากกลุ่มผู้ก้าวพลาดได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้านตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พวกเขามีโอกาสกระทำผิดซ้ำน้อยลง ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาศักยภาพที่ช่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจคือ ‘กีฬา’ แล้วคู่ขนานไปกับการพัฒนาทักษะชีวิต

 

  • ’แข็งแรง’ แต่ไม่ ‘รุนแรง’

นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เสนอข้อมติ ‘Integrating Sport into Youth Crime Prevention and Criminal Justice’ ในเวทีการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (Commission on Crime Prevention and Criminal Justice) สมัยที่ 28 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และได้รับการรับรองโดยฉันทามติจากประเทศสมาชิก สาระสำคัญของมติดังกล่าวคือเน้นย้ำถึงความสำคัญของกีฬาว่าเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน และให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่ากีฬามีส่วนช่วยส่งเสริมและฟื้นฟูเด็ก

ที่กระทำผิดให้กลับมาอยู่ในสังคมและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เมื่อได้ฝึกฝนกีฬาควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิต ด้วยเหตุนี้ทำให้ประเทศไทยได้มีบทบาทเป็นผู้นำการใช้กีฬาเป็น ‘ยาใจ’ ให้แก่เด็กและเยาวชนผู้ก้าวพลาด

สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงและอาชญากรรมในเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะยังมีมาก แต่ สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้ให้ข้อมูลว่ามีแนวโน้มลดลง จาก 4-5 หมื่นคดี ปัจจุบันเหลือประมาณ 2-3 หมื่นคดี ทว่าเมื่อเทียบกับอัตราส่วนประชากรพบว่ายังลดลงไม่มากนัก สิ่งที่ต้องคิดและร่วมกันทำต่อไปจึงเป็นการทำอย่างไรให้ผู้เยาว์ที่กระทำความผิดได้มีที่อยู่ที่ยืนในสังคม

หลังจากที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้จับมือกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ทำให้อธิบดีกรมพินิจฯ มองกีฬาในอีกมิติหนึ่งมากไปกว่าการสันทนาการหรือการออกกำลังกาย

“กีฬาไม่ใช่การละเล่นธรรมดา แต่เป็นกระบวนการปลูกฝัง หล่อหลอม เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ สอนให้พวกเขารู้จักเคารพกันและกัน เคารพตัวเอง รู้จักมิตรภาพ มีความรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองสู่ความเป็นเลิศ”

เด็กและเยาวชนผู้ก้าวพลาดในประเทศไทยมีทั้งที่ต้องรับโทษอยู่สถานพินิจ ทั้งที่ศาลอนุญาตให้กลับบ้านได้ด้วยคดีความยังไม่เด็ดขาด แต่ทั้งสองกลุ่มล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายของการนำกีฬามาพัฒนาศักยภาพได้ ซึ่งที่ผ่านมาสถาบัน TIJ ได้ผลักดันจนเป็นรูปธรรมแล้ว สอดคล้องกับทิศทางของหลายประเทศทั่วโลกเห็นพ้องกับการนำกีฬามาสร้างโอกาสให้แก่ผู้ต้องขังทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่

  ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย บอกว่า นอกจากปลูกฝังสิ่งดีๆ ผ่านกีฬาแล้ว ยังฟื้นฟูผู้ก้าวพลาดเรื่องยาเสพติดได้เห็นผลชะงัดนัก

“คนติดยาเสพติดเล่นกีฬาไม่ได้ เล่นแล้วหืดหอบ ร่างกายไปไม่ไหว หรือคนที่เสพมากๆ สุขภาพร่างกาย หน้าตา กระดูก มันจะทรุดโทรมไปหมด กล้ามเนื้อก็จะเสียหายไปหมด ไม่มีความสดชื่น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กล่าวกันมาตลอดว่า “กีฬาเป็นยาวิเศษ” ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าผู้ใหญ่ให้โอกาสแก่เยาวชน และให้โอกาสเขาได้เล่น ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน จะดีมากกว่าปล่อยให้พวกเขาไปในทางที่ผิด”

นอกจากนี้ผู้อำนวยการสถาบัน TIJ ยังกล่าวอีกว่ากีฬาไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงแก้ไขฟื้นฟู ยังมีส่วนในการป้องกันอาชญากรรมได้เช่นกัน ซึ่งวกกลับไปที่การสร้างความแข็งแรง การสร้างทัศนคติที่ดีทั้งต่อตัวเอง สังคม และเพื่อนๆ รวมถึงการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ เหมือนจะง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและคาบเกี่ยวกันในหลากหลายส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน สอดคล้องกับที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า

“การใช้กีฬาเพื่อป้องกันอาชญากรรมนั้น ไม่ใช่เพียงการมุ่งหมายสร้างศักยภาพทางด้านกีฬาและสมรรถภาพทางกายของเด็กและเยาวชน แต่ยังมุ่งหมายที่จะสร้างทักษะทางด้านจิตใจ อารมณ์และส่งเสริมสร้างทักษะชีวิต ซึ่งเป็นทักษะส่วนบุคคลและทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลประกอบกัน อันจะทำให้เด็กและเยาวชนในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่เคยกระทำความผิดมาก่อน หรือเด็กในสถานพินิจฯ สามารถจัดการกับความต้องการ แรงกดดัน และความขัดแย้งในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งห่างไกลจากความรุนแรงและอาชญากรรมด้วย”

 

  • Bounce Be Good : เด้ง ได้ ดี

ตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของการใช้กีฬาเพื่อเป็นสื่อกลางในการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นพลังสำคัญของชาติ คือ การเกิดขึ้นของสโมสรกีฬา Bounce Be Good : เด้ง ได้ ดี หรือ ‘BBG’ อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เอกภพ เดชเกรียงไกรสร ประธานสโมสรกีฬา BBG เล่าถึงจุดกำเนิดของสโมสรว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาพฤตินิสัยของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่อยู่ในสภาวะมีความเสี่ยง และขาดโอกาสพิสูจน์ตัวเอง จึงทรงมีพระราชดำริให้สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯ ก่อตั้งโครงการฝึกอบรมทักษะกีฬาเทเบิลเทนนิส เมื่อปี 2558 เพื่อประทานโอกาสให้เด็กได้พิสูจน์ศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับในสังคม

ณ ตอนนั้นเริ่มต้นภายใต้ชื่อโครงการ ‘ให้โอกาสสร้างคน : Young Table Tennis Way Of Change’ ดำเนินโครงการในบ้านมุทิตาเป็นแห่งแรก แล้วขยายไปยังบ้านปรานีในปีเดียวกัน ปรากฏว่าผ่านไป 1 ปี เด็กและเยาวชนพัฒนาทักษะด้านกีฬาเทเบิลเทนนิสได้อย่างน่าประหลาดใจ ก้าวต่อไปจึงต่อยอดเป็นโครงการ ‘Bounce Be Good : เด้ง ได้ ดี’ ในปี 2559 เพื่อสานฝันด้านกีฬาให้พวกเขา

“ต่อมา Bounce Be Good ต่อยอดจากสำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯ ออกเป็นสโมสรกีฬาบีบีจี หรือ BBG Club ซึ่งดำเนินการจัดตั้งบ้านสโมสรและยิมกีฬาเทเบิลเทนนิส เพื่อใช้เป็นที่พักและฝึกซ้อมของนักกีฬาเยาวชนของสโมสร โดยเราดูแลทุกอย่าง ทั้งด้านความเป็นเลิศทางกีฬา ด้านอารมณ์ และสังคม เพื่อสร้างพัฒนาการและสร้างอาชีพให้เยาวชนเหล่านี้กลายเป็นนักกีฬาอาชีพเต็มตัว รวมทั้งพัฒนาด้านทัศนคติในการดำรงชีวิตในสังคม”

ปัจจุบันสโมสรกีฬา BGG มีนักกีฬากว่า 300 คน โดยได้ขยายออกไปอีก 2 ประเภทกีฬา คือ แบดมินตัน และฟุตบอล มิหนำซ้ำยังมีแผนขยายพื้นที่ฝึกอบรม จากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศด้วย

ประธานสโมสรกีฬา BBG เล่าให้ฟังว่ามีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับโอกาสแล้วลงมือทำอย่างมุ่งมั่นจนพลิกชีวิตของตัวเองให้เดินบนเส้นทางนักกีฬาได้อย่างสง่าผ่าเผย

“เราเริ่มจากเขาไปในสถานพินิจเพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จักกีฬาพวกนี้ จากนั้นทางกรมพินิจก็จะมีการจัดการแข่งขันกีฬาภายในให้เด็กๆ ในสถานพินิจทั่วประเทศได้แข่งขัน เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว ทางสโมสรจะคัดเลือกมาเป็นนักกีฬาเหล่านี้มาเป็นนักกีฬา Team A ในสโมสรของเรา

แต่นอกจากจะดูฝีมือแล้วเราดูทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจของเด็กด้วย พอเข้ามาเรามีบ้านพัก มีตารางฝึกซ้อม มีให้เรียนหนังสือ และมีการอบรมด้านจิตวิทยาด้วย เพราะนอกจากทักษะด้านกีฬาแล้ว การมีทักษะในการใช้ชีวิตในสังคมและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นก็นับเป็นองค์ประกอบสำคัญให้เขาส่มารถใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

ยกตัวอย่างเด็กคนหนึ่งตอนนี้อายุ 23 ปีแล้ว ปัจจุบันเขาได้กลายเป็นโค้ชในสโมสร BBG ตอนนี้เขาเรียนโค้ชเทเบิลเทนนิสเลเวล 2 ซึ่งเป็นเลเวลที่สูงสุดที่มีในประเทศไทย ก่อนหน้านี้เขามาเป็นนักกีฬาในสโมสร 4 ปี”

นอกจากนี้เขายกตัวอย่างเด็กอีกคนหนึ่งที่เคยเป็นวัยรุ่นคึกคะนองและพลาดพลั้งทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าค้นไปถึงก้นบึ้งจิตใจยังมีแสงสว่างรอวันเฉิดฉาย และการได้เข้ามาเป็นนักกีฬาของสโมสรก็เป็นโอกาสให้เด็กคนนี้ได้ฉายแสง

“เด็กคนนี้มีเป้าหมายในชีวิต เขาอยากเป็นนักกีฬา พอสโมสรเราสนับสนุนให้เขาได้เรียนหนังสือ ได้คิดเป็น เขาเป็นตัวแทนนักกีฬาของเราที่ได้เข้าร่วมประชุมยูเอ็นที่ออสเตรีย เด็กคนนี้แสดงทัศนคติดีมาก คือนอกจากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องกีฬา เรื่องเรียน เรื่องเป้าหมายในชีวิตเขาก็ชัดเจนมากขึ้น และด้วยความที่เขาไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น พอรวมกับเป้าหมายที่อยากมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เป็นประโยชน์ต่อสังคม เด็กคนนี้จึงเปลี่ยนแปลงเป็นคนละคน”

ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ความตั้งใจจริงที่จะหยิบยื่นโอกาสแก้ไขให้ผู้พลั้งผิด สโมสรกีฬา BBG ได้เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญให้เด็กและเยาวชนไทยได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ยกระดับความคิด ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพัฒนาศักยภาพของตัวเองจากการนำกีฬาเทเบิลเทนนิส (รวมถึงกีฬาอื่นๆ) เข้ามาเป็นสื่อกลาง จนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของกลุ่มเด็กและเยาวชนเหล่านี้ ไม่แน่ว่า อนาคตอันใกล้อาจได้เห็นพวกเขาก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ แล้วพลิกผันจากคนเคยพลาดผิด กลายเป็นต้นแบบให้แก่อีกหลายชีวิตก็ได้

  ผลลัพธ์จากการนำกีฬามาต้านอาชญากรรม พิสูจน์แล้วว่าช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนผู้ก้าวพลาดได้กลับสู่สังคมได้อย่างปกติสุข และเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะแข็งแรงพอที่จะไม่กระทำความผิดอีกครั้ง