'บาราโหมบาร์ซา' ปัตตานีฉายแสง

November 25, 2019
by นิธิปรียา จันทวงษ์

จากพื้นที่เปราะบาง สู่โครงการสร้างสรรค์ ถีงเวลาที่ถิ่นฐานมลายูจะเป็นที่รู้จักผ่านงานศิลป์

‘เศษหนึ่ง’ ของความหลากหลายที่รวมกันเป็นหนึ่งจากการผสมผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมในพื้นที่ชุมชนบาราโหม และเศษชิ้นส่วนถ้วยชาม กับ ‘ส่วนเสี้ยว’ ของพระจันทร์ หนึ่งในสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามและสื่อถึงความเป็นมลายู

คำนิยามที่ลึกซึ้งถึงที่มาของชื่อกิจกรรมซึ่งนักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสาร สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดขึ้นทำให้ยิ่งได้เห็นการสร้างสรรค์งานของเด็กๆ ในโครงการ 'มาโก๊ะจาแว จากรากเหง้าสู่งานหัตถกรรม แบรนด์บาราโหมบาร์ซา' ยิ่งสัมผัสถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็กๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการสื่อสารผลิตภัณฑ์ ‘บาราโหมบาร์ซา’ ตราสินค้าน้องใหม่ของผลิตภัณฑ์ของฝากของที่ระลึก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และของใช้ ที่เกิดขึ้นในชุมชนบาราโหม อ.เมือง จ.ปัตตานี ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ด้วยลวดลายความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครจากการแกะลวดลายจาก ‘มาโก๊ะจากแว’ ซึ่งในภาษามลายูหมายถึงถ้วยชาม เศษกระเบื้องโบราณที่ขุดพบในชุมชนบาราโหม เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา เมืองท่าการค้าที่เจริญรุ่งเรือง มีการขนเครื่องถ้วยชามจีนจากนานาประเทศเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก และเป็นที่ตั้งสุสานของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ทั้งพระยาอินทิรา (สุลต่านอิสมาอีล ซาห์) พระมเหสี และราชินี 3 พี่น้อง

แต่เพราะขาดสื่อประชาสัมพันธ์ที่จะช่วยส่งเสริมให้สินค้าเป็นที่รู้จักแพร่หลาย อาจารย์และนักศึกษาจึงได้จัดทำโครงการในรายวิชาปฏิบัติการบูรณาการการสื่อสารการตลาด เพื่อสนับสนุนการผลิตสื่อและจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อเปิดตัวให้บาราโหมบาร์ซาเป็นที่รู้จัก และเกิดการรับรู้ในการนำมรดกทางประวัติศาสตร์มาเผยแพร่ตราสินค้ามากขึ้น อีกทั้งส่งเสริมการขาย สร้างรายได้ให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยการใช้ทักษะการทำสื่อและสร้างสรรค์ลวดลายของชิ้นงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คนวัยทำงานและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานหัตถกรรม

“ทุกที่มีประวัติศาสตร์และมีคุณค่าในตัวเอง ไม่อยากให้เด็กรุ่นใหม่หลงระเริงไปกับวัฒนธรรมอื่นจนลืมรากเหง้าของเรา แต่ควรช่วยกันสร้างสรรค์จนเกิดเป็นแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เรามีต้นทุนทางประวัติศาสตร์อยู่แล้ว นำมาใช้ได้เลย สิ่งที่พวกเราได้จากการทำงานนี้คือ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน รู้จักแวดวงคนในชุมชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เป็นงานที่พวกเราภูมิใจ เพราะทุ่มเทเวลา แรงกายแรงใจนาน 3-4 เดือน”

72786201_2648449738547155_6177258471776321536_o

78386977_2648449681880494_6243034117798100992_o

'เจมส์' สุรศักดิ์ โภชน์พันธ์ ประธานโครงการมาโก๊ะจาแวฯ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำโปรเจ็คจบการศึกษา โดยนักศึกษานับร้อยชีวิตที่รวมพลังสร้างสรรค์สังคมในครั้งนี้ได้ใช้ความรู้ความสามารถด้านการสื่อสารการตลาดและสื่อสารมวลชน ช่วยต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ถ่ายทอดเรื่องราวจากยุคที่เจริญรุ่งเรืองจนหมดยุคเหลือเพียงเศษซากอารยธรรมในพื้นที่ และนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยช่วยกันวางแผนกลยุทธ์การตลาด การผลิตสื่อและเนื้อหา จัดกิจกรรม สื่อสารประชาสัมพันธ์ ด้วยจุดขาย 'เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์' ให้สินค้าเล่าเรื่องราวในตัวเอง เสริมด้วยการสร้างลวดลายที่แกะจากเศษถ้วยชามกระเบื้องเพิ่มเติม

ขณะที่ ดร.อาทิตยา สมโลก และ ดร.กฤษดี พ่วงรอด อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า กิจกรรมเศษหนึ่งส่วนเสี้ยวเป็นการเปิดเวทีสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้กระจายไปสู่สาธารณชน เพื่อสร้างการรับรู้ผ่านการสื่อสารการตลาดของนักศึกษาร่วมกับผู้ประกอบการ และจัดเวทีเสวนาเล็กๆ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมมลายูและนักออกแบบที่มีต่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งนำมาปรับปรุงพัฒนางานต่อไป สิ่งสำคัญจากกิจกรรมนี้จะทำให้เด็กรุ่นใหม่เห็นถึงคุณค่าความงามของงานศิลป์มลายู เกิดความคิดในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน และนิเวศวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ในการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์เศรษฐกิจบนฐานทุนวัฒนธรรม ซึ่งได้รับคำชื่นชมจาก ชูชีพ ธรรมเพชร หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปัตตานี ในฐานะผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ที่เดินทางมาร่วมชมงาน ณ Melayu Living ถนนปัตตานีภิรมย์ ว่ากิจกรรมนี้เป็นงานบริการรับใช้สังคมเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวปัตตานี และจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีครั้งหนึ่งของการมีส่วนผลักดันยกระดับสินค้าชุมชน และเผยแพร่วัฒนธรรมมลายูที่เก่าแก่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ด้าน จิรศักดิ์ อุดหนุน หัวหน้าโครงการ 'วิจัยและพัฒนาศักยภาพเยาวชนนอกระบบจังหวัดชายแดนใต้สู่การเป็นผู้ประกอบการสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรมชายแดนภาคใต้' โดยการสนับสนุนจากหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวถึงการดำเนินงานว่าได้มีการพัฒนากรอบความคิดและวางแผนดำเนินงานร่วมกับทีมวิจัยในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นชายแดนภาคใต้ และถอดความรู้การทำงานของกลุ่มเยาวชนต้นแบบที่ริเริ่มสร้างความเป็นผู้ประกอบการนักสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรม อีกทั้งสำรวจข้อมูลพื้นฐานและต้นทุนการทำงาน จัดทำแผนที่ข้อมูลและความเป็นไปได้ของเยาวชน ตลอดจนถอดบทเรียนตัวแบบที่มีในพื้นที่ โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดทำแผนที่ข้อมูลและกลุ่มผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของเยาวชน รวมถึงแผนที่และเส้นทางวัฒนธรรม องค์ความรู้วัฒนธรรมมลายูในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

78531582_2648449708547158_6512696113378623488_o

75653305_2648449545213841_7121340223862079488_o

ทีมวิจัยจากสถาบันรามจิตติเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปลูกฝังความเป็นทีม และสร้างเครือข่ายให้แก่กลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ รวม 11 ผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มบาราโหม ผ้าปักลวดลายมลายู เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้วยการประยุกต์นำมรดกทางประวัติศาสตร์ของชุมชนมาสร้างจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ สร้างลวดลายบนงานหัตถกรรมโดยเย็บจากจักรโบราณ

ข้อค้นพบสำคัญที่มีคุณค่าจากการทำงานในพื้นที่ คือ ภาษา การแต่งกาย ความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรม ที่ทีมวิจัยอยากนำเสนอเรื่องราวทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ให้คนในพื้นที่เห็นคุณค่าของตัวเองและอยากสืบทอดในฐานะเจ้าของทุน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนนอกระบบที่อยู่ในมุมมืด โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนทั้งระบบผ่านทุนทางวัฒนธรรม ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่และนำพาไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ด้วยการขัดเกลางานฝีมือและส่งต่อสู่สายตาคนภายนอกผ่านการบอกเล่าเรื่องราว เกิดเป็นพลังและทำสิ่งที่สามารถทำได้ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเอง ไม่ต้องไปหางานทำนอกพื้นที่หรือในต่างประเทศ

ในมุมมองของสองนักออกแบบลวดลายมลายูร่วมสมัยอย่าง สุกรี เจ๊ะปูเตะ เห็นว่าลวดลายของบาราโหมมีความน่าสนใจและได้รับต้นทุนที่ดีมากๆ นำสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่มาประยุกต์ แต่ในอนาคตอยากให้เล่าในโทนการสร้าง 'แรงบันดาลใจ' ที่เข้มแข็งจากสิ่งรอบตัวมาสร้างสรรค์งาน เช่น สัตว์ ดอกไม้ ใบไม้ ที่เป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่น รวมถึงการผูกเรื่องราวให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้ได้เปรียบและโดดเด่น เช่นเดียวกับ เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา เจ้าของบริษัท เบญจเมธา เซรามิก จำกัด ที่เสนอแนะให้มองวิถีที่อยู่รอบตัวมากกว่าคำว่าพื้นถิ่น ขยายดีไซน์ให้หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์และเป็นประโยชน์ต่อชุมชน สร้างสรรค์สิ่งใหม่และสร้างภูมิปัญญาของตัวเอง นำจุดอ่อนหรืออุปสรรคมาเป็นโอกาสและบททดสอบเพื่อให้เกิดองค์ความรู้และความคิดริเริ่มใหม่ๆ

75231666_2648449848547144_4747050391026270208_o

75552808_2648449531880509_8748701408171130880_o

ฟารีดา กล้าณรงค์ หรือ 'ก๊ะดา' หญิงแกร่งผู้ก่อตั้งแบรนด์บาราโหมบาร์ซา และชักชวนน้องๆ ผู้หญิงซึ่งล้วนอยู่นอกระบบการศึกษาเข้ามาเป็นสมาชิก เล่าถึงความมุ่งมั่นในการสร้างงานสร้างรายได้โดยทำผลิตภัณฑ์ของฝากของที่ระลึกขาย สำหรับงานพิมพ์ผ้านั้นมีต้นทุนสูง เพราะต้องใช้บล็อคเหล็กและสั่งพิมพ์ลายผ้าจากกรุงเทพฯ ใช้เวลารอก็นาน จึงได้เปิดอบรมการแกะสลักบล็อคไม้ให้กับคนในชุมชน เพราะเรามีช่างไม้ที่มีความชำนาญในการแกะลวดลายต่างๆ อยู่แล้ว ทำให้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยได้รับการสนับสนุนบรรจุภัณฑ์จากทางจังหวัด และการออกแบบลายโลโก้จากสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด

“ทุกวันนี้เราเก็บเงินสมาชิกคนละ 20 บาทต่อสัปดาห์ เพื่อเป็นทุนในการทำผลิตภัณฑ์ สร้างงานต่อยอดไปเรื่อยๆ เราอยากให้คนเห็นคุณค่าของชุมชน ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการดึงคนในชุมชนให้กลับมาอยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง จะเห็นว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นเด็ก สตรี และคนชรา ส่วนชายวัยแรงงานออกไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในมาเลเซีย เพราะชุมชนของเราทำประมงและแปรรูปเป็นหลัก ไม่มีอาชีพอื่น เหลือแต่แม่บ้านอยู่บ้านเลี้ยงลูก ทำให้เกิดปัญหาว่างงาน เด็กติดยาเสพติด แม้รายได้จะไม่เพียงพอถึงขั้นเลี้ยงครอบครัว แต่แทนที่จะรอเงินจากสามีอย่างเดียว ก็ชักชวนกันมาทำผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อหารายได้เพิ่ม”

สิ่งที่ฟารีดาอยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาสนับสนุน คือ สถานที่พิมพ์ผ้า เพราะตอนนี้มีแต่อาคารที่ตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์และจัดทำเวิร์คช็อป ด้วยสมาชิกมีการศึกษาไม่สูง มีเพียงตนคนเดียวที่จบปริญญาตรี ขาดสื่อประชาสัมพันธ์ แม้จะมีการสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ทำได้ทีละนิดเพราะมีสมาชิกเพียงแค่ 7 คน ทุนก็มีน้อย แต่พวกเราก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพื่อชักชวนน้องๆ คนอื่นกลับมาทำโครงการท่องเที่ยวชุมชนบาราโหมและผลิตภัณฑ์บาราโหมบาร์ซาต่อไป ขณะนี้ผลิตภัณฑ์มีจำหน่ายตามร้านค้าในชุมชน เพจออนไลน์ ‘ของฝาก ของที่ระลึก By Barahom Barzaar.’ และออกงานตามคำเชิญของจังหวัด เธอรู้สึกดีใจที่มีนักศึกษาและนักวิจัยของ สกสว. มาช่วยกันสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของชุมชนบาราโหมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

นับเป็นอีกหนึ่งพลังการสื่อสารงานวิจัยระหว่างภาควิชาการ ผู้ประกอบการ และประชาสังคม เพื่อสืบสานศิลปวัฒธรรมให้ลูกหลานของชุมชน และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าแก่สังคมปัตตานีและประเทศไทยให้คงอยู่สืบไป