ไม่สวยใส แต่ไร้สาร

November 14, 2019
by นฤมล ทับปาน

เมื่อเกษตรกรตัวจริงชวนเปลี่ยนพฤติกรรมในการเลือกผักผลไม้ให้ได้ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

 

เคยมองย้อนกลับบ้างหรือไม่ว่า วัตถุดิบของมื้ออาหารอันโอชา เบื้องลึกมาจากความทุกข์ยากของใคร เราต่างเป็นผู้บริโภคในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ที่มีส่วนในการใช้สารเคมีของเกษตรกรผู้ผลิตจากต้นทาง เพราะความต้องการบริโภคผักผลไม้เกรดพรีเมียม สวยสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น สารเคมีจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด 

เพราะเรามักเลือกวัตถุดิบลงตระกร้าจากรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยใสไร้ตำหนิ โดยอาจหลงลืมไปว่ามันมีที่มาจากไหนกัน แล้วมันดีต่อสุขภาพจริงๆ หรือไม่ เหนือไปกว่านั้นคือ ถ้าคนปลูกได้รับผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ อย่างไรเสียเราในฐานะผู้บริโภคก็หนีไม่พ้น ดังนั้นแม้จะเป็นเพียงผู้บริโภคตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่ก็สามารถที่จะแสดงอำนาจในการตัดสินใจ ผ่านการเลือกซื้อหรือผ่านเสียงเรียกร้องถึงอาหารที่ปลอดภัยไร้ซึ่งสารปนเปื้อนในวัตถุดิบชั้นดีได้

 

เกษตรกรที่รัก

“...ใครเห็นใครก็ว่าตาย” เสียงจากเจ้าของสวนส้มแห่งหนึ่งในทุ่งรังสิต ที่เคยล้มลุกคลุกคลานในการทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการทำเกษตรกรรมแบบเคมี 

กิตติวัฒน์ วสุรัฐเดชาพงศ์ คือเจ้าของสวนส้มที่ว่า และยังเป็นตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนองสามวัง จังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันสวนส้มกว่า 20 ไร่ของเขาปลูกแบบอินทรีย์ จากวันนั้นจนถึงวันนี้นับเป็นเวลา 4 ปี ที่เขาหันหลังให้กับสารเคมี เดินหน้าไปพร้อมกับเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว

“บอกได้เลยว่าตอนนี้ส้มผมสวยมาก ดินดี สิ่งแวดล้อมก็ดี วันนั้นที่ผมบอกใครต่อใครว่าทำส้มอินทรีย์ เขาชี้หน้าผมแล้วบอกว่าไม่สำเร็จหรอก ผมตอบกลับไปว่าจะสำเร็จไม่สำเร็จมันอยู่ที่ใจ”

การใช้สารเคมีที่มากเกินไปทำให้ดินที่เคยดีเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ต้นส้มที่ใกล้จะโรยราเต็มทีทำเอากิตติวัฒน์ต้องหาลู่ทางใหม่ให้ผลผลิตของตัวเอง เขาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ที่เริ่มจากการปลูกผักเล็กๆ น้อยๆ

“ผักสลัดที่ผมปลูกแบบอินทรีย์ยังทำได้ แล้วทำไมต้นส้มที่กำลังจะตายจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยปราศจากสารเคมีไม่ได้ วันนั้นผมยกกองปุ๋ยที่จะใส่ผักไปใส่ต้นส้มเลยทันที”

ส้มของเขาเริ่มดีวันดีคืน แตกใบสวย พร้อมที่จะผลิผล แถมได้ขึ้นไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งเลมอนฟาร์ม ท็อปส์ หรือแม้แต่ส่งเข้าโรงพยาบาลก็ทำมาแล้ว

 

1572141309972

กิตติวัฒน์ วสุรัฐเดชาพงศ์ และ สุนทร คมคาย สองเกษตรกรอินทรีย์

เช่นเดียวกับ สุนทร คมคาย กลุ่มเกษตรอินทรีย์เขาแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี จากผู้คร่ำหวอดในวงการเกษตรกรรม ค้าขายปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และอีกสารพัดผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการเกษตร ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้เขา แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตก็เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เขากลายเป็นแกนนำในการคัดค้าน ซึ่งนั่นทำให้สุนทรพบกับกลุ่มอินทรีย์สนามไชยเขต เกษตรกรที่มาร่วมคัดค้านด้วย และชักชวนให้เขารู้จักกับระบบเกษตรกรรมแบบอินทรีย์ ปัจจุบันเขาปลูกผักอินทรีย์ที่ดีต่อใจทั้งคนกิน คนปลูก และคนขาย

“เกษตรกรรมส่วนใหญ่จะเป็นเชิงเดี่ยว คือรายเดียว พอเราขับเคลื่อนกันเป็นกลุ่ม ซึ่งอินทรีย์พูดหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่ปลูกผักขายอย่างเดียว มีทั้งในมิติเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พูดถึงเรื่องการค้าที่เป็นธรรมด้วย จริงๆ แล้ว เรามีราคาประกันจากทางกลุ่มที่เราปลูก มีผัก 126 ชนิดที่มีราคาประกันทั้งหมด และมีช่องทางการตลาดหลากหลาย มีการทำงานร่วมกันกับผู้บริโภคและผู้ค้า”

การสร้างช่องทางการตลาดที่หลากหลาย จึงนำไปสู่การทำงานร่วมกันกับผู้บริโภคและผู้ค้าได้อย่างลงตัว “ผลผลิตจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์เขาแก้วจะถูกส่งต่อมายังเลมอนฟาร์ม และยังกระจายสู่โรงพยาบาล ที่เพิ่งทำ MOU กันกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ ส่งผักผลไม้เข้าโรงครัว ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในไทยที่ทำอาหารเลี้ยงผู้ป่วยแบบออร์แกนิค 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีขายตามตลาดเขียวต่างๆ ด้วย”

 

บนสายพานอาหาร

หากเรายังยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอกของอาหาร ก็เป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นสายพานของอาหาร กว่าจะสวยเช้งได้ต้องผ่านสารเคมีกี่ชนิด ไม่เพียงแต่ต้นทางอย่างเกษตรกรผู้ผลิต แต่ผู้บริโภคในห่วงโซ่สุดท้ายก็ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพไม่ต่างกัน ดังนั้นอาหารที่ดี จึงไม่จำเป็นต้องหน้าตาดีเสมอไป เช่นเดียวกับส้มเคมีรูปลักษณ์ภายนอกจะสวย ผิวมันเงา น่ารับประทาน ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ กลับกันคนโบราณจะชอบลูกดำๆ ผิวเขรอะ ๆ เพราะเนื้อในหอมหวาน อร่อย แต่มักไม่มีวางขายในท้องตลาด ซึ่งซูเปอร์มาร์เก็ตรู้ดีว่าอาหารที่ดีเป็นอย่างไร เพียงแต่ว่าผู้บริโภคยังไม่ได้คำนึงถึงส่วนนี้มากนัก ทำให้ตัวกลางอย่างซูเปอร์ต้องขายสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลายกลุ่ม

“ส้มอินทรีย์ผิวไม่สวย แต่เนื้อในอร่อย และปลอดภัย ต้องประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้ด้วย” เจ้าของสวนส้มแสดงความคิดเห็น

จะเห็นได้ว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ ประเด็นอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีถูกหยิบยกมาพูดเป็นวาระสำคัญอยู่บ่อยครั้ง และมีการเรียกร้องให้พิจารณาเพื่อแบนการใช้สารเคมี 3 ตัวที่ถึงขั้นคร่าชีวิตคนได้ อย่างพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส

ทั้งนี้สารเคมีที่มาจากการฉีดพ่นจะมีละอองฟุ้งไปทั่วบริเวณนั้น และมีกลิ่นของยาด้วย ผู้ที่ได้รับสารเคมีจะมีอาการอ่อนเพลีย เกิดการแพ้จนอาเจียน ซึ่งคนงานในสวนรับสารเคมีก่อนผู้บริโภค พวกเขายังคงรับจ้างฉีดยาฆ่าหญ้าอยู่ แลกกับค่าแรง 300 บาทต่อวัน แน่นอนว่าคนที่ทำงานในสวนอินทรีย์ย่อมสุขภาพดีกว่าคนที่ทำงานในสวนแบบเคมี

“เดี๋ยวนี้มียาแก้อักเสบเข้าไปปะปนในส้มด้วย เพราะว่าต้องฉีดเข้าต้นส้ม ไม่อย่างนั้นส้มจะกรีนนิ่ง ท่อน้ำเลี้ยงจะอุดตัน พอมีลูกส้มก็จะร่วงโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งพวกเขาแก้ปัญหาโดยการใช้ยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อที่คนใช้กินนี่เองละลายน้ำ อัดใส่กระบอกแล้วเอาสว่านเจาะ แล้วก็ฉีดเข้าลำต้น ทำให้เราเห็นส้มวางขายนอกฤดูกาลเยอะ”

 

crate-of-round-green-fruits-1098597

 

กินอย่างรู้ที่มา

ปัจจัยที่เป็นเหตุปัญหายุ่งเหยิงของระบบอาหารในไทย สุนทรมองว่าเป็นเพราะระบบการตรวจสอบยังไม่มีมาตราฐาน ซ้ำยังไม่มีการตรวจสอบ เขายกตัวอย่างสมัยที่ยังค้าขายยาเคมีต่างๆ ผักผลไม้ที่ส่งออกไปต่างประเทศจะค่อนข้างเข้มงวดและพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบเกรดพรีเมียม ซึ่งสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน จะถูกวนกลับมาที่นี่ กลับมาขายในเมืองไทย และผักผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศก็ไม่มีการตรวจสอบสารเคมีที่อาจปนเปื้อน ทำให้ผลลัพธ์เป็นปัญหาอย่างทุกวันนี้ ในฐานะผู้ผลิตจากต้นทางรายหนึ่ง เขาฝากจดหมายถึงซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศว่า ควรที่จะสื่อสารกับผู้บริโภคเรื่องการกินอาหารปลอดภัย ขณะเดียวกันผู้บริโภคเองต้องรู้ว่าสินค้าที่ได้รับไปมันมีการผลิตแบบไหน กระบวนการผลิตเป็นอย่างไร หรือเรียกว่า กินอย่างรู้ที่มา

“วันนี้ผักที่เรากินถ้าลองนับนิ้วดูน่าจะครบ มีไม่กี่ชนิด แล้วผักไม่กี่ชนิดเป็นผักที่ไม่ใช่ผักท้องถิ่นของประเทศไทยเลย เป็นผักจีน ผักฝรั่ง ทั้งๆ ที่ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีผักเป็นร้อยชนิด แต่เราทิ้งภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษสั่งสมมา ไปกินอาหารไม่กี่ชนิดที่เกษตรกรบ้านเราผลิตได้ด้วยความยากลำบาก”

ในมุมของผู้บริโภคอาจจะต้องเข้าใจแหล่งอาหารที่มาจากภูมิปัญญาหรือที่เรียกว่าเป็นพืชผักท้องถิ่นให้มากขึ้น เพราะมันแข็งแรงกว่าพืชจากต่างแดนหรือพืชที่กลายพันธุ์เป็นไหนๆ

ดังนั้น บทบาทโซ่กลางอย่างซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องสร้างความชัดเจนของสินค้าที่นำมาวางขาย เป็นออแกนิคประเภทไหน ร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม โดยต้องผ่านการตรวจสอบที่ได้มาตรฐานด้วย รวมถึงตรวจสอบสายพานการผลิตหรือ supply chain ที่ชัดเจนว่ามาจากไหน อย่างไร เมื่อมีปัญหาจะได้จัดการได้ง่าย

 

ค้าขายอย่างมีจริยธรรม

ซูเปอร์มาร์เก็ตเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิตและเป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถส่งต่อการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานอาหาร มีส่วนสำคัญในการส่งต่อและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงรายได้ให้ธุรกิจค้าปลีกอาหารของประเทศไทย ผู้บริโภคและซูเปอร์มาร์เก็ตจึงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งเสริมความเป็นธรรมและยั่งยืนบนเส้นทางอาหาร

 

apple-business-fruit-local-95425

 

ธีรวิทย์ ชัยณรงค์โสภณ ผู้ประสานงานภาคเอกชนองค์การอ็อกแฟม อธิบายว่า ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิต ทั้งยังเป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถส่งต่อการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อาหาร ควรให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกันทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นทางไปจนปลายทางสุดท้ายคือ ผู้บริโภค เนื่องจากว่าคนไทยใช้จ่ายไปกับค่าอาหารมากถึง 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซูเปอร์มาร์เก็ตกลายเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยหลักของคนจำนวนมากและเป็นผู้รับซื้ออาหารจากผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด เท่ากับว่าคุณภาพชีวิต สิทธิ และรายได้ของคนบนเส้นทางอาหารไม่น้อยขึ้นอยู่กับซูเปอร์มาร์เก็ต 

ปัจจุบันประเทศของเรามีจำนวนซุปเปอร์มาร์เก็ตรวมทั้งสิ้นกว่า 3,000 สาขา อัตราการเติบโตของตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตนับว่ามีการเติบโตและขยายอย่างต่อเนื่องตลอดสิบปีที่ผ่านมา

“เราส่งเสริมและผลักดันให้ผู้บริโภคตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสินค้าที่หาซื้อได้ในซูเปอร์มาร์เก็ต ในฐานะที่เป็นผู้ซื้อก็ย่อมมีสิทธิในการตัดสินใจเลือกหรือแสดงความต้องการไปยังผู้ขายว่า อยากจะเห็นสินค้าปลอดภัยดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสินค้าที่ได้มาต้องเป็นธรรมต่อคนต้นทาง นั่นคือเกษตรกรผู้ผลิตและแรงงาน รวมถึงต้องมีนโยบายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนต้นทาง ที่มาพร้อมกับสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย”

และจะเห็นว่าคนต้นทางอย่างเกษตรกรและแรงงาน ต่างก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมีและผลตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม การซื้อ-ขายกับเกษตรกรโดยตรง จึงเป็นตัวช่วยที่ตัดบทบาทของพ่อค้าคนกลางออกไป ทำให้ส่วนแบ่งกระจายสู่เกษตรกรมากขึ้น แต่ขายเท่าไรถึงจะเรียกว่าเป็นธรรม นี่คือความเสี่ยงที่เขามองว่าเกษตรกรยังคงต้องเจอ

“การรวมกลุ่มของเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อผลิตสินค้าที่เป็นอินทรีย์ จะทำให้พวกเขามีบทบาทในการกำหนดราคา”

ทว่าเมื่อถอดหมวกการทำงานในภาคเอกชน ธีรวิทย์ก็เป็นผู้ซื้อคนหนึ่ง เขามองว่าช่วงหลังมานี้ผู้บริโภคเริ่มคำนึงถึงความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของของคนต้นทางมากขึ้น

“ซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องทำแคมเปญเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคว่าสินค้าที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่สวย แต่ภายในอุดมไปด้วยคุณประโยชน์และไร้สารเคมี หรืออาจต้องมีการนำสินค้าที่ว่าไม่สวยแต่ปลอดภัยวางขายด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตต้นทางมีส่วนแบ่งมากขึ้นรวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ”

เมื่อผู้ซื้อมีจำนวนมากขึ้นตลาดก็จะเปิดกว้างขึ้น ทำให้มีผู้ผลิตเกิดขึ้นตามจำนวนผู้ซื้อ ยิ่งตลาดสีเขียวมีการแข่งกันมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งนำไปสู่การบาลานซ์ทั้งราคาและคุณภาพ ผู้บริโภคจึงมีบทบาทมากในการกำหนดสินค้าที่ปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายประโยชน์สูงสุดไม่เพียงตกอยู่กับผู้บริโภคปลายทางยังได้อานิสงส์มาถึงเกษตรกรผู้อยู่ต้นทางด้วย