หัวล้านชนกัน

November 6, 2019
by นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

การเล่นหัวล้านชนกันของชาวบ้านสมัยอยุธยา ไม่ใช่แค่สนุกหรือตลก แต่เป็นการเล่นพนันชนิดหนึ่ง

IMAGE: ฝีมือช่างชื่น คนอัมพวา

HIGHLIGHTS

  • พอได้จังหวะชายหัวล้านก็พุ่งเข้าเอาหัวชนกัน บี้อัด ใช้หัวล้านเหม่งใช้ไหล่ดันกันไปมาสุดกำลัง จนอีกฝ่ายถูกแรงดันให้ถอยกรูด เสียหลักเซซังล้มไปก็มี แบบถือว่าข้ามแดนกันไป ตัดสินแพ้ชนะได้ก็ตรงนี้ เป็นการเล่นเอาสนุก แต่จะมีต่อรองเล่นพนันด้วยหรือไม่ พ่ออำพลไม่เห็น ตอนนั้นยังเด็กมากๆ แต่นึกไปแล้วไม่น่าจะมี คงเป็นการเล่นเอาสนุกมากกว่า

 ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปสำรวจชุมชนคนไทยพลัดถิ่นใน อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ประเทศเมียนมา บรรพบุรุษของคนไทยพลัดถิ่นกลุ่มนี้ อยู่ในเมืองตะนาวศรีมาแต่ดั้งเดิม ต่อเนื่องจากสมัยอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ก็มีและยังมีบรรพชนรุ่นปู่ทวดอพยพมาจากไทยภาคใต้ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ด้วย

 

 เมื่อดิฉันมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนบ้านเมืองคนไทยเขตใกล้วัดสิงขร เมืองตะนาวศรี ได้ฟังเรื่องราวของการต้อนช้าง จับช้างของชาวบ้านไทยกลุ่มนี้ ที่ทำกันมาตั้งแต่ยุคบรรพชน เรื่องหนึ่งที่ดิฉันได้รับทราบมาจากลุงบุญเสริม ประกอบปราณ อายุ ุ68 ปี คนเกิดบ้านสิงขร แต่บัดนี้อพยพมาอยู่ฝั่งไทย ได้บัตรประชาชนไทยแล้วก็คือ เรื่องของ “หัวล้านชนกัน” กับ “นมยานตีเต้ง” ที่ในอดีตคนไทยตะนาวศรีเคยเล่น 2 กีฬานี้ฉลองแก้บนหลังจับช้างได้อยู่ทุกปี

 

 ลุงบุญเสริมกล่าวให้ฟังว่า คนตะนาวศรีเคยสนุกมากกับการเล่นหัวล้านชนกันและนมยานตีเต้ง ลุงเคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก เป็นโมงยามที่คนทั้งตำบล ทุกหมู่บ้านใกล้เคียงจะแห่มาดู มาเล่น สนุกมากๆ ในงานแก้บนของคนจับช้าง เพราะเมื่อจับช้าง ต้อนช้างเข้าคอกเสร็จในแต่ละปี คนไทยตะนาวศรีจะต้องแก้บนเจ้าที่เจ้าเมือง เจ้าป่า ด้วยการเล่นหัวล้านชนกันกับนมยานตีเต้ง ทำสืบต่อกันมาแต่โบราณ ยาวนานมากๆ

 

 เท่าที่ดิฉันตรวจสอบขัอมูลมา ทั้ง 2 การละเล่นนี้ เป็นกีฬาพื้นเมืองเก่าแก่ดั้งเดิม เคยนิยมมากในภาคใต้ของประเทศไทย แต่หัวล้านชนกันเล่นทั่วไปในภาคกลางด้วย ปัจจุบันสิ้นสูญไปจากประเพณีชาวบ้านยาวนาน 70-80 ปีหรือร่วมร้อยปีแล้วกระมัง จะมีจัดบ้างก็เล่น “หัวล้านชนกัน” ที่มีโชว์ให้ดูนานๆครั้ง

 

 วัตถุพยานอันบ่งชี้ว่าชาวบ้านไทยเล่นหัวล้านชนกัน เป็นกีฬาพื้นบ้านสืบต่อมาแต่โบราณอย่างแท้จริงนั้น ที่ชัดเจน เห็นทั่วไปถึงทุกวันนี้ มีเหลืออยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนัง ดังเช่นบนเพดานศาลาการเปรียญ ของวัดทุ่งหญ้าคมบาง อ.เมือง จ.ราชบุรี มีภาพการเล่นหัวล้านชนกัน วาดโดยช่างชื่นชาวอัมพวา ตั้งแต่ประมาณร้อยปีก่อน ส่วนข้อมูลเก่ากว่านี้ มีปรากฏหลักฐานอยู่ในสมุทรโฆษคำฉันท์ในภาคส่วนตอนต้นที่พระมหาราชครูแต่งไว้ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ ยุคอยุธยาตอนกลาง ดังที่ว่า

 

 “จะเล่นหัวล้าน ทั้งสองหัวบ้าน คือหน้าผากผา จะจำชนกัน คในสวภา จะดูหัวข้า ทั้งสองใครแขง....บมิลื้นบมิลอกบมิอาน สองคือช้างสารแลชนกันปลักกลางแปลงฉาดฉาดเสียงหัวสองแขงเลือดไหลลามแดงทั้งหน้าทั้งตาดูยังหัวล้านชาวลุ่มอังลัง เมาเลือดแล่นซรังทุกแห่งทุกพายพ่ายสนามหัวล้านชาวไร่ไล่ปามเข้าขวิดติดตากันแทกก็หัวไถดิน”

 

 การเล่นหัวล้านชนกันของชาวบ้านสมัยอยุธยาในสมุทรโฆษคำฉันท์ นั้น แรงโหดฟาดฟันให้ยับไปคนละข้าง ราวกับชนวัว ตีไก่ กัดปลายังไงยังงั้น ไม่ใช่แค่เอาสนุกหรือเอาตลกอย่างที่มาโชว์กันยุคนี้ แต่เป็นการเล่นพนันชนิด “ชนได้ไถ่ข้าซื้อวัว ผสมเป็นครอบครัว ทั้งเหย้าแลเรือนคูคัน”

 

 สำหรับในส่วนของชาวบ้านไทย ไม่นานมานี้ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อของเพื่อนรัก ชื่อพ่ออำพล กลั่นดี อายุ 78 ปี เกิด พ.ศ.2484 ปีมะเส็ง คนเชื้อสายไทย-จีน ย่านพระประแดง ปากน้ำ สมุทรปราการ พ่ออำพลเล่าว่า ตอนเด็กมากๆ อายุราว 5 ขวบ พ่ออำพลยังทันได้เห็นการเล่นหัวล้านชนกันในงานวัดประจำปีย่านพระประแดง จะวัดแคหรือวัดโมกข์ ไม่แน่ใจเพราะนานมากแล้ว และ 2 วัดนี้ก็อยู่ใกล้ๆ บ้านซะด้วย 

 

แต่ที่จำได้แม่นติดตาเด็กน้อยอำพลวัย 5 ขวบ เพราะดูประหลาดมากๆ ก็คือ คนหัวล้านที่มาเล่น ดูอายุเยอะ ตัวอ้วนล่ำ หัวเตียนโหน่งเจ๊งเหม่งขึ้นเงา ผัดแป้งโปะเต็มหน้าเต็มหัว มองเห็นขาวว่อกๆ ทัดดอกไม้แดงด้วยก็มี จำได้ก็พวกดอกบานไม่รู้โรย ชายหัวล้านจะใส่กางเกงขาก๊วย เป็นกางเกงสั้นแค่เข่า พับตลบเอวม้วนแน่น มีผ้าขาวม้ารัดเอวช่วยให้แน่นหนามั่นคงขึ้น พ่ออำพลบอกกางเกงขาก๊วยต่างจากกางเกงผ้าปังลิ้น ถ้าเป็นกางเกงผ้าปังลิ้นจะขายาว ขาก๊วยขาสั้น ชายหัวล้าน 2 คนมาหมอบยงโย่ยงหยกบนลานวัด มือท้าวพื้นมั่น ตัวส่ายจ้องหน้ากันไปมาอยู่พักหนึ่ง คนดูรอบๆ วงโห่ฮาสนั่น ยกพวกมาเชียร์สุดใจขาดดิ้น ไม่มีดนตรีประกอบ 

 

พอได้จังหวะชายหัวล้านก็พุ่งเข้าเอาหัวชนกัน บี้อัด ใช้หัวล้านเหม่งใช้ไหล่ดันกันไปมาสุดกำลัง จนอีกฝ่ายถูกแรงดันให้ถอยกรูด เสียหลักเซซังล้มไปก็มี แบบถือว่าข้ามแดนกันไป ตัดสินแพ้ชนะได้ก็ตรงนี้ เป็นการเล่นเอาสนุก แต่จะมีต่อรองเล่นพนันด้วยหรือไม่ พ่ออำพลไม่เห็น ตอนนั้นยังเด็กมากๆ แต่นึกไปแล้วไม่น่าจะมี คงเป็นการเล่นเอาสนุกมากกว่า

 

 ฟังพ่ออำพลเล่าแล้ว ดิฉันค่อนข้างมั่นใจ ต้องมีการเล่นพนันเอาแพ้เอาชนะด้วยแน่ อันนี้มันอยู่ในสายเลือดของชาวบ้านไทย เรื่องไหนๆ ก็ไปจบที่เล่นพนันและไหว้ขอหวยได้ทั้งนั้น แถมเล่นหัวล้านชนกันในงานวัดประจำปี ยังไม่ใช่นำมาเล่น มาแสดง เพื่อตัดสินบน ยังไงก็คงมีการลงเงินเล่นพนันแน่ 

 

ยิ่งยุคก่อนไม่มีพนันบอล จะให้ไปสนุกกับแค่ ตีไก่ กัดปลา กัดจิ้งหรีด แทงหวย เข้าบ่อน คงไม่สาแก่ใจชาวบ้านไทยซะล่ะมั้ง ยิ่งมาเล่นในงานวัดประจำปี พ้นหน้านา ขายข้าวได้เงินเต็มกระเป๋า ชาวบ้านแห่มาดูหัวล้านชนกัน ได้โห่ฮา ร้องเชียร์พรรคพวกตัวเองสุดเสียง สุดฤทธิ์ มีหรือจะพลาดการลงเงินเล่นพนันไปได้ ไม่มีซะหรอกภาษิตคนไทใหญ่ยังบอกไว้ เพื่อนทหารไทใหญ่พูดให้ฟังเสมอ พูดแล้วพูดอีก“คนมาทางไหน มันไปทางนั้น”

 

 ก็ดูเอาเถอะ ปัจจุบันพอเริ่มรู้เรื่อง เริ่มมีช่องทางขึ้นมา เด็กไทย คนไทยก็มุ่งเข้าเล่นพนันบอล พนันมวย เล่นหวย เล่นพนันทุกอย่างที่ทำได้ทั่วทุกตรอกซอกซอย ถ้าแต่เดิมไม่เป็นกันมา มันจะเอาจริตสันดานแบบนี้มาจากไหนล่ะ ดังนั้นคงเพราะคนมันเป็นเช่นนี้ตลอดร้อยๆปีมาก่อน เป็นกันมาแบบนี้ มันถึงคลุกกับการพนันสนิทแนบแน่นเช่นที่เป็นอยู่นี้ ในยุคปัจจุบัน

 

 การเล่นหัวล้านชนกันของคนไทย-จีน ย่านวัดโมกข์ วัดแค พระประแดง เลิกไป 70 กว่าปีแล้ว ส่วนการเล่นนมยานตีเต้งพ่ออำพลไม่เคยเห็น

 

 สำหรับการเล่นหัวล้านชนกันบ้านสิงขร ลุงบุญเสริมบอกว่าไม่ใช่เล่นพนันหากเป็นการเล่นเพื่อตัดสินบนหลังจับช้างสำเร็จเท่านั้น จึงเล่นเอาสนุก

 

 รู้มาแค่นี้ก็ทำให้ดิฉันอัศจรรย์ใจยิ่งๆแล้ว เพราะไม่นึกเลยว่าพอสืบถามล้วงลึกเรื่องหัวล้านชนกันขึ้นมา ดิฉันจะได้พบคำบอกเล่าจากคนที่ยังมีชีวิต ทันได้เห็นของจริง ไม่ใช่เพียงเล่นโชว์ หากได้ดูกีฬาจารีตประเพณีเดิมนี้อย่างสนุกมาด้วยสองตาตัวเอง โดยเฉพาะนมยานตีเต้งนั้น กระทั่งคุณพ่อดิฉันอายุ 83 ปี แล้วยังเคยได้ยินเพียงเรื่องเล่าจากคนเฒ่าบ้านควนขนุน จ.พัทลุง มาตั้งแต่เด็กๆของจริงแทบไม่มีใครได้เห็นแล้ว

 

 ในขณะที่นมยานตีเต้งกีฬาเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ของชาวบ้านไทย ยังถูกแช่แข็งเอาไว้ และเล่นกันตลอดมาทุกปีอย่างยาวนานเหนียวแน่นอยู่ในเมืองตะนาวศรี และลุงบุญเสริมกล่าววื่คนไทยตะนาวศรียังเล่นกีฬา 2 อย่างนี้ต่อเนื่องมาตลอดจนลุงบุญเสริมหนีพม่าไปอยู่เมืองไทยแล้ว คนตะนาวศรีก็ยังเล่นหัวล้านชนกันกับนมยานตีเต้งอยู่ เพิ่งมาเลิกไปราว 15-16 ปีนี้เอง เพราะคนตะนาวศรีเลิกจับช้างไปแล้ว เมื่อไม่มีการจับช้าง ก็ไม่จำเป็นต้องมีการแก้บนด้วยหัวล้านชนกัน และนมยานตีเต้ง ให้ผีเจ้าป่าเจ้าเขาต่อไปอีกแล้ว

 

 ความเชื่อเรื่องบูชาผี โดยเฉพาะกับการแก้บน คือวิญญาณลึกสุดของวัฒนธรรมการแสดง ประเพณี และพิธีกรรมแทบทุกอย่างของชาวบ้านไทย ก็ว่าได้ เป็นเสาเข็มอันเสมือนฐานรากในชีวิตวัฒนธรรม ประเพณี ศรัทธา ความเชื่อ ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น ตัวอย่างจากคนไทยตะนาวศรีในเรื่องแก้บนด้วยหัวล้านชนกัน คือหลักฐานแจ่มชัดยิ่งว่า แม้ชาวบ้านไทยจะอยู่นอกเขตดินแดนแผ่นดินไทย แต่ความเชื่อเรื่องผีก็ยังตามไปรักษาวัฒนธรรมประเพณีชีวิต การงาน ของพวกเขาอย่างเต็มที่ ดังที่เคยปรากฏอยู่ในบ้านเมืองไทย ที่ยังมีผู้จำได้ เห็นด้วยตาตัวเองมาเล่าให้เราฟังในวันนี้

 

 จึงนับเป็นโชคดีอย่างยิ่ง ที่ความทรงจำจากทั้งลุงบุญเสริม ประกอบปราณ และคุณพ่ออำพล กลั่นดี ในเรื่องหัวล้านชนกัน ที่สองท่านได้เห็นได้เชียร์มาด้วยตัวเอง ยังมีโอกาสปรากฏเป็น “เรื่องเล่า” แสนสนุก ถ่ายทอดมาให้คนไทยหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบัน ได้รับฟังและรับรู้ร่วมกัน

2 (6)

(หุ่นขี้ผึ้งหัวล้านชนกัน ที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จ.นครปฐม)