เขื่อน! จุดจบ...ตั้งแต่เริ่มต้น

November 4, 2019
by นายสัตวแพทย์เกษตร สุเตชะ

หายนะภัยทางธรรมชาติที่มนุษย์พึงสังวร หากแผนการสร้างเขื่อนปิดกั้นลำน้ำโขงนับ 10 แห่งสำเร็จตามแผน

 

ในปี พ.ศ.2562 ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมทั้งประเทศประมาณ 31,120 เมกกะวัตต์ แต่สามารถผลิตได้ประมาณ 46,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งแบ่งออกเป็นไฟฟ้าจากถ่านหิน ก๊าชธรรมชาติ น้ำมันเตา แสงแดด ชีวมวล และพลังงานน้ำ แถมเรายังนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอีก ทั้งจากทางมาเลเซียและลาว ทั้งหมดนี้รัฐบาลบอกว่า เพื่อความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

แต่ความจริงแล้ว แม้เราจะไม่นำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านก็ยังคงเหลือไฟฟ้าสำรองที่ผลิตได้มากเกินกว่าความต้องการพื้นฐานและกักเก็บไว้ไม่ได้ อีกประมาณ 14,880 เมกกะวัตต์ ถึงกระนั้นรัฐบาลไทยก็ยังมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคเอกชน ไปลงทุนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้ากลับมาขายในประเทศไทยอยู่เสมอ คาดว่าเพื่อรองรับการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ทั้งภาคการผลิตขนาดใหญ่ ภาคบริการ และการท่องเที่ยว

โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และเมืองขนาดใหญ่แต่ละภาค นักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี และรถไฟฟ้าอีกหลากหลายเส้นทาง เมื่อคิดรวมๆ แล้วต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล เฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว ก็ใช้ไฟฟ้ามากกว่าเขื่อนขนาดกลางผลิตได้ทั้งปี

คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง แต่ไม่มีส่วนร่วมหรือได้ช่วยรัฐตัดสินใจ ว่าเราจะเดินหน้าไปอย่างไร หรือ จะเอา - ไม่เอา เรารู้แต่เพียงว่าพอสิ้นเดือน ทุกคนต้องไปจ่ายค่าไฟฟ้าตรงตามเวลา ไม่เช่นนั้นจะโดนตัดไฟ ด้วยแนวคิดนี้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ไม่ตระหนัก และไม่แยกแยะว่าไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้มาจากไหน และโลกใบนี้ รวมถึงประเทศไทย ต้องสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติอะไรไปบ้าง เพื่อแลกกับการที่เรามีไฟฟ้าใช้

ขณะที่ผู้คนอีกหลายสิบล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่เคยมีไฟฟ้าใช้มาก่อน หรือมีไฟฟ้าใช้ แต่ต้องเปิด-ปิดเป็นเวลา มีคนอีกหลายแสนคนที่ต้องอพยพหนีน้ำท่วม เพราะมีการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าปิดกั้นลำน้ำใกล้หมู่บ้าน หรือผู้คนนับพันครอบครัวในหมู่บ้านที่อยู่อาศัยมานับพันปี ต้องอพยพหนีระเบิด เพราะรัฐให้สัมปทานเหมืองถ่านหินแก่เอกชน เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าในอีกประเทศหนึ่ง ฯลฯ

 

IMG_3490

 

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดี ว่ามีแผนการสร้างเขื่อนปิดกันลำน้ำโขงและลำน้ำสาขานับ 10 แห่ง ตั้งแต่ประเทศจีน ลาว เวียดนาม ไปจนถึงประเทศกัมพูชา ซึ่งแต่ละประเทศก็อ้างถึงสิทธิที่จะทำได้บนแผ่นดินของประเทศตนเอง โดยไม่สนใจว่าแม่น้ำโขงเป็นลำน้ำนานาชาติ ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในภูมิภาคนี้มาหลายล้านปี และเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดในเอเชียตะวันนอกเฉียงใต้ เฉพาะผลิตภัณฑ์ปลาที่จับได้ก็มากกว่า 2.6 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการจับปลาน้ำจืดทั่วโลก จากจำนวนปลาที่สำรวจพบแล้วไม่ต่ำกว่า 1,100 ชนิด

นอกจากนี้ลุ่มน้ำโขงยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 430 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิด นก 1,200 ชนิดพันธุ์ และพันธุ์พืชอีกกว่า 20,000 ชนิด หลายร้อยชนิดพบเฉพาะที่แม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียวในโลก เช่น ปลาบึก นกเด้าลมแม่น้ำโขง และค่างห้าสี เป็นต้น ถ้านับระหว่างปี พ.ศ.2540 - 2562 มีชนิดพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบเกือบ 2,500 ชนิดพันธุ์

เมื่อมีการสร้างเขื่อนเข้ามาปิดกั้นลำน้ำทั้งสายหลักและสายรอง ขัดขวางการอพยพของปลา รบกวนการทำรังวางไข่ของสัตว์ริมแม่น้ำ หรือทำรังบนหาดทรายกลางลำน้ำในฤดูแล้ง เช่น นกแอ่นทุ่งเล็ก นกกระแตผีใหญ่ นกเด้าลมแม่น้ำโขง นกนางนวลแกลบแม่น้ำ เพราะการขึ้น – ลงของน้ำ ไม่เป็นไปตามฤดูกาลอีกต่อไป แหล่งวางไข่ถูกน้ำท่วม หรือ ฤดูแล้งผิดปกติจนเลี้ยงลูกไม่รอด

โดยเฉพาะโตนเลสาบ ทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศกัมพูชา มีคนอาศัยอยู่ถึง 7,000 ครอบครัว แถมด้วยนกและสัตว์ป่าอีกหลายแสนชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกัน กินพื้นที่ประมาณ 7,500 ตารางกิโลเมตร แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนที่มีน้ำหลาก ก็จะขยายพื้นที่ได้ถึง 16,000 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ราว 10 เท่า

ทะเลสาบแห่งนี้มีปลาอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 300 สายพันธุ์ ผลผลิตสัตว์น้ำจากทะเลสาบแห่งนี้ราว 300,000 ตันต่อปี ใช้บริโภคกันทั้งภูมิภาคลุ่มน้ำโขงไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน ไม่ว่าจะเป็นในประเทศกัมพูชา เวียดนาม ลาว ไทย พม่า ในรูปแบบของปลาร้า ปลารมควัน ปลาป่น กุ้งแห้ง ลูกชิ้นปลา ทอดมันปลากราย ฯลฯ นี่ยังไม่นับรวมผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้จากการมีน้ำมากในโตนเลสาบ เช่น ฟาร์มจระเข้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การขนส่งทางน้ำ เป็นต้น

 

IMG_3380

 

เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่นับสิบๆ แห่ง ทั้งในประเทศจีนและประเทศเวียดนามที่อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำโขง ทำให้กระแสน้ำสายหลักที่ไหลลงโตนเลสาบจะลดลง และไม่เป็นไปฤดูกาลอีกต่อไป ทำให้คน ปลา สัตว์ป่าที่วิวัฒนาการตนเองพึ่งพาธรรมชาติของน้ำจากแม่น้ำโขง รวมถึงวัฒนธรรมตามวงรอบของปี ที่ผูกพันกับสายน้ำแห่งนี้ จะได้รับผลกระทบอย่างแรง จนยากที่จะกลับตัว

โดยเฉพาะการอพยพของปลาหลายร้อยชนิดในแม่น้ำโขงตามฤดูน้ำหลาก เพื่อเข้าไปทำรังวางไข่ที่โตนเลสาบ สืบต่อเผ่าพันธุ์และเป็นแหล่งอาหารหลักของชาวกัมพูชาจะหายไปอย่างถาวร ส่งผลโดยตรงต่อผลิตภัณฑ์ประมงที่จับได้ตลอดลำน้ำโขงในแต่ละปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พออาหารมีน้อย ผู้คนก็จะหนีจากบ้านเกิด เข้าเมืองเพื่อหางาน หรือเข้าป่าไปตัดไม้ ไปล่าสัตว์ป่า หาเงินมาจุนเจือครอบครัว นานวันเข้าก็ส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว และตามมาด้วยปัญหาสังคม อาชญากรรม การศึกษา ซึ่งก็จะวกกลับมาถึงปัญหาทางเศรษฐกิจในที่สุด

พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของประเทศเวียดนาม ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 14,000 ตารางกิโลเมตร ก็ได้รับผลกระทบรุนแรงด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่เกิดจากการทับถมของตะกอนปากแม่น้ำ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมจะถูกน้ำเค็มรุกเข้ามาจนปลูกพืชไม่ได้ พื้นที่ชายฝั่งทะเลก็จะถูกกัดเซาะ ทั้งๆ ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเวียดนามอย่างมาก

เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 17 ล้านคน เป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ลำดับ 3 รองจากนครโฮจิมินห์และกรุงฮานอย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 18 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศเวียดนาม มีมูลค่าการส่งออกข้าวร้อยละ 90 การส่งออกอาหารทะเลร้อยละ 60 และส่งออกผลไม้ร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ

เมื่อน้ำมีน้อยก็จะส่งผลต่อปริมาณน้ำจืดที่ส่งไปออกทะเลจีนใต้ พื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนาม ก็จะลดขนาดพื้นที่ลงเรื่อยๆ ทำให้ความสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรมลดลง ชาวเวียดนามจะปลูกข้าวได้ลดลง หรือปลูกผลไม้ลดลงเพราะดินเค็ม หาปลาได้ลดลงเพราะน้ำมาน้อย ไม่เป็นไปตามฤดูกาลอีกต่อไป

จากนั้นกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก บริเวณปากอ่าว เช่น วาฬบลูด้า วาฬโอมูระ โลมาปากขวด โลมาอิรวดี พะยูน ฉลามวาฬ ปลาโรนิน ปลาโรนัน ปลาฉนาก เต่ากระ เต่าตนุ เต่าหญ้า เต่ามะเฟือง และเต่าหัวฆ้อน ก็จะขาดอาหาร เพราะแพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์ ปลาเล็ก ปลาน้อย แมงกะพรุน จะไม่ว่ายเข้ามาหากินแร่ธาตุใกล้ปากแม่น้ำ ในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องฤดูหนาวอีกต่อไป รวมถึงหญ้าทะเลก็จะไม่เติบโตเพราะไม่ได้รับสารอาหาร โดยเฉพาะฟอสฟอรัสจากแม่น้ำ

ไม่นับรวมภัยจากพลาสติกมหาศาลที่ล่องลอยอยู่ในทะเล และการล่าอย่างผิดกฎหมาย เพื่อกินเนื้อ กินครีบ หรือนำชิ้นส่วนร่างกาย ไปทำเรื่องประดับ ที่คอยคร่าชีวิตสัตว์เหล่านี้อยู่อยู่แล้ว

 

IMG_3266

 

ถ้ารัฐบาลของแต่ละประเทศตลอดลุ่มน้ำโขง ยังเห็นเงินตรา สำคัญกว่าข้าว – ปลา - อาหาร ยังไม่หยุดสร้างเขื่อน ไม่เลิกซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนข้ามประเทศ หรือหาหนทางแก้ไขในเร็ววัน ทั้งผู้คน ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ อาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพที่กล่าวมาข้างต้น จะหายไปถาวร

เพราะเป็นที่พิสูจน์แล้วว่า ยิ่งมีเขื่อนเพิ่มมากเท่าใด ธรรมชาติก็ยิ่งเสื่อมโทรมมากขึ้นเท่านั้น โดยผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมก็เห็นกันมาบ้างแล้ว ตั้งแต่การเปิดทดลองเขื่อนไชยะบุรี ในประเทศลาว แต่นี่เป็นเพียงน้ำจิ้ม เมื่อเทียบกับแผนการสร้างเขื่อนปิดกั้นลำแม่น้ำโขงทั้งหมด เพราะเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รายงานระดับน้ำบนแม่น้ำโขง ที่สถานีเชียงคาน จ.เลย ประเทศไทย ณ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2562 ว่าอยู่ระดับที่ 5.42 เมตร และวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2562 อยู่ที่ระดับ 4.66 เมตร ลดระดับลงถึง 0.79 เมตร ในชั่วข้ามคืน

และที่สถานีเวียงจันทน์ ประเทศลาว ระดับน้ำแม่น้ำโขงอยู่ที่ 1.83 เมตร และสถานีหนองคาย ประเทศไทย อยู่ที่ 1.81 เมตร ซึ่งต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ อนึ่ง นครหลวงเวียงจันทน์อยู่ทางตอนใต้ของเขื่อนไซยะบุรีที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ และกำลังได้รับผลกระทบด้านขาดน้ำดิบ เพื่อนำไปผลิตน้ำประปาอยู่ในขณะนี้

หรือว่าการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติได้เริ่มขึ้น...โดยเราไม่รู้ตัว

เพราะ “จุดจบตั้งแต่เริ่มต้น...ได้เดินทางมาถึงแล้ว”